Sunday, 26 February 2023

[Fanfic Slam Dunk ; RuHana] ฉากนี้ (ไม่มี) ในสแลมดังก์

Fanfic Slam Dunk

ฉากนี้ (ไม่มี) ในสแลมดังก์

 

Pairing: Rukawa Kaede x Sakuragi Hanamichi

Rating:   SFW

Note:      Chapter ref from manga

 

ตอนที่ 8

                นอกจากงีบหลับ สิ่งที่รุคาว่าสนใจคือการเล่นบาส เขาค่อนข้างขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างถึงขั้นเข้ากับใครไม่เก่ง เมื่อเจอความเฉยเมยของเขา ต่อให้มีคนคิดเข้าหาสุดท้ายก็เลิกล้มความพยายามและถอยหนีออกไปเอง...ยกเว้น ซากุรางิ ฮานามิจิที่แตกต่างออกไปนิดหน่อย ตอนเจอกันครั้งแรก เจ้าหัวแดงตั้งตัวเป็นศัตรูอย่างไม่มีเหตุผล พุ่งเข้าใส่รุคาว่าอย่างไม่กลัวตาย

รุคาว่าไม่ได้สนใจอะไร อีกฝ่ายจะคิดอย่างไรไม่เกี่ยวกับเขา เขาไม่เดือดร้อน รับมือไปตามสถานการณ์ก็พอ

                ทว่ากลับมาเจอกันอีกในชมรม แถมเจ้านั่นยังเข้ามาจ้องเสียใกล้

                จนแล้วจนรอดก็ไม่ถอยหนีออกไปเสียที

                กริยาท่าทางยามยืนล้วงกางเกงยืดคอจดๆ จ้องๆ ดูไม่ต่างจากนักเลงปลายแถว แม้รุคาว่าเฉยใส่อย่างที่ทำเป็นประจำก็ไม่นำพา ไม่เพียงสืบเท้าเข้ามาใกล้ขึ้น ยังมีหน้าพล่ามน้ำลายแตกฟองว่าตัวเองชนะกัปตันทีมมาแล้ว กำปั้นกัปตันซึ่งถูกยกมาอวดอ้างจึงทุบเข้าให้ที่หลังศีรษะ

“...”

หัวสีแดงที่โดนชกจนเซมาด้านหน้าเข้ามาใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจ นาทีนั้นแม้ไม่อยากยอมรับแต่รุคาว่าที่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับคนอื่นรู้สึกตกใจอยู่นิดหน่อย

อย่างไรก็ตาม ตอนที่กัปตันอาคางิประกาศว่าเป้าหมายชมรมคือการพิชิตแชมป์ทั่วประเทศและบอกให้สมาชิกเตรียมใจรับการฝึกหนัก บรรดาเด็กเข้าใหม่ชมรมบาสมีเพียงเจ้าโง่ผมแดงคนนั้นที่ตอบรับอย่างกระตือรือร้นว่า แน่อยู่แล้ว อยู่คนเดียว

ถึงจะน่ารำคาญ แต่ก็ไม่เลวนี่หว่า

              

ตอนที่ 11

                ชมรมบาสของโชโฮคุไม่นับว่ามีชื่อเสียงโดดเด่นเป็นพิเศษ แม้กัปตันคนปัจจุบัน อาคางิ ทาเคโนริจะมีชื่อเสียงในฐานะผู้เล่นอยู่บ้าง แต่เพราะไม่เคยประสบความสำเร็จในพาทีมไปสร้างผลงานในระดับประเทศ ภาพจำจากคนภายนอกจึงมุ่งไปยังโค้ชประจำทีมอย่างอาจารย์อันไซ ทว่าหลังรุคาว่า คาเอเดะเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรม บรรยากาศในชมรมพลันคึกคักขึ้นมาก...คึกคักด้วยเสียงจากสาวๆ ที่มารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนและร้องเชียร์อย่างกระตือรือร้น

                ในวันนี้ที่พวกเจ้าหล่อนก็ยังคงส่งเสียงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อายาโกะซึ่งเคยเป็นรุ่นพี่สมัยเรียนมัธยมต้นของพ่อหนุ่มเนื้อหอมถึงกับถองศอกแซว “กิ๊วๆ เสน่ห์แรงไม่เบานี่”

ส่วนซากุรางิ ฮานามิจิคำรามฮึ่มฮั่ม อดรนทนไม่ไหวเดินตึงตังไปทางประตูโรงยิม รู้สึกหงุดหงิดใจเกินทน

                “รุคาว่า รุคาว่า อยู่ได้...”

ทว่าแม้จะวางท่าใหญ่โต เอาเข้าจริงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสาวน้อยกลุ่มใหญ่กลับแสดงท่าทีไม่ต่างจากสัตว์ใหญ่แสนเชื่อง ออกแนวหวาดนิดๆ ด้วยซ้ำ โหนกแก้มแดงไม่แพ้สีผม

อายาโกะปิดปากหัวเราะคิกคัก บอกว่าซากุรางิเป็นพวกแพ้ผู้หญิง

รุคาว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างประหลาด...เหมือนกับตอนได้ยินว่าซากุรางิกำลังดวลกับกัปตันที่โรงยิม ตอนนั้นเขาถึงกับพาตัวเองมาดูการแข่งขันที่เรียกว่าแข่งยังไม่ได้ทั้งที่ตั้งใจจะออกจากห้องเรียนช้ากว่านั้นอีกนิด ครั้งนี้เช่นกัน...อดใจไม่ไหวต้องชะเง้อตัวมองไปทางเจ้าหัวแดง

สาวๆ เหล่านั้นรุมทึ้งด้วยวาจาอย่างไม่ปรานีปราศรัย

แยงกี้...ตัวเบ้อเร่อ...น่ากลัว...

ทำเหมือนผวา เอาเข้าจริงไม่เห็นกลัวอย่างปากพูด แสดงว่าความรู้สึกอยากเมียงมองรุคาว่าเหนือกว่าความหวาดหวั่นต่อตัวซากุรางิ

แยงกี้หัวแดงตัวเบ้อเร่อผู้น่ากลัวคว่ำปาก

ไม่ชอบใจ

ซากุรางิ ฮานามิจิจึง...กระชากประตูปิดดังโครมมันซะเลย ทั้งอาคางิ ฮารุโกะ ทั้งสาวๆ กลุ่มนี้ แค่หน้าตาหล่อหน่อยก็ถูกล่อลวงซะแล้ว อยากดูรุคาว่างั้นเรอะ? อย่าหวังเลย!

 

ตอนที่ 21

                กีฬาบาสไม่ได้แพร่หลายเท่าใดนัก แป้นบาสสำหรับฝึกซ้อมนอกจากในโรงยิมของโรงเรียนจึงมีไม่มาก รุคาว่าออกมาซ้อมเช้าตามกิจวัตร กลับพบว่าโดนมือดีตัดหน้าไปก่อนแล้ว คนที่ปาดหน้าเค้กคือเจ้าลิงหัวแดงที่เป็นมือใหม่หัดเล่นบาส รุคาว่าเป็นสักขีพยานเห็นความอเจอนาถบนสนามอีกฝ่ายมาตั้งแต่เริ่มจับลูกหนัง ไม่คิดว่าเจ้านี่จะมาซ้อมมือนอกเวลาชมรมด้วย

                ไล่ที่ก็ไม่ได้เพราะไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล สิ่งที่เขาควรทำคือใช้เวลาอันมีค่าไปฝึกอย่างอื่น

                ไปที่อื่นเถอะ

                อยู่ไปก็ไม่ได้อะไร

                แต่ท้ายที่สุดก็อยู่ดูเจ้างั่งนั่นจับลูกเก้ๆ กังๆ จนกระทั่งชู้ตลูกแรกลงห่วงสำเร็จ

 

ตอนที่ 25

                ฐานะที่เป็นว่าที่กัปตัน ซากุรางิเลือกนั่งที่นั่งติดอาคางิเพื่อประกาศศักดาว่าข้าใหญ่ แต่เขาไม่คิดว่าเจ้าจิ้งจอกรุคาว่าจะเสนอหน้ามานั่งข้างตนบนรถไฟ

แรกเริ่มซากุรางิคิดว่ารุคาว่าสั่นกลัวจึงมาสังเกตการณ์คู่แข่ง ที่ไหนได้...ไอ้หมอนี่มันมาจ้องจับผิดต่างหาก มีอย่างที่ไหนต่อปากต่อคำได้ทุกประโยค ไม่ว่าตนพูดอะไรออกไปต้องมีเสียงเนือยๆ ดังสวนมาจากทางด้านขวาอยู่เรื่อย

                “สั่นจนติดอ่างยังจะคุย”

                “แหกปากซะดัง”

            แกไม่ใช่พวกพูดน้อยรึไง?

                โดนสกัดดาวรุ่งทุกดอกยังไงก็ต้องของขึ้น หาว่าอัจฉริยะตื่นเต้นจนต้องทำเสียงดังกลบเกลื่อนงั้นเรอะ ฝีมือแค่ระดับเด็กม.ต้นทำเป็นปากดี อย่างไรก็ตาม จับผิดยังดีเสียกว่าอยู่นอกสายตา รุคาว่าจับตามองตนทุกย่างก้าวอย่างนี้ถือว่าตามีแวว...รู้จักระแวดระวังอัจฉริยะซะด้วย

ซากุรางิหมายมั่นปั้นมือในใจ เห็นทีต้องถล่มอุโอสึมิกับเซ็นโดให้ดูเป็นขวัญตาสนองความคาดหวังซะหน่อยแล้ว

 

ตอนที่ 32

                แม้จะนั่งเป็นตัวสำรองข้างสนาม ซากุรางิยังรักษามาตรฐานจอมก่อเรื่องได้อย่างน่าชื่นชม โวยวายหาเรื่องเอากับคนในทีมเดียวกันน่ะแล้วไปเถอะ...อย่างน้อยยังตะครุบตัวจับมาอบรมได้ ทว่าเจ้าตัวดีถึงขั้นไปสวนก้นโค้ชทาโอกะของเรียวนัน ซี้ซั้วพลิกป้ายคะแนนเอาเอง แถมยังดอดไปสอดแนมตอนโค้ชทีมศัตรูกำลังให้คำแนะนำนักกีฬาอีก

                รุคาว่ามองพฤติกรรมเหล่านั้นจากไกลๆ พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย....หน้าโง่ หน้าโง่มาก หน้าโง่ที่สุด

                กระนั้น ท่ามกลางทีมเรียวนันที่ของขึ้นกันหมด เซ็นโดกลับหัวเราะและดูจะไม่ถือสาหาความเอากับพฤติกรรมไร้มารยาทสุดกู่เหล่านั้นเลย

                “...”

                เสียงสัญญาณปริศนาดังขึ้นในใจรุคาว่า

                เจ้าหัวแดงจอมก่อเรื่องแห่งโชโฮคุถูกลากตัวไปเก็บตรงที่นั่งตัวสำรอง ถูกมัดติดเก้าอี้ และถูกอายาโกะพ่นสเปรย์เย็นใส่ให้หัวเย็นลง ทั้งที่รวบตัวให้ห่างตาจากเรียวนั้นแล้ว เซ็นโดที่ลงสนามและเผชิญหน้ารุคาว่ายังมีแก่ใจเหล่มองตัวปัญหาหัวแดงอยู่เรื่อยๆ มิหนำซ้ำหลังชู้ตลูกทำคะแนนได้ยังละสายตาจากสนามไปกระดิกนิ้วเรียกซากุรางิอีกต่างหาก

                รุคาว่ามองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

                ไม่รู้ทำไมถึงนึกรำคาญและอยากเอาชนะปิดแมตช์กับเรียวนันให้เร็วขึ้นอีกหน่อย

 

ตอนที่ 34

                ตั้งแต่ตอนเดินทางมาก็เห็นทนโท่ว่าซากุรางิตื่นเต้น ถึงแม้ตอนนั่งข้างสนามจะปากดีก่อเรื่องได้เหมือนเคย แต่พอลงสนามจริงกลับเป็นไก่อ่อน หูตามืดมัว มองอะไรไม่เห็น เกร็งตั้งแต่หัวจรดเท้า สุดท้ายก็ทำฟาวล์ชนิดทนดูไม่ได้ สร้างปัญหาให้ทีมไม่หยุด

                อาการตื่นสนามนี้เป็นเรื่องปกติของมือใหม่ แต่ถ้าปล่อยเอาไว้จะกลายเป็นตัวภาระ

                รุคาว่าหวนนึกถึงความพยายามของเจ้าโง่นี่ที่อุตส่าห์ไปฝึกชู้ต จากนั้นนึกถึงนิสัยหุนหันพลันแล่นจุดเดือดต่ำตอนประกาศออกจากชมรมเอาง่ายๆ ของอีกฝ่าย

                ถ้าในศึกเปิดตัวไม่ได้นำผลการฝึกมาใช้แต่ดันก่อเรื่องอับอายขายขี้หน้าจนไม่ได้ผลลัพธ์อันดี เจ้าหมอนี่จะเป็นยังไงต่อไปนะ?

                จะเลิกเล่นบาสจริงๆ เลยไหม?

                ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลยแฮะ...

                ดังนั้นร่างกายจึงเคลื่อนไหวไปเอง...เตะงัดก้นจนหน้าทิ่ม

                “แกจะมัวตื่นเต้นไปถึงไหนกันฮึ?”

                รีบตั้งสติแล้วกลับมามั่นหน้าได้แล้วเจ้างั่ง

                ซากุรางิหายตื่นสนามทันตาเห็น แม้ผลจากการตีกันตุบตับหลังจากนั้นจะเจ็บอยู่บ้าง แต่ช่วยให้เจ้าเด็กอ่อนหัดคนหนึ่งรู้ความขึ้นมาก็ถือว่าคุ้มแล้วล่ะ

 

ตอนที่ 37

                รุคาว่าเป็นตะคริว

                นาทีที่คนอื่นกรูเข้าหาเพื่อนร่วมชั้นหน้าจิ้งจอกและทราบถึงขีดจำกัดร่างกายของอีกฝ่าย แวบแรกซากุรางินึกดีใจว่าตัวเองจะได้ฉายเดี่ยวโชว์ผลงานเจิดจรัส ต่อเมื่อเห็นเรียวนันฮึกเหิมดีอกดีใจยิ่งกว่าตนเท่านั้นแหละ เขาไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันควัน

                ไอ้กระจอกนี่ทำทีมเสียชื่อเสียง ปล่อยให้นั่งสลอนโดนเพ่งเล็งต่อไม่ได้แล้ว

                เรียวนันปากดีใหญ่แล้วนะนั่น

                แกยอมได้รึไง?

                เฮอะ ตะคริวงั้นเหรอ? ซากุรางิเตะขารุคาว่าป้าบเข้าให้ สบโอกาสเอาคืนเล็กๆ ที่โดนเตะตูดกลางสายตาประชาชีเมื่อครู่

พอเล่นงานคนไม่มีทางสู้เสร็จ ซากุรางิปรี่เข้าใส่โค้ช บอกให้รีบเก็บตัวเจ้าคนหมดแรงออกไป เจ้าของเสื้อเบอร์ 11 ที่น่าจะเป็นตะคริวกลับลุกขึ้นมาเตะก้นคนเจ้ากี้เจ้าการแล้วแก้ตัวว่าแค่สะดุดล้ม ซ้ำยังย้ำชัดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนตัว

                ซากุรางิแค่นเสียงในใจ...โธ่เอ๊ย ถึงจะอ่อนด๋อยแต่ก็พอใช้ได้อยู่บ้างนี่หว่า คนอื่นประคบประหงมเกินไปถึงลุกยืนเองไม่ได้ไงล่ะ

                ต้องให้อัจฉริยะคอยดูแลอยู่เรื่อย!

 

 

Talk

ตอนนี้น่าจะมีเนื้อหาเพิ่มมาทีหลัง (มั้งนะ) ใจจริงอยากจะเก็บมาชงจนจบเรื่องเลย แต่จะฟิตมั้ยนี่สิ


Wednesday, 22 February 2023

[Fanfic Slam Dunk ; YoHana] Gap

 Fanfic Slam Dunk

Gap

 

Pairing: Mito Yohei x Sakuragi Hanamichi (+ slice of RyoAya)

Rating:   SFW

 

              กลุ่มซากุรางิมีชื่อเสียงอยู่บ้างในฐานะกลุ่มเด็กเกเรจากม.ต้นวะโค มิยางิ เรียวตะได้เจอเจ้าเด็กเวรพวกนี้ครั้งแรกตอนโดนสาวสลัดรัก เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกควรเข้ามาก้าวก่ายอยู่แล้ว ไอ้พวกไม่รู้ความยังจุดพลุล้อเลียนสนุกสนาน มิยางิที่จุดเดือดต่ำจึงเกือบมีเรื่องชกต่อยทั้งที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล

              คนที่ออกหน้าไกล่เกลี่ยคือมิโตะ โยเฮ อาจด้วยออร่าเฉพาะตัว มิยางิพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นหัวหน้า และเจ้านี่ก็เข้ามาหยุดการวิวาทอันไร้ประโยชน์จริงๆ ทั้งที่ปรามเพื่อนตัวเองด้วยสีหน้ายิ้มกริ่มราวกับเล่นตลก สายตาที่มองมายังมิยางิแฝงเร้นเนื้อในแข็งกร้าว ไม่ใช่สายตาของเด็กหนุ่มว่านอนสอนง่ายอย่างแน่นอน

              สัญชาตญาณของมิยางิบอกว่าเจ้าหนุ่มที่ร่างเล็กกว่าใครเพื่อนคนนี้เป็นพวกต่อยตีเก่ง ไม่ผิดแน่

              ที่เลือกหลีกเลี่ยงความรุนแรง บางทีอาจประเมินแล้วว่าโอคุสึจากฝั่งตนสู้มิยางิไม่ได้ ในเมื่อไม่ว่าผลลัพธ์ออกมาแพ้หรือชนะก็ไม่มีใครได้ประโยชน์ จบเรื่องโดยไม่ต้องมีใครเจ็บตัวได้จะดีที่สุด

พวกนักเลงหัวไม้ที่เก่งและมีหัวคิดมีอยู่ไม่มาก ต่อให้ความประทับใจแรกต่อกลุ่มซากุรางิไม่ดีนัก ทว่าความประทับใจต่อมิโตะ โยเฮไม่เลวเลย มิยางิถึงขั้นถามชื่อแล้วจดจำไว้ รู้สึกได้ว่าในอนาคตไอ้หนุ่มนี่อาจจะเป็นคนใหญ่คนโต เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่กุ๊ย เป็นตัวปัญหาขวัญใจอาจารย์ในโรงเรียน

หลังจากนั้นปรากฏว่าได้ข้องเกี่ยวกับสี่สหายแก๊งนี้อีกจริงๆ

เพราะเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มของเด็กใหม่ตัวปัญหาชมรมบาสอย่างซากุรางิ ฮานามิจิ

พวกเขามีส่วนช่วยชมรมบาสอย่างมากตอนมิสึอิ ฮิซาชิอยู่ในช่วงต่อต้านและยกพลมาถล่มชมรม ถึงขั้นยกความดีความชอบเป็นบุญคุณได้เลยที่ทำให้ผ่านพ้นวิกฤติโดนถอดจากการแข่งขันโดยที่ชมรมบาสได้รับความเสียหายน้อยที่สุด

“เจ้ามิโตะนั่นแข็งแกร่งจริงๆ”

มิยางิซึ่งถูกชะตาซากุรางิอย่างมากรู้สึกยินดีที่รุ่นน้องโง่เง่ามีเพื่อนดีๆ คอยเกื้อหนุน เหตุการณ์คราวนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่รับบทหนักที่สุดคือซากุรางิกับมิโตะ

ดูเหมือนก่อนมาถึงโรงยิมกลุ่มซากุรางิทั้ง 4 คนมีเรื่องชกต่อยกันด้านนอกไปแล้วรอบหนึ่ง ทว่าพวกเด็กปี 1 ยังเล่นงานรุ่นพี่กันอย่างอึกทึกครึกโครม ซ้ำยังเอาชนะมาได้เสียด้วย...นี่มันเด็กเกเรตามตำรานี่หว่า

เพียงแต่...นับวันภาพลักษณ์ของกลุ่มซากุรางิในสายตามิยางิค่อยๆ เปลี่ยนไป

โดยเฉพาะเจ้าคนที่ชื่อ มิโตะ โยเฮ

 

“หวัดดีฮะ”

“ว่าไง เรียวจิน”

“อะ โอ้...”

นี่มันอะไรกัน...

มิยางิ เรียวตะทำหน้าไม่ถูกกับภาพที่เห็น

โซนล็อกเกอร์และห้องด้านในเป็นพื้นที่สำหรับสมาชิกชมรม ทว่าบุคคลนอกเหนือจากสมาชิกสามารถเข้าชมการฝึกซ้อมในโรงยิมได้ตามสะดวก โดยทั่วไปแล้ว แขกขาประจำคือกลุ่มซากุรางิทั้ง 4 คน อาคางิ ฮารุโกะกับเพื่อนๆ และกลุ่มแฟนคลับของรุคาว่า พอเงยหน้าขึ้นไปยังชั้นที่นั่งของผู้ชม มักจะเห็นใบหน้าอันคุ้นตาเหล่านี้อยู่เสมอ

ตอนนี้หนึ่งในใบหน้าเหล่านั้นนั่งอยู่บนพื้น ถอดรองเท้าออกอย่างรู้งาน และกำลัง...ตัดเล็บเท้าให้ซากุรางิ ฮานามิจิ?

“...”

การด่วนตัดสินคนที่เพิ่งพบเจอเป็นพฤติกรรมตื้นเขิน แต่มิโตะ โยเฮตรงหน้าต่างจากภาพในความทรงจำมากเกินไป จนทุกวันนี้ ใบหน้าเย็นชายามตะบันหน้ามิสึอิ ฮิซาชิตัวปลิวยังฝังอยู่ในสมอง แม้ซากุรางิเองก็เป็นพวกไร้เดียงสาทรยศความประทับใจแรกอย่างไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน แต่มิยางิไม่ได้รู้สึกขัดแย้งเท่ากรณีของมิโตะ

มิยางิเปลี่ยนมาสวมรองเท้าบาสอยู่ด้านข้าง ตามองเด็กหนุ่มสองคนไปด้วย เนื่องจากเพิ่งเลิกเรียน คงอีกสักพักกว่าคนอื่นๆ จะมารวมตัว เขาถือโอกาสนี้ถามคำถามโง่ๆ ออกไป

“พวกนายทำอะไรอยู่น่ะ”

“ชะช้า เรียวจิน นี่คือการตัดเล็บไงล่ะ ฮ่าๆๆๆ!

“...”

ตูรู้อยู่แล้วเฟ้ย ที่อยากถามคือแกไม่มีมือหรือไงวะ ฮานามิจิ

มิโตะ โยเฮยังคงสวมเครื่องแบบกักคุรัน ระหว่างที่มิยางิพูดอยู่นี้ สองตาไม่ละจากภารกิจใหญ่หลวงที่กำลังทำอยู่เลย เขาจับเท้าของซากุรางิด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างกดกรรไกรตัดเล็บดังกรึบๆ เป็นจังหวะจะโคน วัดจากระดับความคล่องแล้วน่าจะไม่ได้เพิ่งทำแบบนี้มาครั้งสองครั้ง

มิยางิไม่สามารถนึกภาพตัวเองประคองเท้าเพื่อนผู้ชายอย่างเอาใจใส่ระมัดระวังได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมานั่งตัดเล็บให้ ทว่ามิโตะ โยเฮกลับดูเต็มอกเต็มใจเสียเหลือเกิน

ซากุรางินั่งพาดเท้าทั้งสองบนตักเพื่อน เห็นได้ชัดว่าไม่รู้สึกผิดแปลกสักนิด...นี่มันสีหน้าของเด็กที่โดนให้ท้ายจนเคยตัวชัดๆ มิยางิถึงกับตระหนักรู้ได้เองว่าแม้แต่พลาสเตอร์บนเท้าเจ้านี่ก็คงไม่ได้แปะด้วยตัวเองแต่มีคนจัดการให้ ส่วนคนคนนั้นคือใคร...ยังต้องเสียเวลาคิดอีกเรอะ?

“ฮานามิจิไม่ใส่ถุงเท้า ปล่อยไว้ได้เล็บฉีกแน่ๆ”

ซากุรางิกระโดดผลุงออกไปฉวยลูกบาสแล้ว มิยางิเพิ่งรู้ตัวว่ามิโตะพูดกับตน เขาหวนนึกถึงเท้าอันใหญ่โตของรุ่นน้องผมสีแดง แม้จะเห็นได้ชัดว่าหยาบกร้าน หากก็มีร่องรอยของการบำรุงรักษา ดูเหมือนที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากการขาดความเอาใจใส่จะมีผู้อยู่เบื้องหลัง

มิยางิมองร่างสูงโย่งกลางสนาม เกาแก้มแกรกๆ “แล้วนายไม่คิดจะบอกให้เจ้านั่นมันใส่ถุงเท้าบ้างหรือไง?”

ซ้อมหนักจนรองเท้าพังแล้วติดนิสัยไม่ใส่ถุงเท้าเห็นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นอกจากปัญหาเรื่องกลิ่นเท้า การใส่ถุงเท้ายังช่วยปกป้องเท้าในระดับหนึ่ง ใส่ให้ชินน่าจะเป็นผลดีมากกว่า

แต่...

“ในเมื่อไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ช่างมันเถอะ ถ้าฮานามิจิไม่อยากใส่ก็ไม่เห็นต้องใส่”

มิยางิ “...”

ให้ท้ายเต็มที่ เอาอกเอาใจเต็มร้อย...มิยางิมั่นใจว่าถ้าได้เป็นพ่อคน คนพรรค์นี้ต้องโอ๋ลูกจนสร้างเด็กเปรตให้สังคมแน่ๆ แต่ก่อนหน้านั้น ไอ้การประคบประหงมเอาใจสุดฤทธิ์นี่ใช่ไหมที่เป็นตัวการบ่มเพาะนิสัยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของซากุรางิ คนในชมรมเหนื่อยกับมันมากนะเฟ้ย!

“เรียวจิน มาพาสบอลให้อัจฉริยะคนนี้หน่อยซิ!

คนถูกสั่งหางตากระตุกจากข้างม้านั่ง อยากพาสบอลอัดหน้านัก ส่วนมิโตะดันหัวเราะ

สมาชิกชมรมบาสทยอยเข้าฝึกซ้อม เสียงบดพื้นรองเท้าดังปะปนเสียงลูกตกกระทบพื้น โรงยิมที่เคยเงียบเหงามีชีวิตชีวาขึ้นทีละน้อย พันธมิตรซากุรางิก็รวมตัวพร้อมหน้า รอหัวเราะแซวตอนลิงยักษ์หัวแดงพลาดท่าเสียทีแบบเรียลไทม์

เห็นสมควรแก่เวลาแล้ว มิโตะ โยเฮซึ่งยังมีภาระหน้าที่หนีบกระเป๋าแบนแต้ดด้วยแขนซ้าย ก่อนออกไปมิวายป้องปากให้กำลังใจเพื่อนบนสนาม “ฮานามิจิ ซ้อมวันนี้ก็พยายามเข้านะ ฉันกลับก่อนล่ะ”

ซากุรางิ ฮานามิจิได้ยินเข้าพลันหยุดชะงัก จับลูกที่มิยางิส่งให้พาวิ่งทั่กๆ จากขอบสนามอีกฝั่งมาเบรกเอี๊ยดตรงหน้าเพื่อนที่กำลังจะเผ่นหนีในระยะห่าง 1 ฟุต

“เดี๋ยวซี่ ไม่รอชมสแลมดังก์ของอัจฉริยะซากุรางิสักหน่อยเรอะ”

โนมะกางนิ้วชี้กับนิ้วโป้งรองใต้คาง หัวเราะพลางผุดยิ้มมีเลศนัยเอ่ยว่า “ดังก์อัดหัวสินะ”

โอคุสึเสริม “หัวใครน้า?”

ทาคามิยะ “รึจะเป็นหัวตัวเองฟาดห่วงกันน้า?”

เสียงโป๊กดังต่อเนื่อง 4 ครั้ง โยเฮซึ่งพลอยฟ้าพลอยฝนโดนไปด้วยทั้งที่ไม่ได้ปากบอนน้ำตาแทบไหล ถึงกับเห็นดาวผ่านหลังคาโรงยิม ซากุรางิ ฮานามิจิหน้าบูด ตะโกนต่อล้อต่อเถียงพักหนึ่งถึงย่ำเท้าตึงตังกลับไปซ้อมต่อ ทว่าเพื่อนฝูงที่เจ็บจนหูอื้อตาลายฟังไม่รู้เรื่องนัก

“ถ้าไม่ทำงานพิเศษจะตามไปดูนายแข่งได้ยังไงเล่า” มิโตะ โยเฮลุกขึ้นได้เป็นคนแรก เขาช่วยคว้ามือดึงเพื่อนอีก 3 คนที่คลำหน้าผากร้องโอดโอยขึ้นมา ทั้งที่น่าจะเจ็บมาก แต่รอยยิ้มยังเกลื่อนหน้า ตะโกนกลับมาอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “เดี๋ยวฉันเลี้ยงราเมง ตั้งใจซ้อมเข้านะ”

เพียงเท่านี้เจ้าโง่คนหนึ่งก็ลืมเลือนความฉุนเฉียวหมดสิ้น มิยางิรู้สึกหมดหวังเมื่อเห็นซากุรางิกอดลูกบาสพยักหน้าหงึกๆ ทีตอนนี้ล่ะทำหน้าแป้นแล้น โบกมือบ๊ายบายสุดแขน เมื่อนาทีก่อนยังแยกเขี้ยวประทุษร้ายร่างกายคนอื่นอยู่แท้ๆ

 

การซ้อมเสร็จสิ้นช่วงหัวค่ำ ผู้ชมซึ่งเป็นคนนอกกลับไปจนหมดตั้งแต่ตอนเย็น ในโรงยิมเหลือเพียงสมาชิกชมรมบาสที่อาบเหงื่อต่างน้ำทิ้งตัวพังพาบกับพื้นสนามอย่างอ่อนแรง แม้แต่ซากุรางิ ฮานามิจิที่ปกติเรี่ยวแรงเหลือเฟือ วันนี้ยังสิ้นฤทธิ์เดชอย่างหาชมยากเพราะคู่ปรับคนสำคัญไม่รู้ไปกินอะไรมาถึงได้ฟิตจัด พอประชันขันแข่งกันหนักกว่าทุกที ตอนนี้จึงรับกรรมด้วยการเดินลากเท้าอ่อนระโหย

“ยาสึ ขอน้ำ”

“อย่าแย่งคนอื่นสิซากุรางิ ฮานามิจิ” ผู้จัดการคนสวยอบรมเด็กมีปัญหาด้วยการฟาดพัดกระดาษลงกลางกระหม่อมหนึ่งที เจ้าตัวดีบ่นอุบ ทว่าพออายาโกะส่งเครื่องดื่มเย็นๆ ให้ก็ลืมบ่นแล้วนั่งยองเปิดฝาดื่มพรวดๆ มิยางิตำหนิว่าสรรเสริญอายะจังด้วยเซ่!

“แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วเหรอซากุรางิ ยังอ่อนหัดนะ” มิสึอินั่งยืดขาอยู่ไม่ไกล พอเห็นรุ่นน้องปากดีเหงื่อโซม อดไม่ได้ต้องจิกกัดสักทีสองที กัปตันอาคางิ ทาเคโนริไม่อยู่ด้วยติดธุระทางบ้าน กลุ่มเด็กห้าวเป้งทำตัวตามสบายกันมาก

ซากุรางิเช็ดมุมปากก่อนสะบัดข้อมือหย็อยๆ เหมือนไล่แมลงวัน “ไม่อยากถูกคนอย่างมิตจี้ว่าหรอก โอ๊ยเจ็บนะ ทำอะไรน่ะเรียวจิน”

“แกสิทำอะไร!” มิยางิตกใจจนขวัญบิน

จู่ๆ รุ่นน้องตัวยักษ์ก็กอดเข่าแล้วทิ้งตัวลงมาเป็นตุ๊กตาล้มลุก มิยางิชักขาหนีทันก่อนหัวแดงๆ จะเกยลงมาบนตัก แค่จินตนาการภาพตัวเองถูกเด็กโข่งหนุนตักต่างหมอนยังขนลุกซู่

เจ้าตัวต้นเรื่องรู้สึกไม่พอใจ อัจฉริยะหัวฟาดพื้นเห็นมั้ยเนี่ย เกิดเป็นอะไรไปขึ้นมาบุคลากรล้ำค่าของมนุษยชาติจะหายไปคนหนึ่งเชียวนะ!

“แค่หนุนหัวหน่อยเดียว ขี้งกชะมัด ขี้งกๆๆ”

“ใครจะยอมให้ผู้ชายมานอนหนุนตักล่ะเฟ้ย ร่างกายฉันเป็นของอายะจังนะ!

“เดี๋ยวเถอะ เรียวตะ” พัดกระดาษฟาดลงบนผมหยิกฟูดังแปะ

หาที่หนุนหัวไม่ได้ซากุรางิไม่ได้ฝืนใจใคร นอนกางแขนขาแผ่หราทั้งอย่างนั้น ทว่าเสียงบ่นหงุงหงิงตามมาทำเอาคนอื่นสำลักน้ำพรวด “ทีโยเฮยังไม่เห็นว่าอะไรเลย”

มิยางิเคยเห็นมิโตะตอนอยู่กับซากุรางิมาบ้างยังเหม่อ ไม่ต้องพูดถึงมิสึอิที่โดนอัดน่วมมากับตัว ชูตเตอร์ปีสามอาการหนักสุด ไอหน้าดำหน้าแดง ไอเหมือนจะสำรอกปอดออกมาทางปาก “แค่กเจ้านั่นน่ะนะ?”

สายตาเย็นยะเยือกบาดผิวหนัง ไหนจะความเจ็บปวดจากการโดนกำปั้นซัดใส่อย่างไม่ปรานี มิสึอิที่สูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตรยังจำความรู้สึกตอนโดนหมัดอัดจนตัวปลิวละล่องได้อยู่เลย เขาถึงกับสงสัยว่าตัวเองหนักเจ็ดสิบกิโลกรัมจริงหรือ เจ้าเตี้ยนั่นแรงควายผิดกับภาพลักษณ์เกินไปหน่อยไหม...ว่าแล้วก็ปวดฟัน

ไอ้คนแบบนั้นเนี่ยนะจะ...

มิสึอิกับมิยางิส่งซิกกัน

นายว่าปกติไหม?

ถามผมทำไม ถามฮานามิจิมันโน่น

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับใส่ยาและตัดเล็บเท้าอย่างระมัดระวังแล้ว แค่หนุนตักไม่นับเป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ ตามมาตรฐานของมิยางิ หนุนตักเพื่อนเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่เขาไม่ทำ และไม่คิดว่าหน้าตาอย่างมิโตะ โยเฮจะทำ ทว่าพอเห็นท่าทางและน้ำเสียงเอาอกเอาใจเกินเหตุ ต่อให้มีเหตุการณ์ชวนช็อกยิ่งกว่านี้มิยางิก็ไม่ประหลาดใจ

สมาชิกชมรมช่วยกันทำความสะอาดโรงยิมก่อนแยกย้ายกลับ เมื่อได้พักสักหน่อย พละกำลังฟื้นฟูกลับคืนมาไม่น้อย รุคาว่ากับซากุรางิมีแรงทะเลาะกันเสียงดังโช้งเช้ง

“ยังจะมามัวเตะตูดกันอยู่อีก หลีกไป๊”

มีเด็กยักษ์สองคนตีกันขวางทางเข้าออก มิยางิที่มีปมเรื่องส่วนสูงอยู่นิดๆ พลันรู้สึกไม่สบอารมณ์ เขายกเท้าถีบเจ้าพวกนั้นทิ้ง พร้อมกันนั้นก็ลูบคางวางแผนว่าจะเริ่มพูดจาชักชวนอีท่าไหนถึงจะได้กลับบ้านพร้อมอายาโกะ

“ดีจัง เหมือนจะมาทันพอดี”

ตอนที่กระแซะเข้าใส่สาวในดวงใจแบบที่คิดว่าแนบเนียนและมาดเท่ที่สุดแล้ว มิโตะ โยเฮกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหยุดใกล้ๆ พอดี ซากุรางิผู้กำลังต่อล้อต่อเถียงกับรุคาว่าเงียบเสียงหันไปหาเพื่อนทันควัน อายาโกะเองก็หันไปสนใจทางนั้นด้วย เห็นได้ชัดว่าประหลาดใจที่หนุ่มรุ่นน้องไร้สังกัดชมรมโผล่มาหน้าโรงยิมตอนฟ้ามืด

ดูเหมือนมิโตะลาภลอยได้เลิกงานพิเศษเร็วเพราะเถ้าแก่ปิดร้านก่อนเวลารับลูกชายมาเยี่ยม เขาถือโอกาสนี้แวะมารับเจ้าหนุ่มหัวแดงโดยจอดรถมอเตอร์ไซค์ห่างออกไปนิดหน่อย ซากุรางิปรับอารมณ์หม่นมัวตอนทะเลาะกับรุคาว่ามายิ้มกว้างอย่างร่าเริงได้รวดเร็วปานสลับหน้ากาก...ก็นะ ซ้อนมอเตอร์ไซค์สบายกว่าเดินกลับบ้านเองนี่นา

 มิยางิไม่ได้สนใจทางนั้น หางตาเหล่มองผมดัดลอนสีดำ สูดลมหายใจเรียกขวัญเฮือกหนึ่งค่อยส่งเสียงออกไป “อะ อายะจัง...”

“นายว่าปกติไหม?”

“คุณนั่นแหละจะพูดอะไรซ้ำซากนักหนาฮะ คุณมิสึอิอย่ามาขัดตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มได้มั้ย!

เพราะประโยคที่เรียบเรียงไว้ในหัวปลิวกระเจิดกระเจิงจากเสียงบุคคลที่สาม มิยางิ เรียวตะว้ากใส่รุ่นพี่ด้วยความโมโหอย่างสุดจะกลั้น อายาโกะตบหลังเขา ส่วนมิสึอิที่อึ้งไปครู่หนึ่ง ครั้นตั้งสติได้ก็กำหมัดด่าสวนว่าตูเป็นรุ่นพี่นะเฟ้ย!

ให้ตายสิ ก้างขวางคอขะมัด...มิยางิเดาะลิ้น ยกมือนวดคอปวดเกร็ง กล้ามเนื้อตึงเสียเปล่าโดยแท้ เขายังไม่ได้ชวนอายาโกะกลับบ้านพร้อมกันเลย

หลังหันเหสายตาตามมิสึอิ ในที่สุดก็เข้าใจคำถาม “นั่นน่ะเหรอครับ? ถามผมทำไม ถามฮานามิจิมันโน่น”

สีหน้ามิสึอิ ฮิซาชิพิลึกพิลั่นกว่าเดิมเมื่อเห็นเหตุการณ์ยากจะทำใจเชื่อคาตา

ซากุรางิกับมิโตะเดินห่างออกไประยะหนึ่ง พูดคุยออกรสตามปกติ แต่แล้วมิโตะชี้ไปยังเท้าของซากุรางิ จากนั้นก้มตัวลงผูกเชือกรองเท้าให้อย่างเป็นธรรมชาติ รุ่นน้องหัวแดงจอมก่อเรื่องประจำชมรมบาสดูจะเคยชินกับเรื่องทำนองนี้ ระหว่างรับการดูแลยังคงอ้าปากคุยจ้อต่อไป

จะมีก็แต่คนมองที่เห็นแล้วยุบยิบๆ อยู่ในอกเหมือนถูกเสี้ยนตำ

อายาโกะหัวเราะหุๆ

ส่วนมิสึอิยังไม่อยากเชื่อสายตา “ปกติเหรอ...”

“เจ้าโง่นั่นก็เป็นง่อยตามปกติไงฮะ”

มีเสียงตอบดังมาจากบุคคลไม่คาดฝัน รุคาว่า คาเอเดะจับแฮนด์จักรยานอยู่ใกล้ๆ มิยางิไม่ทันสังเกตการมีตัวตนของอีกฝ่ายกระทั่งเจ้าตัวเปิดปากพูดนี่แหละ

เดิมทีไปเอาจักรยานก็น่าจะปั่นออกไปทางประตูใหญ่เลย ไม่ใช่มาเตร่อยู่แถวนี้ อย่างไรก็ตาม รุคาว่าน่าจะเห็นเหตุการณ์ทางซากุรางิมาตั้งแต่ต้นถึงออกความเห็นเสียเชือดเฉือน

“เธอก็เชือกรองเท้าหลุดนี่”

อายาโกะมองรุ่นน้องคนเก่ง นึกในใจว่าไปเตะกันแรงขนาดไหนถึงได้พากันเชือกรองเท้าหลุดทั้งคู่

รุคาว่าผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง เขาปรายตามองทางเพื่อนร่วมชั้นทั้งสองอีกเล็กน้อยก็ใส่หูฟังปั่นจักรยานออกไป ตอนวิ่งผ่านซากุรางิกับมิโตะยังบอกลาเพื่อนร่วมชมรมอย่างมีไมตรีจิต

“ไอ้หน้าโง่”

“แก๊!

ช่วงขาของซากุรางิ ฮานามิจิยาวมาก ที่เกี่ยวไม่ถึงจักรยานของรุคาว่าเป็นเพราะมิโตะ โยเฮปฏิกริยาตอบสนองว่องไว คว้าตัวคนข้างๆ ทันก่อนเจ้าตัวจะคว่ำจักรยานชาวบ้าน ด้านรุกกี้ดาวเด่นประจำชมรม กล่าวลาเสร็จก็พาจักรยานวิ่งปุเลงๆ ไม่เหลียวหลัง

สีหน้ามิสึอิเปลี่ยนไปมา “หรือนี่คือ...พี่เลี้ยงมืออาชีพ?”

อายาโกะยิ้มกรุ้มกริ่ม “หืม?”

ทว่ามิยางิไม่ชายตาแลทางโน้น เขาก้มหน้าเกาต้นคออย่างเขินอาย “คือว่า...อายะจัง ให้ผมไปส่งนะ...!

การ์ดปีสองประจำโชโฮคุเลิกสนใจเรื่องคนอื่น นาทีนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเอง เขาหวนนึกถึงรุ่นน้องสุดซี้กับใบหน้าอ่อนโยนของเพื่อนอีกฝ่าย นึกในใจว่าฮานามิจิมันโง่ชะมัด

แต่ก็อย่างว่า

คมเขี้ยวพรรค์นั้น ดูยังไงก็ไม่ชวนให้นึกถึงหน้ายิ้มๆ แสนดีนั่นจริงๆ...

แม้จะเห็นแวบๆ ตอนเปลี่ยนชุด ทว่าตรงสะบักของซากุรางิคือรอยฟันที่มีกลิ่นคลุมเครือสุดขีดอย่างแน่นอน เจ้าตัวซื่อบื้อนั่นก็คงไม่รู้ และถ้าไม่ใช่ตนหูตาไวก็คงไม่เห็น แต่อย่างน้อยหากซากุรางิสังเกตรอบข้างให้มากกว่านี้หน่อย อะไรๆ คงเปลี่ยนไป

มิยางิมั่นใจจนระบุตัวผู้ก่อเหตุได้หลังลอบสังเกตสายตาคนรอบตัวหลายครั้งเข้า...เจ้าเด็กนั่นก็คงรู้สึกถึงสายตาสำรวจตรวจสอบของเขาอยู่เหมือนกัน

จากความประทับใจแรก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนอ่อนโยนเอาใจใส่ได้เลย แต่ในเมื่อเป็นคนแบบนี้ถึงได้ใช้ชีวิตลำบาก

ฮานามิจิเป็นหนุ่มดอกไม้แค่ชื่อ ไม่ต้องปฏิบัติเหมือนเป็นดอกไม้จริงๆ ก็ได้...หนังหนาตายชักนั่นน่ะ

มิยางิบอกตัวเองในใจว่าตนจะไม่เอาแต่อดทนอดกลั้นรอวันระเบิดแบบนั้นหรอก ท่าทางลำบากน่าดู ไม่รู้ต้องอดทนขนาดไหนถึงได้มาถึงจุดน็อตหลุดทิ้งหลักฐานให้สาวถึงตัวได้

“งั้นก็ไปกันเถอะ เรียวตะ”

“เอ๊ะ อ๊ะไปจ้า อายะจัง!

เรื่องไร้สาระของคนอื่นโดนกวาดทิ้งหมดจดในคราวเดียว มิยางิ เรียวตะกลับสู่ความเป็นจริงในพริบตา

กลับบ้านกับอายะจังกลับบ้านกับอายะจังกันดีกว่า 

 

 

Talk

ที่มาคือคนที่เคยเห็นแต่โหมดแยงกี้มาเห็นโหมดไมโครเวฟช่างเอาใจของโยเฮจะไม่ช็อกตาตั้งกันหมดเหรอ ซึ่งเรียวจินในเรื่องนี้ช็อกซ้ำต่อเนื่องจนเหนื่อยค่ะ จากนั้นก็ เออๆ พ่อคนดี สู้ๆ ละกัน...ฟีลนี้ มิตจี้เองก็ทำใจนะ เดี๋ยวก็ชินค่ะ *ตบไหล่*

 

 

 

Sunday, 19 February 2023

[Fanfic Slam Dunk ; RuHana] ดาบนั้นคืนสนอง (ส่วนเสริม)

Fanfic Slam Dunk

ดาบนั้นคืนสนอง

ส่วนเสริม

 

Pairing: Rukawa Kaede x Sakuragi Hanamichi

Rating:   SFW

AU:         Office Worker

             


รองเท้าคู่ใหม่สีดำแดง...อย่างกับวัยรุ่นที่เลือกสีสันของใช้เป็นสัญลักษณ์เลยไม่ใช่หรือไง เลือกสีที่เป็นเหมือนตัวแทนบุคคลชัดเจนขนาดนี้ เห็นอยู่ชัดๆ ว่ายังมีใจให้เขา

ผมสีแดงอย่างกับใบเมเปิล (คาเอเดะ) นั่นอีก...ชอบเขาเห็นๆ

พวงกุญแจแมวดำที่แขวนกระเป๋าก็ดูเหมือนเขามาก...ไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนั้นให้ถึงได้เอามาใช้ แต่เป็นเพราะชอบเขาต่างหาก

              ไหนจะพยายามซ่อนเขาไม่ให้คนอื่นมองอีก ไม่รู้จะหวงอะไรขนาดนั้น

              แล้วยังเหตุการณ์ยิบย่อยอื่นๆ...

              “นี่แก มาสายไม่ใช่รึไง ยังมัวมาเดินทอดหุ่ยอยู่อีก!

              ตรงเวลาต่างหากเจ้าโง่ อยากเจอฉันเร็วๆ ก็ยอมรับมาเถอะ

              “คุณฮารุโกะ ไม่ต้องให้เจ้าจิ้งจอกอ่อนแอนั่นช่วยถือหรอกครับ ให้ผมถือแทนดีกว่า!

              ไม่อยากให้ฉันเหนื่อยถือของหนักสินะ แสดงออกเกินหน้าเกินตาไปหน่อยหรือเปล่า

              “เฮ้ย กอริใช้ให้ฉันมาเรียกแกไปประชุมเคสงานเคลมน่ะ”

              ถึงกับอาสามาตามตัวถึงแผนก ถ้าอยากคุยกับฉันขนาดนั้นไม่ต้องรอเอางานมาอ้างตลอดก็ได้

              “จับหัวคนอื่นแบบนี้ จะเอาจริงๆ ใช่มั้ยหาวันนี้ต้องตายกันไปข้าง รุคาว่า!

              หน้าแดงแปร๊ดตอนถูกลูบหัว คงเขินจัด

              เวลารุคาว่า คาเอเดะเฝ้ามองซากุรางิ ฮานามิจิ เขารู้สึกอยู่เรื่อยว่าเจ้าลิงตัวนี้ช่างไม่รู้จักเก็บอาการเอาเสียเลย ทว่าคนอื่นดันไม่เฉลียวใจ เห็นเป็นการหาเรื่องเสียมากกว่า

              ก็แค่ชอบเขามากแต่ซึนเดเระไม่ใช่เหรอ?

              ดูเหมือนนอกจากรุคาว่าจะไม่มีใครมองใจจริงซากุรางิออก ตาไม่มีแววกันหมด

 


ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันคือวันเปิดเรียนสุดท้ายตอนชั้นมัธยมต้น ตอนนั้นเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนแหลกสลายเหลือเพียงคำว่าเพื่อนร่วมชั้น ช่วงเวลาสิบปีที่ห่างหายกันไป เมื่อได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง อีกฝ่ายตัวสูงใหญ่ขึ้นเป็นคนละคน ใบหน้าดุดันขึ้น บุคลิกก็ก้าวร้าวขึ้นมาก ทว่าตอนที่ได้พบหน้ายังสามารถหวนระลึกได้ทันที บางทีซากุรางิ ฮานามิจิคงไม่ได้เปลี่ยนไปมากขนาดนั้น

ตลอดมา รุคาว่าไม่เคยเสียใจภายหลัง

ต่อให้ในอดีตเคยเก็บดอกไม้จากซากุรางที่เคยโยนทิ้งกลับมาและพยายามยื้อสภาพที่สูญเสียความสวยงามไปหมดด้วยการนำมาทำเรซิ่น ทั้งยังโยนมันใส่ลิ้นชัก ทิ้งไม่ลงจนทุกวันนี้

...เขาไม่รู้หรอกว่าทำไปทำไม

แต่ก็ไม่ได้เสียใจที่ปฏิเสธคำสารภาพรัก

ในเมื่อนั่นเป็นคำตอบจากใจจริง

รุคาว่าไม่เคยคิดเกินเลยกับซากุรางิ ฮานามิจิ

เพียงแต่ หลังจากวันที่ปฏิเสธความรู้สึกดีๆ ของอีกฝ่าย คนคนนั้นหายไปจากข้างกายเขาราวกับหมอกควัน เมื่อไร้เสียงก่อกวนริมหู โลกคล้ายจะเงียบสงบลง การปฏิสัมพันธ์ซึ่งลดน้อยลงหน้ามือเป็นหลังมือนับจากนั้น ทุกครั้งล้วนมีแต่การกระทบกระทั่ง ขนาดรุคาว่ายังไม่เข้าใจว่าตนเคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่เข้ากันได้ดีกับเจ้าคนน่ารำคาญคนนี้ได้ยังไง

พวกเขาเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีกจริงๆ

แม้จะน่าเสียดาย แต่ช่วยไม่ได้

ในฐานะเพื่อนร่วมงาน พวกเขาเป็นไม้เบื่อไม้เมากันไม่ต่างจากสมัยก่อน ถึงแม้ไม่ได้ร่วมงานใกล้ชิดแต่เจอหน้ากันทีต้องมีปากเสียงที ช่วงที่เริ่มทำงานใหม่ๆ คนอื่นไม่เคยชินกับการสื่อสารกันของพวกเขาและเผยสีหน้าหวาดผวาเมื่อสถานการณ์เริ่มรุนแรง มิยางิ เรียวตะแนะนำซากุรางิให้ ‘ต่างคนต่างอยู่’ แม้ซากุรางิโต้แย้งอย่างดื้อรั้นอยู่พักใหญ่เพราะไม่อยากเป็นฝ่ายลดเกียรติตัวเองยอมลงให้รุคาว่า แต่สุดท้ายหลังโดนย้ำซ้ำๆ ก็ยอมรับฟังคำพูดของรุ่นพี่

รุคาว่าเห็นใบหน้าบูดบึ้งแยกเขี้ยวยิงฟันจนชินตาแล้ว กระทั่งได้พบว่าอันที่จริงซากุรางิมีรุ่นพี่ที่สนิทกันมากในบริษัทด้วย ตอนรวมกลุ่มกับมิยางิ เรียวตะ และมิสึอิ ฮิซาชิ สีหน้าท่าทางสนิทชิดเชื้ออย่างยิ่ง สิ่งที่รุคาว่าพูดแล้วเจ้าตัวไม่ฟัง หากเป็นสองคนนั้นจะยอมรับฟังและไว้หน้าไม่น้อย

เช่นเหตุการณ์คราวนี้

เป็นช่วงเวลาราวๆ 2 เดือนที่ซากุรางิ ฮานามิจิไม่ต่อปากต่อคำกับรุคาว่าเลย

เมื่ออยู่ต่อหน้าจะทำเป็นมองไม่เห็น ต่อให้รุคาว่าจงใจพูดกระตุ้นยั่วยุก็จะเก็บอารมณ์และถอยห่างออกไป ไม่อาละวาดฟาดงวงฟาดงา มิยางิกับมิซึอิคอยขยี้หัวชมอยู่ด้านข้าง...ทำดีแล้ว ทำดีมาก เป็นผู้ใหญ่แล้วนี่!

ทว่าทุกอย่างพังลงเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ใกล้กัน วันหยุดหนึ่ง ซากุรางิออกมาซื้อของเข้าบ้าน รุคาว่าที่กำลังเล่นบาสมือลื่นชู้ตลูกเลยแป้นไปกระแทกหัวแดงๆ ซึ่งกำลังเดินผ่านไปพอดี พอวางมวยกันหนึ่งยก ซากุรางิ ฮานามิจิก็เลิกอดทนอดกลั้นและกลับมาทะเลาะกับรุคาว่าเหมือนเดิม เมื่อวันทำงานมาถึงและเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มิยางิถึงกับถอนหายใจยาว

สำหรับรุคาว่า...ซากุรางิ ฮานามิจิยามเอะอะมะเทิ่งน่ารำคาญหาใดเปรียบ

ถึงอย่างนั้นก็ยังรำคาญน้อยกว่าตอนที่เจ้าตัวทำเหมือนลืมเอาปากมาจากบ้านและเสแสร้งเรียบร้อย โดยเฉพาะเมื่อแม้แต่ตอนที่ฝืนทำตัวเป็นมิตรสุดชีวิตขนาดนั้นก็ยังไม่เคยมองมาทางเขาและยิ้มให้แม้แต่ครั้งเดียว

การเลือกปฏิบัตินี้เองที่เป็นจุดสังเกต รุคาว่าคิดว่าเพราะอดีตร่วมกันทำให้ซากุรางิปิดกั้นตัวเองอย่างหนัก ทว่าความเชื่อมั่นพิลึกๆ บอกว่าตนไม่ได้ถูกเกลียดแน่นอน ไม่มีทางเป็นแบบนั้นไปได้

ราวกับจะช่วยพิสูจน์ความเชื่อมั่นดังกล่าว รุคาว่าบังเอิญได้ยินบทสนทนาของ 3 สหายต่างแผนกที่มักจะรวมหัวไปใช้เวลาพักด้วยกัน

“ไอ้เด็กนี่มันเซนสิทีฟเรื่องรุคาว่าน่าดูเลยแฮะ หลงรักรึไง?”

“อย่าพูดจาชวนขนลุกสิมิตจี้!

ไม่ได้คิดไปเองจริงๆ ด้วย

ระดับความมั่นใจพุ่งปรี๊ด

เมื่อพินิจดูให้ดีแล้ว อาการเป็นปรปักษ์ทั้งหลายคลับคล้ายว่ากำลังเรียกร้องความสนใจอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดให้ลึกซึ้งแต่ดูๆ ไปก็มีหลายสิ่งที่แอบแฝงใต้การแสดงออกอันรุนแรง

ยิ่งเฝ้าสังเกตยิ่งมั่นใจ

เจ้านั่นชอบเขา

กระนั้น คงเพราะเคยถูกปฏิเสธมาแล้ว ต่อให้การแสดงออกของซากุรางิจะโผงผางสุดแสน เจ้าตัวก็ไม่มีทีท่าจะสารภาพรักซ้ำสอง

              เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่และได้ใช้เวลาร่วมกันอีกครั้ง ความคิดของรุคาว่าต่างไปจากเมื่อก่อนค่อนข้างมาก ถึงขั้นเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ซากุรางิจะหายซึนเดเระและยอมเดินมาสารภาพรักเสียที เขาปฏิเสธทุกคนที่ทอดไมตรีให้เพราะมีคนที่แน่วแน่รอคอย แต่จนแล้วจนรอด ล่วงเลยไปนานนับปี เจ้านั่นก็ยังนิ่งเฉยและยิ้มโง่ๆ ให้น้องสาวหัวหน้าแผนกตนเองอยู่ได้

กระทั่งในงานเลี้ยงวันสิ้นปีของบริษัท

“กรุณา...คบกับผมด้วยครับ”

รุคาว่า คาเอเดะถึงบางอ้อ

ที่แท้ซากุรางิ ฮานามิจิก็รอนับวันที่ 1 มกราคม วันเกิดของเขาเป็นวันคบกันวันแรกนี่เอง

ยกตัวเองเป็นของขวัญ แถมยังใส่ใจเลือกวันครบรอบอีก...เป็นคนโรแมนติกกว่าที่คิด

อย่างไรก็ตาม คนซึนเดเระคนนั้นยังคงความซึนเดเระไว้อยู่ รุคาว่าเหนื่อยใจที่เห็นเจ้าตัวพยายามแสดงออกว่า ‘ฉันฝืนใจสุดๆ’ ‘ไม่ได้อยากทำแบบนี้ซะหน่อย’ ‘ถูกบังคับต่างหาก’ แต่เพื่อเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายจึงไม่หักหาญน้ำใจเปิดโปงความจริง รุคาว่าผู้เอาใจใส่เข้าใจดีว่าซากุรางิต้องการเวลาปรับตัวอีกหน่อย...ก็ขี้อายขนาดนั้นนี่นา ช่วงนี้จะตามน้ำทำตัวเหมือนเดิมไปก่อนแล้วกัน

ทว่าตอนงานเลี้ยงวันเกิด GM รุคาว่าที่เมาไม่รู้เรื่องกลับโดนขโมยจูบเสียนี่

ในความทรงจำเลือนรางด้วยพิษสุรา คนรักผมสีแดงสั้นเกรียนพามาส่งถึงหน้าประตูบ้าน ทั้งจูบทั้งกัดตนจนเกิดแผลร้อนในเล็กๆ

ที่หายหน้าบางมารุกคืบอย่างใจกล้าคงเพราะเห็นว่าเขาเมานั่นแหละ

ดังนั้นรุคาว่าที่ตื่นเช้ามาทายาแก้ร้อนในอย่างครึ้มอกครึ้มใจจึงเริ่มวางแผนเดท เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเจ้าโง่นั่นจะต้องใช้ความกล้าเฮือกสุดท้ายหมดสิ้นแล้ว ขั้นถัดไปตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ยังไงก็เป็นแฟน ให้ฝ่ายเดียวเหนื่อยหาทางพัฒนาความสัมพันธ์ นั่นไม่เรียกว่าเป็นเรื่องของคนสองคนหรอก

รุคาว่าเปิดอินเทอร์เน็ตเพื่อดูว่าควรเดทที่ไหนอย่างไร เขาใช้เวลาทั้งวันคิดอย่างละเอียด สุดท้ายได้ข้อสรุปว่าควรเริ่มจากพื้นฐานอย่างการไปดูหนัง อย่างไรก็ตาม ซากุรางิ ฮานามิจิคงเขินจัดระเบิดตัวเองไปเรียบร้อย แวะไปหาถึงบ้านไม่เจอทั้งเสาร์อาทิตย์จนต้องไปดักรอหน้าออฟฟิศวันจันทร์ ผลจากการไปนั่งรอแต่เช้า...อืม เขินมากจริงด้วย

รุกเขาตั้งขนาดนั้น แถมเป็นการลงมือกับคนเมาอีก ต่อให้ทางรุคาว่าไม่ถือสาแต่จะละอายใจก็เข้าใจได้

อย่างไรก็ตาม จูบไปครั้งหนึ่งเหมือนได้ปลดล็อกกลอนที่มองไม่เห็น การกระชับความสัมพันธ์หลังจากนั้นราบรื่นขึ้นมาก คงเพราะปลงตกว่าขนาดจูบยังจูบไปแล้ว ยังจะมาแคร์อะไรอีก นอกจากหันหน้าเข้าหากันได้อย่างสงบ แม้แต่การแตะต้องร่างกายก็สามารถทำได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

ที่ยังกวนใจรุคาว่าคือแผลใจของซากุรางิสาหัสน่าดู

ตัวรุคาว่าซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเอง ต่อให้ปัจจุบันมีสถานะคนรักอย่างเต็มภาคภูมิ ทว่าเมื่อก่อนเขาไม่ได้รักซากุรางิ ตราบใดที่ไม่มีความคิดเกินเลย จะกี่ครั้งกี่หนเขาก็ไม่มีทางรับรัก อย่างไรก็ตาม แม้จะขอโทษแทนตัวเองในวัยเยาว์ที่พูดจาโหดร้ายเพราะไม่รู้ประสา กำแพงในใจของซากุรางิก็หยั่งรากลงไปลึกเกินจะถอนออกในชั่วข้ามคืน สมองเข้าใจดีว่าตนเองเป็นต้นเหตุ และในเวลาอันสั้นไม่มีทางเยียวยาสำเร็จ แต่รุคาว่าเจ็บใจเสมอยามคนรักของตัวเองหัวเราะร่าให้คนอื่น

เขาอยากให้ตาคู่นั้นมองมายังตนตอนยิ้มบ้าง

การยอมแบ่งพื้นที่ให้คนอื่น...แค่ช่วงนี้ที่ยกให้เป็นกรณีพิเศษ

อย่างน้อยตอนพูดถึงคนพวกนั้น ซากุรางิ ฮานามิจิก็อารมณ์ดีมากพอจะยิ้มให้ตนเห็น ต่อให้ไม่ใช่รอยยิ้มที่มอบให้รุคาว่าโดยตรง แต่เขาอดทนรอได้ มันเป็นเป้าหมายที่ต้องใช้ระยะเวลาอีกหน่อยกว่าจะสำเร็จมรรคผล เวลาในการรอน่ะมีเหลือเฟือ

เพียงแต่...


 

“หาโยเฮไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า”

เรื่องให้กุญแจบ้านช่องกับ ‘เพื่อน’ แต่มองข้ามหัวแฟน อันนี้รับไม่ได้อยู่หน่อยๆ

ดูเหมือนมิโตะ โยเฮจะรู้จักกับซากุรางิ ฮานามิจิตั้งแต่ช่วงที่ซากุรางิเลิกคบตน ตลอดสิบปีที่ผ่านมาก็คบหาร่ำเรียนมาด้วยกัน เพราะเคยเป็นรูมเมตช่วงเรียนมหาลัย ตอนแย็บถามว่าให้กุญแจบ้านไปแบบนี้ไม่กลัวหรือไง ซากุรางิถึงได้ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจตามข้างต้น

เปรียบเทียบกันแล้ว ช่วงเวลาที่รุคาว่าคบหากับซากุรางิสั้นกว่ามาก ในด้านเหตุผล รุคาว่ายอมรับและเข้าใจการตัดสินใจนี้ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าคนไม่ได้เรื่องมักพึ่งพาน้ำใจเรียกเพื่อนคนดังกล่าวมาช่วยเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านอยู่เนืองๆ กระนั้น เมื่อนึกภาพชายอื่นสามารถเปิดประตูบ้านซากุรางิได้ตามใจชอบ ส่วนตนต้องนั่งรอหน้าประตูจนกว่าเจ้าของบ้านจะมาเปิดให้...มันอดขุ่นใจไม่ได้จริงๆ

รุคาว่าอยากได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษเหมือนกัน

ยังไงก็คบกันมาครึ่งปีแล้ว ต่อให้ไม่สนิทใจเท่าเพื่อนที่คบกันมาสิบกว่าปี แต่อย่างน้อยก็ไม่อยากถูกปฏิบัติแบบพลเมืองชั้นรอง หากฐานะคนรักไม่ช่วยให้ได้รับการปฏิบัติดีกว่า แค่ได้รับเท่าๆ กันกับเจ้าหมอนั่นก็ยังดี

อนึ่ง จะให้บอกว่าเอากุญแจบ้านมาให้ฉันด้วยสิ ไม่ไปขโมยของหรอก...

พูดแบบนี้ไม่ได้แน่

ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ข้างในสมองของรุคาว่าตีกันวุ่นวาย ซากุรางิ ฮานามิจิที่เดินเคียงไหล่มองใบหน้าด้านข้างของเขา หยุดเท้าลงกะทันหัน รูม่านตาหดเล็ก อ้าปากหวอเป็นหน้าตาโง่เง่ายามแสดงอาการตกใจตามมาตรฐาน

“ระ หรือว่า…แกกำลังหึงเรอะ?!

“...?”

ที่พูดมานี่...อยากเห็นเขาหึง?

รุคาว่าชั่งใจว่าควรตอบรับอย่างใด ให้บอกตามตรงว่าแกหลงฉันหัวปักหัวปำขนาดนี้ยังจำเป็นต้องหึงอีกเหรอ หรือควรจะสนองความต้องการอีกฝ่ายด้วยการตามน้ำไปว่าหึงดี?

ช่วงหลังมานี้ซากุรางิปรับตัวเข้าหารุคาว่ามากขึ้น เวลาหากิจกรรมทำร่วมกันในวันหยุดก็ไม่ได้ยึดเอาความชอบตัวเองเป็นหลักแล้ว วันนี้ที่ชวนกันออกมาเล่นบาส ทักษะก้าวหน้าจากช่วงเริ่มเล่นใหม่ๆ มาก เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ชวนเล่นบาสส่งๆ เพียงเพราะรุคาว่าชอบ อีกฝ่ายคิดมีส่วนร่วมในความชอบของรุคาว่าจริงๆ

นี่มันช่าง

อ้อ อยู่กลางถนน

จูบไม่ได้

ชิ...

รุคาว่าดึงสติกลับมาทันท่วงที เขาบอกตัวเองว่ากลับถึงบ้านค่อยว่ากัน พร้อมกันนั้นก็คิดสะระตะว่าจะทำยังไงกับเจ้าหัวแดงผู้ชอบจู่โจมทีเผลอดี

“เอ้า”

โยนลูกบาสเกตบอลให้ซากุรางิถือเป็นอย่างแรก จากนั้นใช้มือซึ่งได้รับอิสระทั้งสองข้างปลดกุญแจดอกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสตางค์ ไม่นาน กุญแจดอกเล็กถูกโยนใส่คนผมแดงตามลูกบาสไปติดๆ

“อะไรน่ะ?” ซากุรางิ ฮานามิจิมีแต่ความงุนงง เพราะไม่อยากเชื่อว่ารุคาว่ารู้สึกหึงหวงเป็นถึงได้ถามออกไปแบบไม่ทันคิด ปรากฏว่าหลังเจอความเงียบยาวนานนับนาทีกลับได้รับลูกบาสกับกุญแจเสียอย่างนั้น

“กุญแจสำรอง”

“หา?” หากไม่ใช่ว่ากำลังถือลูกบาสอยู่ ซากุรางิได้ปรี่เข้ามาเขย่าคอไปแล้ว “สำรองอะไร ให้ฉันทำไมแกคิดจะทำอะไรอีกเนี่ย?”

รุคาว่า คาเอเดะจมอยู่ในห้วงความคิดของตนจนไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น อันที่จริงเพราะคนรักตัวเองมักจะโวยวายไร้สาระบ่อยๆ ตัวเขาจึงฝึกทักษะปิดกั้นเสียงจนเชี่ยวชาญ

ในอนาคตอันใกล้เดี๋ยวก็ต้องอยู่ด้วยกัน หากความสัมพันธ์ไปถึงตรงนั้นแล้ว คงไม่มีโอกาสทำเรื่องอย่างการมอบกุญแจบ้านให้คนรักเพื่อแสดงความใกล้ชิดสนิทสนม ในเมื่อซากุรางิยังไม่พร้อมให้กุญแจแก่ตน รุคาว่าที่ไม่อยากรีรอเพราะเกรงจะหมดโอกาสสร้างความทรงจำจึงเป็นฝ่ายไปปั๊มกุญแจสำรองเผื่อไว้แล้วมอบให้แทน

หรือเจ้าโง่นี่จะคิดเรื่องอยู่ด้วยกันแล้วถึงมองข้ามเรื่องให้กุญแจบ้านไป?

ใช่จะเป็นไปไม่ได้

แต่สมัยคบกันก็ควรสร้างความทรงจำไว้รำลึกถึงตอนแก่เฒ่าบ้างสิ ไม่นึกถึงอนาคตเอาซะเลย

“ทำหน้าตาอะไรของแกหา เฮ้ย ไอ้เจ้าจิ้งจอกตัวนี้ ฟังคนเขาพูดสิเว้ยแกวางแผนอะไรไว้ คิดจะมารีดไถอะไรฉันทีหลังแลกกับกุญแจถูกๆ นี่ใช่มั้ย แกจะเอายังไง ต้องการอะไรเฮ้ย บอกให้ฟังไง อย่าเมินเซ่!

น็อตในหัวซากุรางิหลุดไปแล้ว แต่อย่างน้อยคำพูดพล่ามก็ดึงรุคาว่ากลับสู่โลกมนุษย์ได้ ตอนได้ยินว่าต้องการอะไร ฟองอากาศความคิดแตกโพละ สมองพลันกระหวัดถึงเรซิ่นดอกไม้ขนาดเท่าเล็บหัวแม่มือในลิ้นชัก

รุคาว่าสบดวงตาสีน้ำตาล พ่นออกมาคำหนึ่งว่า “ดอกไม้”

คนฟังตามไม่ทัน “ดอกไม้ดอกไม้มายังไง?”

“จะเอาดอกไม้” รุคาว่าย้ำ

ดอกไม้ที่ได้รับมาเมื่อตอนม.ต้นเป็นดอกไม้ที่ปลูกตกแต่งโรงเรียนดอกเล็กๆ ซากุรางิเก็บมาส่งๆ ด้วยคิดว่าตอนสารภาพรักจำเป็นต้องมีดอกไม้ มันไม่ได้มีความหมายแอบแฝงใดเป็นพิเศษ ไม่มีได้มีราคาค่างวด ทว่าของที่น่าจะไร้ราคากลับมีมูลค่าทางจิตใจสูงลิบ ถึงแม้รุคาว่าจะฝืนยืดอายุมาได้ แต่ตอนที่นำมาทำเรซิ่นมันเหี่ยวเฉาหมดแล้ว

เป็นอีกหนึ่งความทรงจำสำคัญดันมีสภาพอเนจอนาถเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของลางร้าย

บางครั้งเวลานำเรซิ่นชิ้นนั้นออกมาดู เห็นดอกไม้เหี่ยวเฉาที่ถูกนำมาถนอมเมื่อสาย รุคาว่าเป็นต้องกังวลถึงหนุ่มดอกไม้ของตนอยู่เรื่อย

แก้ตัวใหม่ด้วยดอกไม้ดอกแรกหลังคบกันอย่างเป็นทางการดีกว่า

ซากุรางิ ฮานามิจิไม่เข้าใจสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากนี้คือไม่มีโอกาสได้คัดค้าน ร่างใหญ่โตถูกรุนหลังรวดเดียวไปจนถึงร้านขายดอกไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด โดนบังคับให้ซื้อดอกไม้แลกกุญแจบ้านโดยปริยาย

นอกจากบาสเกตบอล รุคาว่าแทบไม่ได้แสดงความสนใจต่อสิ่งใดเลย ทว่าเมื่อถูกรายล้อมไปด้วยพรรณไม้หลากสีสัน ใบหน้าหล่อเหลาดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างประหลาด เขาลากฝีเท้าเดินไปทางนู้นทางนี้ พูดพึมพำเสียงเบากับตัวเอง...อันนี้เอาไปทำจานรองแก้วคู่กันน่าจะไม่เลว...สีเดียวกับผมเลยแฮะ...มีแต่ใบเขียวๆ ไม่เอา...

รุคาว่าที่บังคับยัดเยียดกุญแจให้คนอื่นแล้วเรียกร้องขอของตอบแทนมักจะโผล่มายืนลอยหน้าลอยตาออกคำสั่งอยู่ใกล้ๆ ซากุรางิ...เลือกดอกเล็กกว่านี้หน่อยบ้างล่ะ สีหมองๆ ไม่เอาบ้างล่ะ ซ้ำยังจู้จี้จุกจิกไปถึงตำหนิกับรอยช้ำเล็กๆ น้อยๆ

นานๆ ทีจะได้ยินรุคาว่า คาเอเดะพูดอะไรยาวๆ แต่ซากุรางิฟังไม่เข้าหูเพราะรำคาญเสียก่อน เขาไม่สนว่ารุคาว่าจะพูดอะไร ประเด็นสำคัญคือเงินที่มีซื้ออะไรได้บ้างต่างหาก ทว่าเลือกอะไรไปก็ไม่ถูกใจเสียที พอบอกอยากได้อะไรให้เลือกเอาเองตามใจชอบก็ไปกระตุ้นต่อมโมโหเข้าอีก

“แกเป็นคนให้ไม่ใช่เรอะ”

“วะ ก็แกเรื่องมากขนาดนี้ เลือกเองไปเลยไป๊ จะได้จบๆ”

หนุ่มตัวใหญ่สองคนแทบจะต่อยปากกันกลางร้าน พนักงานหญิงกลัวก็กลัว แต่ต้องพาขาสั่นๆ เดินมาห้ามทัพ เธออยู่ในวัยประมาณมัธยมปลาย ถ้าไม่ใช่พนักงานพาร์ทไทม์ก็น่าจะเป็นลูกหลานเจ้าของร้าน

“เลือกสีก่อนเป็นไงคะ?”

รุคาว่าที่ยังคงจับหัวซากุรางิเหมือนจับลูกบาสไม่ยอมละมือ ระหว่างหลุบตาครุ่นคิด มือก็ลูบขึ้นลงให้ผมเส้นสั้นๆ ตำฝ่ามือและท้องนิ้ว

“ดอกไม้...สีแดง...”

“สีแดงสินะคะ เดี๋ยวช่วยแนะนำให้ค่ะ!

ได้เธอช่วยแนะนำสถานการณ์ค่อยดีขึ้น

ดอกสึบากิสีแดงจากการช่วยสมทบทุนเพิ่มเติมของรุคาว่าในวันนั้น ภายหลังถูกนำไปทำเป็นจานรองแก้ว 2 ชิ้นเข้ากับแก้วคู่และกลายเป็นของใช้ประจำบ้านที่รุคาว่า คาเอเดะหวงนักหนาชิ้นหนึ่ง



 

Talk

สารภาพตามตรงว่าตอนแรกออกมาดราม่าค่ะ แต่เพราะตั้งใจให้มันออกมาตลกๆ หน่อย (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าประสบความสำเร็จมั้ย...) เลยลบแก้เกือบทั้งยวงจนออกมาเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องจากมุมมองของรุคาว่า สารจากตอนนี้จึงอาจมีบางจุดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง (?) ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ 5555555555555

ส่วนตัวชอบความมั่นหน้าของรุคาว่าตั้งแต่ในเนื้อเรื่องหลักแล้ว ใครๆ ก็เห็นว่าฮานามิจิเล่นบาสเพื่อฮารุโกะจัง ทำไมมั่นหน้าสั่งให้เขาไล่ตามตัวเองได้ฮึ 555555555555