Fanfic Slam Dunk
Gap
Pairing: Mito
Yohei x Sakuragi Hanamichi (+ slice of RyoAya)
Rating: SFW
กลุ่มซากุรางิมีชื่อเสียงอยู่บ้างในฐานะกลุ่มเด็กเกเรจากม.ต้นวะโค มิยางิ
เรียวตะได้เจอเจ้าเด็กเวรพวกนี้ครั้งแรกตอนโดนสาวสลัดรัก
เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกควรเข้ามาก้าวก่ายอยู่แล้ว
ไอ้พวกไม่รู้ความยังจุดพลุล้อเลียนสนุกสนาน มิยางิที่จุดเดือดต่ำจึงเกือบมีเรื่องชกต่อยทั้งที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล
คนที่ออกหน้าไกล่เกลี่ยคือมิโตะ โยเฮ อาจด้วยออร่าเฉพาะตัว
มิยางิพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นหัวหน้า
และเจ้านี่ก็เข้ามาหยุดการวิวาทอันไร้ประโยชน์จริงๆ
ทั้งที่ปรามเพื่อนตัวเองด้วยสีหน้ายิ้มกริ่มราวกับเล่นตลก สายตาที่มองมายังมิยางิแฝงเร้นเนื้อในแข็งกร้าว
ไม่ใช่สายตาของเด็กหนุ่มว่านอนสอนง่ายอย่างแน่นอน
สัญชาตญาณของมิยางิบอกว่าเจ้าหนุ่มที่ร่างเล็กกว่าใครเพื่อนคนนี้เป็นพวกต่อยตีเก่ง
ไม่ผิดแน่
ที่เลือกหลีกเลี่ยงความรุนแรง บางทีอาจประเมินแล้วว่าโอคุสึจากฝั่งตนสู้มิยางิไม่ได้
ในเมื่อไม่ว่าผลลัพธ์ออกมาแพ้หรือชนะก็ไม่มีใครได้ประโยชน์
จบเรื่องโดยไม่ต้องมีใครเจ็บตัวได้จะดีที่สุด
พวกนักเลงหัวไม้ที่เก่งและมีหัวคิดมีอยู่ไม่มาก
ต่อให้ความประทับใจแรกต่อกลุ่มซากุรางิไม่ดีนัก ทว่าความประทับใจต่อมิโตะ โยเฮไม่เลวเลย
มิยางิถึงขั้นถามชื่อแล้วจดจำไว้
รู้สึกได้ว่าในอนาคตไอ้หนุ่มนี่อาจจะเป็นคนใหญ่คนโต เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่กุ๊ย
เป็นตัวปัญหาขวัญใจอาจารย์ในโรงเรียน
หลังจากนั้นปรากฏว่าได้ข้องเกี่ยวกับสี่สหายแก๊งนี้อีกจริงๆ
…เพราะเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มของเด็กใหม่ตัวปัญหาชมรมบาสอย่างซากุรางิ
ฮานามิจิ
พวกเขามีส่วนช่วยชมรมบาสอย่างมากตอนมิสึอิ
ฮิซาชิอยู่ในช่วงต่อต้านและยกพลมาถล่มชมรม
ถึงขั้นยกความดีความชอบเป็นบุญคุณได้เลยที่ทำให้ผ่านพ้นวิกฤติโดนถอดจากการแข่งขันโดยที่ชมรมบาสได้รับความเสียหายน้อยที่สุด
“เจ้ามิโตะนั่นแข็งแกร่งจริงๆ”
มิยางิซึ่งถูกชะตาซากุรางิอย่างมากรู้สึกยินดีที่รุ่นน้องโง่เง่ามีเพื่อนดีๆ
คอยเกื้อหนุน
เหตุการณ์คราวนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่รับบทหนักที่สุดคือซากุรางิกับมิโตะ
ดูเหมือนก่อนมาถึงโรงยิมกลุ่มซากุรางิทั้ง 4 คนมีเรื่องชกต่อยกันด้านนอกไปแล้วรอบหนึ่ง
ทว่าพวกเด็กปี 1 ยังเล่นงานรุ่นพี่กันอย่างอึกทึกครึกโครม
ซ้ำยังเอาชนะมาได้เสียด้วย...นี่มันเด็กเกเรตามตำรานี่หว่า
เพียงแต่...นับวันภาพลักษณ์ของกลุ่มซากุรางิในสายตามิยางิค่อยๆ เปลี่ยนไป
โดยเฉพาะเจ้าคนที่ชื่อ มิโตะ โยเฮ
“หวัดดีฮะ”
“ว่าไง เรียวจิน”
“อะ โอ้...”
นี่มันอะไรกัน...
มิยางิ เรียวตะทำหน้าไม่ถูกกับภาพที่เห็น
โซนล็อกเกอร์และห้องด้านในเป็นพื้นที่สำหรับสมาชิกชมรม
ทว่าบุคคลนอกเหนือจากสมาชิกสามารถเข้าชมการฝึกซ้อมในโรงยิมได้ตามสะดวก
โดยทั่วไปแล้ว แขกขาประจำคือกลุ่มซากุรางิทั้ง 4 คน อาคางิ ฮารุโกะกับเพื่อนๆ
และกลุ่มแฟนคลับของรุคาว่า พอเงยหน้าขึ้นไปยังชั้นที่นั่งของผู้ชม
มักจะเห็นใบหน้าอันคุ้นตาเหล่านี้อยู่เสมอ
ตอนนี้หนึ่งในใบหน้าเหล่านั้นนั่งอยู่บนพื้น
ถอดรองเท้าออกอย่างรู้งาน และกำลัง...ตัดเล็บเท้าให้ซากุรางิ ฮานามิจิ?
“...”
การด่วนตัดสินคนที่เพิ่งพบเจอเป็นพฤติกรรมตื้นเขิน แต่มิโตะ
โยเฮตรงหน้าต่างจากภาพในความทรงจำมากเกินไป จนทุกวันนี้
ใบหน้าเย็นชายามตะบันหน้ามิสึอิ ฮิซาชิตัวปลิวยังฝังอยู่ในสมอง
แม้ซากุรางิเองก็เป็นพวกไร้เดียงสาทรยศความประทับใจแรกอย่างไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน
แต่มิยางิไม่ได้รู้สึกขัดแย้งเท่ากรณีของมิโตะ
มิยางิเปลี่ยนมาสวมรองเท้าบาสอยู่ด้านข้าง ตามองเด็กหนุ่มสองคนไปด้วย
เนื่องจากเพิ่งเลิกเรียน คงอีกสักพักกว่าคนอื่นๆ จะมารวมตัว
เขาถือโอกาสนี้ถามคำถามโง่ๆ ออกไป
“พวกนายทำอะไรอยู่น่ะ”
“ชะช้า เรียวจิน นี่คือการตัดเล็บไงล่ะ ฮ่าๆๆๆ!”
“...”
ตูรู้อยู่แล้วเฟ้ย ที่อยากถามคือแกไม่มีมือหรือไงวะ ฮานามิจิ
มิโตะ โยเฮยังคงสวมเครื่องแบบกักคุรัน ระหว่างที่มิยางิพูดอยู่นี้
สองตาไม่ละจากภารกิจใหญ่หลวงที่กำลังทำอยู่เลย
เขาจับเท้าของซากุรางิด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างกดกรรไกรตัดเล็บดังกรึบๆ
เป็นจังหวะจะโคน วัดจากระดับความคล่องแล้วน่าจะไม่ได้เพิ่งทำแบบนี้มาครั้งสองครั้ง
มิยางิไม่สามารถนึกภาพตัวเองประคองเท้าเพื่อนผู้ชายอย่างเอาใจใส่ระมัดระวังได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมานั่งตัดเล็บให้ ทว่ามิโตะ โยเฮกลับดูเต็มอกเต็มใจเสียเหลือเกิน
ซากุรางินั่งพาดเท้าทั้งสองบนตักเพื่อน
เห็นได้ชัดว่าไม่รู้สึกผิดแปลกสักนิด...นี่มันสีหน้าของเด็กที่โดนให้ท้ายจนเคยตัวชัดๆ
มิยางิถึงกับตระหนักรู้ได้เองว่าแม้แต่พลาสเตอร์บนเท้าเจ้านี่ก็คงไม่ได้แปะด้วยตัวเองแต่มีคนจัดการให้
ส่วนคนคนนั้นคือใคร...ยังต้องเสียเวลาคิดอีกเรอะ?
“ฮานามิจิไม่ใส่ถุงเท้า ปล่อยไว้ได้เล็บฉีกแน่ๆ”
ซากุรางิกระโดดผลุงออกไปฉวยลูกบาสแล้ว
มิยางิเพิ่งรู้ตัวว่ามิโตะพูดกับตน เขาหวนนึกถึงเท้าอันใหญ่โตของรุ่นน้องผมสีแดง
แม้จะเห็นได้ชัดว่าหยาบกร้าน หากก็มีร่องรอยของการบำรุงรักษา
ดูเหมือนที่ก่อนหน้านี้
ไม่เคยเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากการขาดความเอาใจใส่จะมีผู้อยู่เบื้องหลัง
มิยางิมองร่างสูงโย่งกลางสนาม เกาแก้มแกรกๆ
“แล้วนายไม่คิดจะบอกให้เจ้านั่นมันใส่ถุงเท้าบ้างหรือไง?”
ซ้อมหนักจนรองเท้าพังแล้วติดนิสัยไม่ใส่ถุงเท้าเห็นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
นอกจากปัญหาเรื่องกลิ่นเท้า การใส่ถุงเท้ายังช่วยปกป้องเท้าในระดับหนึ่ง
ใส่ให้ชินน่าจะเป็นผลดีมากกว่า
แต่...
“ในเมื่อไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ช่างมันเถอะ
ถ้าฮานามิจิไม่อยากใส่ก็ไม่เห็นต้องใส่”
มิยางิ “...”
ให้ท้ายเต็มที่ เอาอกเอาใจเต็มร้อย...มิยางิมั่นใจว่าถ้าได้เป็นพ่อคน
คนพรรค์นี้ต้องโอ๋ลูกจนสร้างเด็กเปรตให้สังคมแน่ๆ แต่ก่อนหน้านั้น ไอ้การประคบประหงมเอาใจสุดฤทธิ์นี่ใช่ไหมที่เป็นตัวการบ่มเพาะนิสัยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของซากุรางิ
คนในชมรมเหนื่อยกับมันมากนะเฟ้ย!
“เรียวจิน มาพาสบอลให้อัจฉริยะคนนี้หน่อยซิ!”
คนถูกสั่งหางตากระตุกจากข้างม้านั่ง อยากพาสบอลอัดหน้านัก
ส่วนมิโตะดันหัวเราะ
สมาชิกชมรมบาสทยอยเข้าฝึกซ้อม
เสียงบดพื้นรองเท้าดังปะปนเสียงลูกตกกระทบพื้น
โรงยิมที่เคยเงียบเหงามีชีวิตชีวาขึ้นทีละน้อย พันธมิตรซากุรางิก็รวมตัวพร้อมหน้า
รอหัวเราะแซวตอนลิงยักษ์หัวแดงพลาดท่าเสียทีแบบเรียลไทม์
เห็นสมควรแก่เวลาแล้ว มิโตะ โยเฮซึ่งยังมีภาระหน้าที่หนีบกระเป๋าแบนแต้ดด้วยแขนซ้าย
ก่อนออกไปมิวายป้องปากให้กำลังใจเพื่อนบนสนาม “ฮานามิจิ ซ้อมวันนี้ก็พยายามเข้านะ
ฉันกลับก่อนล่ะ”
ซากุรางิ ฮานามิจิได้ยินเข้าพลันหยุดชะงัก
จับลูกที่มิยางิส่งให้พาวิ่งทั่กๆ
จากขอบสนามอีกฝั่งมาเบรกเอี๊ยดตรงหน้าเพื่อนที่กำลังจะเผ่นหนีในระยะห่าง 1 ฟุต
“เดี๋ยวซี่ ไม่รอชมสแลมดังก์ของอัจฉริยะซากุรางิสักหน่อยเรอะ”
โนมะกางนิ้วชี้กับนิ้วโป้งรองใต้คาง
หัวเราะพลางผุดยิ้มมีเลศนัยเอ่ยว่า “ดังก์อัดหัวสินะ”
โอคุสึเสริม “หัวใครน้า?”
ทาคามิยะ “รึจะเป็นหัวตัวเองฟาดห่วงกันน้า?”
เสียงโป๊กดังต่อเนื่อง 4 ครั้ง
โยเฮซึ่งพลอยฟ้าพลอยฝนโดนไปด้วยทั้งที่ไม่ได้ปากบอนน้ำตาแทบไหล
ถึงกับเห็นดาวผ่านหลังคาโรงยิม ซากุรางิ ฮานามิจิหน้าบูด
ตะโกนต่อล้อต่อเถียงพักหนึ่งถึงย่ำเท้าตึงตังกลับไปซ้อมต่อ ทว่าเพื่อนฝูงที่เจ็บจนหูอื้อตาลายฟังไม่รู้เรื่องนัก
“ถ้าไม่ทำงานพิเศษจะตามไปดูนายแข่งได้ยังไงเล่า” มิโตะ
โยเฮลุกขึ้นได้เป็นคนแรก เขาช่วยคว้ามือดึงเพื่อนอีก 3
คนที่คลำหน้าผากร้องโอดโอยขึ้นมา ทั้งที่น่าจะเจ็บมาก แต่รอยยิ้มยังเกลื่อนหน้า
ตะโกนกลับมาอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “เดี๋ยวฉันเลี้ยงราเมง ตั้งใจซ้อมเข้านะ”
เพียงเท่านี้เจ้าโง่คนหนึ่งก็ลืมเลือนความฉุนเฉียวหมดสิ้น
มิยางิรู้สึกหมดหวังเมื่อเห็นซากุรางิกอดลูกบาสพยักหน้าหงึกๆ
ทีตอนนี้ล่ะทำหน้าแป้นแล้น โบกมือบ๊ายบายสุดแขน
เมื่อนาทีก่อนยังแยกเขี้ยวประทุษร้ายร่างกายคนอื่นอยู่แท้ๆ
การซ้อมเสร็จสิ้นช่วงหัวค่ำ
ผู้ชมซึ่งเป็นคนนอกกลับไปจนหมดตั้งแต่ตอนเย็น
ในโรงยิมเหลือเพียงสมาชิกชมรมบาสที่อาบเหงื่อต่างน้ำทิ้งตัวพังพาบกับพื้นสนามอย่างอ่อนแรง
แม้แต่ซากุรางิ ฮานามิจิที่ปกติเรี่ยวแรงเหลือเฟือ
วันนี้ยังสิ้นฤทธิ์เดชอย่างหาชมยากเพราะคู่ปรับคนสำคัญไม่รู้ไปกินอะไรมาถึงได้ฟิตจัด
พอประชันขันแข่งกันหนักกว่าทุกที ตอนนี้จึงรับกรรมด้วยการเดินลากเท้าอ่อนระโหย
“ยาสึ ขอน้ำ”
“อย่าแย่งคนอื่นสิซากุรางิ ฮานามิจิ”
ผู้จัดการคนสวยอบรมเด็กมีปัญหาด้วยการฟาดพัดกระดาษลงกลางกระหม่อมหนึ่งที
เจ้าตัวดีบ่นอุบ ทว่าพออายาโกะส่งเครื่องดื่มเย็นๆ
ให้ก็ลืมบ่นแล้วนั่งยองเปิดฝาดื่มพรวดๆ มิยางิตำหนิว่าสรรเสริญอายะจังด้วยเซ่!
“แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วเหรอซากุรางิ ยังอ่อนหัดนะ”
มิสึอินั่งยืดขาอยู่ไม่ไกล พอเห็นรุ่นน้องปากดีเหงื่อโซม
อดไม่ได้ต้องจิกกัดสักทีสองที กัปตันอาคางิ ทาเคโนริไม่อยู่ด้วยติดธุระทางบ้าน
กลุ่มเด็กห้าวเป้งทำตัวตามสบายกันมาก
ซากุรางิเช็ดมุมปากก่อนสะบัดข้อมือหย็อยๆ เหมือนไล่แมลงวัน
“ไม่อยากถูกคนอย่างมิตจี้ว่าหรอก โอ๊ย! เจ็บนะ ทำอะไรน่ะเรียวจิน”
“แกสิทำอะไร!” มิยางิตกใจจนขวัญบิน
จู่ๆ รุ่นน้องตัวยักษ์ก็กอดเข่าแล้วทิ้งตัวลงมาเป็นตุ๊กตาล้มลุก
มิยางิชักขาหนีทันก่อนหัวแดงๆ จะเกยลงมาบนตัก
แค่จินตนาการภาพตัวเองถูกเด็กโข่งหนุนตักต่างหมอนยังขนลุกซู่
เจ้าตัวต้นเรื่องรู้สึกไม่พอใจ อัจฉริยะหัวฟาดพื้นเห็นมั้ยเนี่ย
เกิดเป็นอะไรไปขึ้นมาบุคลากรล้ำค่าของมนุษยชาติจะหายไปคนหนึ่งเชียวนะ!
“แค่หนุนหัวหน่อยเดียว ขี้งกชะมัด ขี้งกๆๆ”
“ใครจะยอมให้ผู้ชายมานอนหนุนตักล่ะเฟ้ย ร่างกายฉันเป็นของอายะจังนะ!”
“เดี๋ยวเถอะ เรียวตะ” พัดกระดาษฟาดลงบนผมหยิกฟูดังแปะ
หาที่หนุนหัวไม่ได้ซากุรางิไม่ได้ฝืนใจใคร
นอนกางแขนขาแผ่หราทั้งอย่างนั้น ทว่าเสียงบ่นหงุงหงิงตามมาทำเอาคนอื่นสำลักน้ำพรวด
“ทีโยเฮยังไม่เห็นว่าอะไรเลย”
มิยางิเคยเห็นมิโตะตอนอยู่กับซากุรางิมาบ้างยังเหม่อ
ไม่ต้องพูดถึงมิสึอิที่โดนอัดน่วมมากับตัว ชูตเตอร์ปีสามอาการหนักสุด
ไอหน้าดำหน้าแดง ไอเหมือนจะสำรอกปอดออกมาทางปาก “แค่ก! เจ้านั่นน่ะนะ?”
สายตาเย็นยะเยือกบาดผิวหนัง
ไหนจะความเจ็บปวดจากการโดนกำปั้นซัดใส่อย่างไม่ปรานี
มิสึอิที่สูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตรยังจำความรู้สึกตอนโดนหมัดอัดจนตัวปลิวละล่องได้อยู่เลย
เขาถึงกับสงสัยว่าตัวเองหนักเจ็ดสิบกิโลกรัมจริงหรือ
เจ้าเตี้ยนั่นแรงควายผิดกับภาพลักษณ์เกินไปหน่อยไหม...ว่าแล้วก็ปวดฟัน
ไอ้คนแบบนั้นเนี่ยนะจะ...
มิสึอิกับมิยางิส่งซิกกัน
นายว่าปกติไหม?
ถามผมทำไม ถามฮานามิจิมันโน่น
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับใส่ยาและตัดเล็บเท้าอย่างระมัดระวังแล้ว
แค่หนุนตักไม่นับเป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ ตามมาตรฐานของมิยางิ
หนุนตักเพื่อนเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่เขาไม่ทำ
และไม่คิดว่าหน้าตาอย่างมิโตะ โยเฮจะทำ
ทว่าพอเห็นท่าทางและน้ำเสียงเอาอกเอาใจเกินเหตุ
ต่อให้มีเหตุการณ์ชวนช็อกยิ่งกว่านี้มิยางิก็ไม่ประหลาดใจ
สมาชิกชมรมช่วยกันทำความสะอาดโรงยิมก่อนแยกย้ายกลับ
เมื่อได้พักสักหน่อย พละกำลังฟื้นฟูกลับคืนมาไม่น้อย
รุคาว่ากับซากุรางิมีแรงทะเลาะกันเสียงดังโช้งเช้ง
“ยังจะมามัวเตะตูดกันอยู่อีก หลีกไป๊”
มีเด็กยักษ์สองคนตีกันขวางทางเข้าออก
มิยางิที่มีปมเรื่องส่วนสูงอยู่นิดๆ พลันรู้สึกไม่สบอารมณ์
เขายกเท้าถีบเจ้าพวกนั้นทิ้ง
พร้อมกันนั้นก็ลูบคางวางแผนว่าจะเริ่มพูดจาชักชวนอีท่าไหนถึงจะได้กลับบ้านพร้อมอายาโกะ
“ดีจัง เหมือนจะมาทันพอดี”
ตอนที่กระแซะเข้าใส่สาวในดวงใจแบบที่คิดว่าแนบเนียนและมาดเท่ที่สุดแล้ว
มิโตะ โยเฮกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหยุดใกล้ๆ พอดี
ซากุรางิผู้กำลังต่อล้อต่อเถียงกับรุคาว่าเงียบเสียงหันไปหาเพื่อนทันควัน
อายาโกะเองก็หันไปสนใจทางนั้นด้วย เห็นได้ชัดว่าประหลาดใจที่หนุ่มรุ่นน้องไร้สังกัดชมรมโผล่มาหน้าโรงยิมตอนฟ้ามืด
ดูเหมือนมิโตะลาภลอยได้เลิกงานพิเศษเร็วเพราะเถ้าแก่ปิดร้านก่อนเวลารับลูกชายมาเยี่ยม
เขาถือโอกาสนี้แวะมารับเจ้าหนุ่มหัวแดงโดยจอดรถมอเตอร์ไซค์ห่างออกไปนิดหน่อย
ซากุรางิปรับอารมณ์หม่นมัวตอนทะเลาะกับรุคาว่ามายิ้มกว้างอย่างร่าเริงได้รวดเร็วปานสลับหน้ากาก...ก็นะ
ซ้อนมอเตอร์ไซค์สบายกว่าเดินกลับบ้านเองนี่นา
มิยางิไม่ได้สนใจทางนั้น
หางตาเหล่มองผมดัดลอนสีดำ สูดลมหายใจเรียกขวัญเฮือกหนึ่งค่อยส่งเสียงออกไป “อะ
อายะจัง...”
“นายว่าปกติไหม?”
“คุณนั่นแหละจะพูดอะไรซ้ำซากนักหนาฮะ คุณมิสึอิ! อย่ามาขัดตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มได้มั้ย!”
เพราะประโยคที่เรียบเรียงไว้ในหัวปลิวกระเจิดกระเจิงจากเสียงบุคคลที่สาม
มิยางิ เรียวตะว้ากใส่รุ่นพี่ด้วยความโมโหอย่างสุดจะกลั้น อายาโกะตบหลังเขา
ส่วนมิสึอิที่อึ้งไปครู่หนึ่ง ครั้นตั้งสติได้ก็กำหมัดด่าสวนว่าตูเป็นรุ่นพี่นะเฟ้ย!
ให้ตายสิ ก้างขวางคอขะมัด...มิยางิเดาะลิ้น ยกมือนวดคอปวดเกร็ง
กล้ามเนื้อตึงเสียเปล่าโดยแท้ เขายังไม่ได้ชวนอายาโกะกลับบ้านพร้อมกันเลย
หลังหันเหสายตาตามมิสึอิ ในที่สุดก็เข้าใจคำถาม “นั่นน่ะเหรอครับ? ถามผมทำไม
ถามฮานามิจิมันโน่น”
สีหน้ามิสึอิ ฮิซาชิพิลึกพิลั่นกว่าเดิมเมื่อเห็นเหตุการณ์ยากจะทำใจเชื่อคาตา
ซากุรางิกับมิโตะเดินห่างออกไประยะหนึ่ง พูดคุยออกรสตามปกติ
แต่แล้วมิโตะชี้ไปยังเท้าของซากุรางิ
จากนั้นก้มตัวลงผูกเชือกรองเท้าให้อย่างเป็นธรรมชาติ
รุ่นน้องหัวแดงจอมก่อเรื่องประจำชมรมบาสดูจะเคยชินกับเรื่องทำนองนี้
ระหว่างรับการดูแลยังคงอ้าปากคุยจ้อต่อไป
จะมีก็แต่คนมองที่เห็นแล้วยุบยิบๆ อยู่ในอกเหมือนถูกเสี้ยนตำ
อายาโกะหัวเราะหุๆ
ส่วนมิสึอิยังไม่อยากเชื่อสายตา “ปกติเหรอ...”
“เจ้าโง่นั่นก็เป็นง่อยตามปกติไงฮะ”
มีเสียงตอบดังมาจากบุคคลไม่คาดฝัน รุคาว่า คาเอเดะจับแฮนด์จักรยานอยู่ใกล้ๆ
มิยางิไม่ทันสังเกตการมีตัวตนของอีกฝ่ายกระทั่งเจ้าตัวเปิดปากพูดนี่แหละ
เดิมทีไปเอาจักรยานก็น่าจะปั่นออกไปทางประตูใหญ่เลย
ไม่ใช่มาเตร่อยู่แถวนี้ อย่างไรก็ตาม
รุคาว่าน่าจะเห็นเหตุการณ์ทางซากุรางิมาตั้งแต่ต้นถึงออกความเห็นเสียเชือดเฉือน
“เธอก็เชือกรองเท้าหลุดนี่”
อายาโกะมองรุ่นน้องคนเก่ง
นึกในใจว่าไปเตะกันแรงขนาดไหนถึงได้พากันเชือกรองเท้าหลุดทั้งคู่
รุคาว่าผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง
เขาปรายตามองทางเพื่อนร่วมชั้นทั้งสองอีกเล็กน้อยก็ใส่หูฟังปั่นจักรยานออกไป
ตอนวิ่งผ่านซากุรางิกับมิโตะยังบอกลาเพื่อนร่วมชมรมอย่างมีไมตรีจิต
“ไอ้หน้าโง่”
“แก๊!”
ช่วงขาของซากุรางิ ฮานามิจิยาวมาก
ที่เกี่ยวไม่ถึงจักรยานของรุคาว่าเป็นเพราะมิโตะ โยเฮปฏิกริยาตอบสนองว่องไว
คว้าตัวคนข้างๆ ทันก่อนเจ้าตัวจะคว่ำจักรยานชาวบ้าน ด้านรุกกี้ดาวเด่นประจำชมรม
กล่าวลาเสร็จก็พาจักรยานวิ่งปุเลงๆ ไม่เหลียวหลัง
สีหน้ามิสึอิเปลี่ยนไปมา “หรือนี่คือ...พี่เลี้ยงมืออาชีพ?”
อายาโกะยิ้มกรุ้มกริ่ม “หืม?”
ทว่ามิยางิไม่ชายตาแลทางโน้น เขาก้มหน้าเกาต้นคออย่างเขินอาย
“คือว่า...อายะจัง ให้ผมไปส่งนะ...!”
การ์ดปีสองประจำโชโฮคุเลิกสนใจเรื่องคนอื่น นาทีนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเอง
เขาหวนนึกถึงรุ่นน้องสุดซี้กับใบหน้าอ่อนโยนของเพื่อนอีกฝ่าย
นึกในใจว่าฮานามิจิมันโง่ชะมัด
แต่ก็อย่างว่า
คมเขี้ยวพรรค์นั้น ดูยังไงก็ไม่ชวนให้นึกถึงหน้ายิ้มๆ
แสนดีนั่นจริงๆ...
แม้จะเห็นแวบๆ ตอนเปลี่ยนชุด
ทว่าตรงสะบักของซากุรางิคือรอยฟันที่มีกลิ่นคลุมเครือสุดขีดอย่างแน่นอน
เจ้าตัวซื่อบื้อนั่นก็คงไม่รู้ และถ้าไม่ใช่ตนหูตาไวก็คงไม่เห็น
แต่อย่างน้อยหากซากุรางิสังเกตรอบข้างให้มากกว่านี้หน่อย อะไรๆ คงเปลี่ยนไป
มิยางิมั่นใจจนระบุตัวผู้ก่อเหตุได้หลังลอบสังเกตสายตาคนรอบตัวหลายครั้งเข้า...เจ้าเด็กนั่นก็คงรู้สึกถึงสายตาสำรวจตรวจสอบของเขาอยู่เหมือนกัน
จากความประทับใจแรก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนอ่อนโยนเอาใจใส่ได้เลย
แต่ในเมื่อเป็นคนแบบนี้ถึงได้ใช้ชีวิตลำบาก
ฮานามิจิเป็นหนุ่มดอกไม้แค่ชื่อ ไม่ต้องปฏิบัติเหมือนเป็นดอกไม้จริงๆ
ก็ได้...หนังหนาตายชักนั่นน่ะ
มิยางิบอกตัวเองในใจว่าตนจะไม่เอาแต่อดทนอดกลั้นรอวันระเบิดแบบนั้นหรอก
ท่าทางลำบากน่าดู
ไม่รู้ต้องอดทนขนาดไหนถึงได้มาถึงจุดน็อตหลุดทิ้งหลักฐานให้สาวถึงตัวได้
“งั้นก็ไปกันเถอะ เรียวตะ”
“เอ๊ะ อ๊ะ! ไปจ้า อายะจัง!”
เรื่องไร้สาระของคนอื่นโดนกวาดทิ้งหมดจดในคราวเดียว มิยางิ
เรียวตะกลับสู่ความเป็นจริงในพริบตา
กลับบ้านกับอายะจัง! กลับบ้านกับอายะจังกันดีกว่า ❤
Talk
ที่มาคือคนที่เคยเห็นแต่โหมดแยงกี้มาเห็นโหมดไมโครเวฟช่างเอาใจของโยเฮจะไม่ช็อกตาตั้งกันหมดเหรอ
ซึ่งเรียวจินในเรื่องนี้ช็อกซ้ำต่อเนื่องจนเหนื่อยค่ะ จากนั้นก็ เออๆ พ่อคนดี สู้ๆ
ละกัน...ฟีลนี้ มิตจี้เองก็ทำใจนะ เดี๋ยวก็ชินค่ะ *ตบไหล่*
No comments:
Post a Comment