Wednesday, 22 February 2023

[Fanfic Slam Dunk ; YoHana] Gap

 Fanfic Slam Dunk

Gap

 

Pairing: Mito Yohei x Sakuragi Hanamichi (+ slice of RyoAya)

Rating:   SFW

 

              กลุ่มซากุรางิมีชื่อเสียงอยู่บ้างในฐานะกลุ่มเด็กเกเรจากม.ต้นวะโค มิยางิ เรียวตะได้เจอเจ้าเด็กเวรพวกนี้ครั้งแรกตอนโดนสาวสลัดรัก เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกควรเข้ามาก้าวก่ายอยู่แล้ว ไอ้พวกไม่รู้ความยังจุดพลุล้อเลียนสนุกสนาน มิยางิที่จุดเดือดต่ำจึงเกือบมีเรื่องชกต่อยทั้งที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล

              คนที่ออกหน้าไกล่เกลี่ยคือมิโตะ โยเฮ อาจด้วยออร่าเฉพาะตัว มิยางิพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นหัวหน้า และเจ้านี่ก็เข้ามาหยุดการวิวาทอันไร้ประโยชน์จริงๆ ทั้งที่ปรามเพื่อนตัวเองด้วยสีหน้ายิ้มกริ่มราวกับเล่นตลก สายตาที่มองมายังมิยางิแฝงเร้นเนื้อในแข็งกร้าว ไม่ใช่สายตาของเด็กหนุ่มว่านอนสอนง่ายอย่างแน่นอน

              สัญชาตญาณของมิยางิบอกว่าเจ้าหนุ่มที่ร่างเล็กกว่าใครเพื่อนคนนี้เป็นพวกต่อยตีเก่ง ไม่ผิดแน่

              ที่เลือกหลีกเลี่ยงความรุนแรง บางทีอาจประเมินแล้วว่าโอคุสึจากฝั่งตนสู้มิยางิไม่ได้ ในเมื่อไม่ว่าผลลัพธ์ออกมาแพ้หรือชนะก็ไม่มีใครได้ประโยชน์ จบเรื่องโดยไม่ต้องมีใครเจ็บตัวได้จะดีที่สุด

พวกนักเลงหัวไม้ที่เก่งและมีหัวคิดมีอยู่ไม่มาก ต่อให้ความประทับใจแรกต่อกลุ่มซากุรางิไม่ดีนัก ทว่าความประทับใจต่อมิโตะ โยเฮไม่เลวเลย มิยางิถึงขั้นถามชื่อแล้วจดจำไว้ รู้สึกได้ว่าในอนาคตไอ้หนุ่มนี่อาจจะเป็นคนใหญ่คนโต เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่กุ๊ย เป็นตัวปัญหาขวัญใจอาจารย์ในโรงเรียน

หลังจากนั้นปรากฏว่าได้ข้องเกี่ยวกับสี่สหายแก๊งนี้อีกจริงๆ

เพราะเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มของเด็กใหม่ตัวปัญหาชมรมบาสอย่างซากุรางิ ฮานามิจิ

พวกเขามีส่วนช่วยชมรมบาสอย่างมากตอนมิสึอิ ฮิซาชิอยู่ในช่วงต่อต้านและยกพลมาถล่มชมรม ถึงขั้นยกความดีความชอบเป็นบุญคุณได้เลยที่ทำให้ผ่านพ้นวิกฤติโดนถอดจากการแข่งขันโดยที่ชมรมบาสได้รับความเสียหายน้อยที่สุด

“เจ้ามิโตะนั่นแข็งแกร่งจริงๆ”

มิยางิซึ่งถูกชะตาซากุรางิอย่างมากรู้สึกยินดีที่รุ่นน้องโง่เง่ามีเพื่อนดีๆ คอยเกื้อหนุน เหตุการณ์คราวนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่รับบทหนักที่สุดคือซากุรางิกับมิโตะ

ดูเหมือนก่อนมาถึงโรงยิมกลุ่มซากุรางิทั้ง 4 คนมีเรื่องชกต่อยกันด้านนอกไปแล้วรอบหนึ่ง ทว่าพวกเด็กปี 1 ยังเล่นงานรุ่นพี่กันอย่างอึกทึกครึกโครม ซ้ำยังเอาชนะมาได้เสียด้วย...นี่มันเด็กเกเรตามตำรานี่หว่า

เพียงแต่...นับวันภาพลักษณ์ของกลุ่มซากุรางิในสายตามิยางิค่อยๆ เปลี่ยนไป

โดยเฉพาะเจ้าคนที่ชื่อ มิโตะ โยเฮ

 

“หวัดดีฮะ”

“ว่าไง เรียวจิน”

“อะ โอ้...”

นี่มันอะไรกัน...

มิยางิ เรียวตะทำหน้าไม่ถูกกับภาพที่เห็น

โซนล็อกเกอร์และห้องด้านในเป็นพื้นที่สำหรับสมาชิกชมรม ทว่าบุคคลนอกเหนือจากสมาชิกสามารถเข้าชมการฝึกซ้อมในโรงยิมได้ตามสะดวก โดยทั่วไปแล้ว แขกขาประจำคือกลุ่มซากุรางิทั้ง 4 คน อาคางิ ฮารุโกะกับเพื่อนๆ และกลุ่มแฟนคลับของรุคาว่า พอเงยหน้าขึ้นไปยังชั้นที่นั่งของผู้ชม มักจะเห็นใบหน้าอันคุ้นตาเหล่านี้อยู่เสมอ

ตอนนี้หนึ่งในใบหน้าเหล่านั้นนั่งอยู่บนพื้น ถอดรองเท้าออกอย่างรู้งาน และกำลัง...ตัดเล็บเท้าให้ซากุรางิ ฮานามิจิ?

“...”

การด่วนตัดสินคนที่เพิ่งพบเจอเป็นพฤติกรรมตื้นเขิน แต่มิโตะ โยเฮตรงหน้าต่างจากภาพในความทรงจำมากเกินไป จนทุกวันนี้ ใบหน้าเย็นชายามตะบันหน้ามิสึอิ ฮิซาชิตัวปลิวยังฝังอยู่ในสมอง แม้ซากุรางิเองก็เป็นพวกไร้เดียงสาทรยศความประทับใจแรกอย่างไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน แต่มิยางิไม่ได้รู้สึกขัดแย้งเท่ากรณีของมิโตะ

มิยางิเปลี่ยนมาสวมรองเท้าบาสอยู่ด้านข้าง ตามองเด็กหนุ่มสองคนไปด้วย เนื่องจากเพิ่งเลิกเรียน คงอีกสักพักกว่าคนอื่นๆ จะมารวมตัว เขาถือโอกาสนี้ถามคำถามโง่ๆ ออกไป

“พวกนายทำอะไรอยู่น่ะ”

“ชะช้า เรียวจิน นี่คือการตัดเล็บไงล่ะ ฮ่าๆๆๆ!

“...”

ตูรู้อยู่แล้วเฟ้ย ที่อยากถามคือแกไม่มีมือหรือไงวะ ฮานามิจิ

มิโตะ โยเฮยังคงสวมเครื่องแบบกักคุรัน ระหว่างที่มิยางิพูดอยู่นี้ สองตาไม่ละจากภารกิจใหญ่หลวงที่กำลังทำอยู่เลย เขาจับเท้าของซากุรางิด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างกดกรรไกรตัดเล็บดังกรึบๆ เป็นจังหวะจะโคน วัดจากระดับความคล่องแล้วน่าจะไม่ได้เพิ่งทำแบบนี้มาครั้งสองครั้ง

มิยางิไม่สามารถนึกภาพตัวเองประคองเท้าเพื่อนผู้ชายอย่างเอาใจใส่ระมัดระวังได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมานั่งตัดเล็บให้ ทว่ามิโตะ โยเฮกลับดูเต็มอกเต็มใจเสียเหลือเกิน

ซากุรางินั่งพาดเท้าทั้งสองบนตักเพื่อน เห็นได้ชัดว่าไม่รู้สึกผิดแปลกสักนิด...นี่มันสีหน้าของเด็กที่โดนให้ท้ายจนเคยตัวชัดๆ มิยางิถึงกับตระหนักรู้ได้เองว่าแม้แต่พลาสเตอร์บนเท้าเจ้านี่ก็คงไม่ได้แปะด้วยตัวเองแต่มีคนจัดการให้ ส่วนคนคนนั้นคือใคร...ยังต้องเสียเวลาคิดอีกเรอะ?

“ฮานามิจิไม่ใส่ถุงเท้า ปล่อยไว้ได้เล็บฉีกแน่ๆ”

ซากุรางิกระโดดผลุงออกไปฉวยลูกบาสแล้ว มิยางิเพิ่งรู้ตัวว่ามิโตะพูดกับตน เขาหวนนึกถึงเท้าอันใหญ่โตของรุ่นน้องผมสีแดง แม้จะเห็นได้ชัดว่าหยาบกร้าน หากก็มีร่องรอยของการบำรุงรักษา ดูเหมือนที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากการขาดความเอาใจใส่จะมีผู้อยู่เบื้องหลัง

มิยางิมองร่างสูงโย่งกลางสนาม เกาแก้มแกรกๆ “แล้วนายไม่คิดจะบอกให้เจ้านั่นมันใส่ถุงเท้าบ้างหรือไง?”

ซ้อมหนักจนรองเท้าพังแล้วติดนิสัยไม่ใส่ถุงเท้าเห็นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นอกจากปัญหาเรื่องกลิ่นเท้า การใส่ถุงเท้ายังช่วยปกป้องเท้าในระดับหนึ่ง ใส่ให้ชินน่าจะเป็นผลดีมากกว่า

แต่...

“ในเมื่อไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ช่างมันเถอะ ถ้าฮานามิจิไม่อยากใส่ก็ไม่เห็นต้องใส่”

มิยางิ “...”

ให้ท้ายเต็มที่ เอาอกเอาใจเต็มร้อย...มิยางิมั่นใจว่าถ้าได้เป็นพ่อคน คนพรรค์นี้ต้องโอ๋ลูกจนสร้างเด็กเปรตให้สังคมแน่ๆ แต่ก่อนหน้านั้น ไอ้การประคบประหงมเอาใจสุดฤทธิ์นี่ใช่ไหมที่เป็นตัวการบ่มเพาะนิสัยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของซากุรางิ คนในชมรมเหนื่อยกับมันมากนะเฟ้ย!

“เรียวจิน มาพาสบอลให้อัจฉริยะคนนี้หน่อยซิ!

คนถูกสั่งหางตากระตุกจากข้างม้านั่ง อยากพาสบอลอัดหน้านัก ส่วนมิโตะดันหัวเราะ

สมาชิกชมรมบาสทยอยเข้าฝึกซ้อม เสียงบดพื้นรองเท้าดังปะปนเสียงลูกตกกระทบพื้น โรงยิมที่เคยเงียบเหงามีชีวิตชีวาขึ้นทีละน้อย พันธมิตรซากุรางิก็รวมตัวพร้อมหน้า รอหัวเราะแซวตอนลิงยักษ์หัวแดงพลาดท่าเสียทีแบบเรียลไทม์

เห็นสมควรแก่เวลาแล้ว มิโตะ โยเฮซึ่งยังมีภาระหน้าที่หนีบกระเป๋าแบนแต้ดด้วยแขนซ้าย ก่อนออกไปมิวายป้องปากให้กำลังใจเพื่อนบนสนาม “ฮานามิจิ ซ้อมวันนี้ก็พยายามเข้านะ ฉันกลับก่อนล่ะ”

ซากุรางิ ฮานามิจิได้ยินเข้าพลันหยุดชะงัก จับลูกที่มิยางิส่งให้พาวิ่งทั่กๆ จากขอบสนามอีกฝั่งมาเบรกเอี๊ยดตรงหน้าเพื่อนที่กำลังจะเผ่นหนีในระยะห่าง 1 ฟุต

“เดี๋ยวซี่ ไม่รอชมสแลมดังก์ของอัจฉริยะซากุรางิสักหน่อยเรอะ”

โนมะกางนิ้วชี้กับนิ้วโป้งรองใต้คาง หัวเราะพลางผุดยิ้มมีเลศนัยเอ่ยว่า “ดังก์อัดหัวสินะ”

โอคุสึเสริม “หัวใครน้า?”

ทาคามิยะ “รึจะเป็นหัวตัวเองฟาดห่วงกันน้า?”

เสียงโป๊กดังต่อเนื่อง 4 ครั้ง โยเฮซึ่งพลอยฟ้าพลอยฝนโดนไปด้วยทั้งที่ไม่ได้ปากบอนน้ำตาแทบไหล ถึงกับเห็นดาวผ่านหลังคาโรงยิม ซากุรางิ ฮานามิจิหน้าบูด ตะโกนต่อล้อต่อเถียงพักหนึ่งถึงย่ำเท้าตึงตังกลับไปซ้อมต่อ ทว่าเพื่อนฝูงที่เจ็บจนหูอื้อตาลายฟังไม่รู้เรื่องนัก

“ถ้าไม่ทำงานพิเศษจะตามไปดูนายแข่งได้ยังไงเล่า” มิโตะ โยเฮลุกขึ้นได้เป็นคนแรก เขาช่วยคว้ามือดึงเพื่อนอีก 3 คนที่คลำหน้าผากร้องโอดโอยขึ้นมา ทั้งที่น่าจะเจ็บมาก แต่รอยยิ้มยังเกลื่อนหน้า ตะโกนกลับมาอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “เดี๋ยวฉันเลี้ยงราเมง ตั้งใจซ้อมเข้านะ”

เพียงเท่านี้เจ้าโง่คนหนึ่งก็ลืมเลือนความฉุนเฉียวหมดสิ้น มิยางิรู้สึกหมดหวังเมื่อเห็นซากุรางิกอดลูกบาสพยักหน้าหงึกๆ ทีตอนนี้ล่ะทำหน้าแป้นแล้น โบกมือบ๊ายบายสุดแขน เมื่อนาทีก่อนยังแยกเขี้ยวประทุษร้ายร่างกายคนอื่นอยู่แท้ๆ

 

การซ้อมเสร็จสิ้นช่วงหัวค่ำ ผู้ชมซึ่งเป็นคนนอกกลับไปจนหมดตั้งแต่ตอนเย็น ในโรงยิมเหลือเพียงสมาชิกชมรมบาสที่อาบเหงื่อต่างน้ำทิ้งตัวพังพาบกับพื้นสนามอย่างอ่อนแรง แม้แต่ซากุรางิ ฮานามิจิที่ปกติเรี่ยวแรงเหลือเฟือ วันนี้ยังสิ้นฤทธิ์เดชอย่างหาชมยากเพราะคู่ปรับคนสำคัญไม่รู้ไปกินอะไรมาถึงได้ฟิตจัด พอประชันขันแข่งกันหนักกว่าทุกที ตอนนี้จึงรับกรรมด้วยการเดินลากเท้าอ่อนระโหย

“ยาสึ ขอน้ำ”

“อย่าแย่งคนอื่นสิซากุรางิ ฮานามิจิ” ผู้จัดการคนสวยอบรมเด็กมีปัญหาด้วยการฟาดพัดกระดาษลงกลางกระหม่อมหนึ่งที เจ้าตัวดีบ่นอุบ ทว่าพออายาโกะส่งเครื่องดื่มเย็นๆ ให้ก็ลืมบ่นแล้วนั่งยองเปิดฝาดื่มพรวดๆ มิยางิตำหนิว่าสรรเสริญอายะจังด้วยเซ่!

“แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วเหรอซากุรางิ ยังอ่อนหัดนะ” มิสึอินั่งยืดขาอยู่ไม่ไกล พอเห็นรุ่นน้องปากดีเหงื่อโซม อดไม่ได้ต้องจิกกัดสักทีสองที กัปตันอาคางิ ทาเคโนริไม่อยู่ด้วยติดธุระทางบ้าน กลุ่มเด็กห้าวเป้งทำตัวตามสบายกันมาก

ซากุรางิเช็ดมุมปากก่อนสะบัดข้อมือหย็อยๆ เหมือนไล่แมลงวัน “ไม่อยากถูกคนอย่างมิตจี้ว่าหรอก โอ๊ยเจ็บนะ ทำอะไรน่ะเรียวจิน”

“แกสิทำอะไร!” มิยางิตกใจจนขวัญบิน

จู่ๆ รุ่นน้องตัวยักษ์ก็กอดเข่าแล้วทิ้งตัวลงมาเป็นตุ๊กตาล้มลุก มิยางิชักขาหนีทันก่อนหัวแดงๆ จะเกยลงมาบนตัก แค่จินตนาการภาพตัวเองถูกเด็กโข่งหนุนตักต่างหมอนยังขนลุกซู่

เจ้าตัวต้นเรื่องรู้สึกไม่พอใจ อัจฉริยะหัวฟาดพื้นเห็นมั้ยเนี่ย เกิดเป็นอะไรไปขึ้นมาบุคลากรล้ำค่าของมนุษยชาติจะหายไปคนหนึ่งเชียวนะ!

“แค่หนุนหัวหน่อยเดียว ขี้งกชะมัด ขี้งกๆๆ”

“ใครจะยอมให้ผู้ชายมานอนหนุนตักล่ะเฟ้ย ร่างกายฉันเป็นของอายะจังนะ!

“เดี๋ยวเถอะ เรียวตะ” พัดกระดาษฟาดลงบนผมหยิกฟูดังแปะ

หาที่หนุนหัวไม่ได้ซากุรางิไม่ได้ฝืนใจใคร นอนกางแขนขาแผ่หราทั้งอย่างนั้น ทว่าเสียงบ่นหงุงหงิงตามมาทำเอาคนอื่นสำลักน้ำพรวด “ทีโยเฮยังไม่เห็นว่าอะไรเลย”

มิยางิเคยเห็นมิโตะตอนอยู่กับซากุรางิมาบ้างยังเหม่อ ไม่ต้องพูดถึงมิสึอิที่โดนอัดน่วมมากับตัว ชูตเตอร์ปีสามอาการหนักสุด ไอหน้าดำหน้าแดง ไอเหมือนจะสำรอกปอดออกมาทางปาก “แค่กเจ้านั่นน่ะนะ?”

สายตาเย็นยะเยือกบาดผิวหนัง ไหนจะความเจ็บปวดจากการโดนกำปั้นซัดใส่อย่างไม่ปรานี มิสึอิที่สูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตรยังจำความรู้สึกตอนโดนหมัดอัดจนตัวปลิวละล่องได้อยู่เลย เขาถึงกับสงสัยว่าตัวเองหนักเจ็ดสิบกิโลกรัมจริงหรือ เจ้าเตี้ยนั่นแรงควายผิดกับภาพลักษณ์เกินไปหน่อยไหม...ว่าแล้วก็ปวดฟัน

ไอ้คนแบบนั้นเนี่ยนะจะ...

มิสึอิกับมิยางิส่งซิกกัน

นายว่าปกติไหม?

ถามผมทำไม ถามฮานามิจิมันโน่น

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับใส่ยาและตัดเล็บเท้าอย่างระมัดระวังแล้ว แค่หนุนตักไม่นับเป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ ตามมาตรฐานของมิยางิ หนุนตักเพื่อนเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่เขาไม่ทำ และไม่คิดว่าหน้าตาอย่างมิโตะ โยเฮจะทำ ทว่าพอเห็นท่าทางและน้ำเสียงเอาอกเอาใจเกินเหตุ ต่อให้มีเหตุการณ์ชวนช็อกยิ่งกว่านี้มิยางิก็ไม่ประหลาดใจ

สมาชิกชมรมช่วยกันทำความสะอาดโรงยิมก่อนแยกย้ายกลับ เมื่อได้พักสักหน่อย พละกำลังฟื้นฟูกลับคืนมาไม่น้อย รุคาว่ากับซากุรางิมีแรงทะเลาะกันเสียงดังโช้งเช้ง

“ยังจะมามัวเตะตูดกันอยู่อีก หลีกไป๊”

มีเด็กยักษ์สองคนตีกันขวางทางเข้าออก มิยางิที่มีปมเรื่องส่วนสูงอยู่นิดๆ พลันรู้สึกไม่สบอารมณ์ เขายกเท้าถีบเจ้าพวกนั้นทิ้ง พร้อมกันนั้นก็ลูบคางวางแผนว่าจะเริ่มพูดจาชักชวนอีท่าไหนถึงจะได้กลับบ้านพร้อมอายาโกะ

“ดีจัง เหมือนจะมาทันพอดี”

ตอนที่กระแซะเข้าใส่สาวในดวงใจแบบที่คิดว่าแนบเนียนและมาดเท่ที่สุดแล้ว มิโตะ โยเฮกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหยุดใกล้ๆ พอดี ซากุรางิผู้กำลังต่อล้อต่อเถียงกับรุคาว่าเงียบเสียงหันไปหาเพื่อนทันควัน อายาโกะเองก็หันไปสนใจทางนั้นด้วย เห็นได้ชัดว่าประหลาดใจที่หนุ่มรุ่นน้องไร้สังกัดชมรมโผล่มาหน้าโรงยิมตอนฟ้ามืด

ดูเหมือนมิโตะลาภลอยได้เลิกงานพิเศษเร็วเพราะเถ้าแก่ปิดร้านก่อนเวลารับลูกชายมาเยี่ยม เขาถือโอกาสนี้แวะมารับเจ้าหนุ่มหัวแดงโดยจอดรถมอเตอร์ไซค์ห่างออกไปนิดหน่อย ซากุรางิปรับอารมณ์หม่นมัวตอนทะเลาะกับรุคาว่ามายิ้มกว้างอย่างร่าเริงได้รวดเร็วปานสลับหน้ากาก...ก็นะ ซ้อนมอเตอร์ไซค์สบายกว่าเดินกลับบ้านเองนี่นา

 มิยางิไม่ได้สนใจทางนั้น หางตาเหล่มองผมดัดลอนสีดำ สูดลมหายใจเรียกขวัญเฮือกหนึ่งค่อยส่งเสียงออกไป “อะ อายะจัง...”

“นายว่าปกติไหม?”

“คุณนั่นแหละจะพูดอะไรซ้ำซากนักหนาฮะ คุณมิสึอิอย่ามาขัดตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มได้มั้ย!

เพราะประโยคที่เรียบเรียงไว้ในหัวปลิวกระเจิดกระเจิงจากเสียงบุคคลที่สาม มิยางิ เรียวตะว้ากใส่รุ่นพี่ด้วยความโมโหอย่างสุดจะกลั้น อายาโกะตบหลังเขา ส่วนมิสึอิที่อึ้งไปครู่หนึ่ง ครั้นตั้งสติได้ก็กำหมัดด่าสวนว่าตูเป็นรุ่นพี่นะเฟ้ย!

ให้ตายสิ ก้างขวางคอขะมัด...มิยางิเดาะลิ้น ยกมือนวดคอปวดเกร็ง กล้ามเนื้อตึงเสียเปล่าโดยแท้ เขายังไม่ได้ชวนอายาโกะกลับบ้านพร้อมกันเลย

หลังหันเหสายตาตามมิสึอิ ในที่สุดก็เข้าใจคำถาม “นั่นน่ะเหรอครับ? ถามผมทำไม ถามฮานามิจิมันโน่น”

สีหน้ามิสึอิ ฮิซาชิพิลึกพิลั่นกว่าเดิมเมื่อเห็นเหตุการณ์ยากจะทำใจเชื่อคาตา

ซากุรางิกับมิโตะเดินห่างออกไประยะหนึ่ง พูดคุยออกรสตามปกติ แต่แล้วมิโตะชี้ไปยังเท้าของซากุรางิ จากนั้นก้มตัวลงผูกเชือกรองเท้าให้อย่างเป็นธรรมชาติ รุ่นน้องหัวแดงจอมก่อเรื่องประจำชมรมบาสดูจะเคยชินกับเรื่องทำนองนี้ ระหว่างรับการดูแลยังคงอ้าปากคุยจ้อต่อไป

จะมีก็แต่คนมองที่เห็นแล้วยุบยิบๆ อยู่ในอกเหมือนถูกเสี้ยนตำ

อายาโกะหัวเราะหุๆ

ส่วนมิสึอิยังไม่อยากเชื่อสายตา “ปกติเหรอ...”

“เจ้าโง่นั่นก็เป็นง่อยตามปกติไงฮะ”

มีเสียงตอบดังมาจากบุคคลไม่คาดฝัน รุคาว่า คาเอเดะจับแฮนด์จักรยานอยู่ใกล้ๆ มิยางิไม่ทันสังเกตการมีตัวตนของอีกฝ่ายกระทั่งเจ้าตัวเปิดปากพูดนี่แหละ

เดิมทีไปเอาจักรยานก็น่าจะปั่นออกไปทางประตูใหญ่เลย ไม่ใช่มาเตร่อยู่แถวนี้ อย่างไรก็ตาม รุคาว่าน่าจะเห็นเหตุการณ์ทางซากุรางิมาตั้งแต่ต้นถึงออกความเห็นเสียเชือดเฉือน

“เธอก็เชือกรองเท้าหลุดนี่”

อายาโกะมองรุ่นน้องคนเก่ง นึกในใจว่าไปเตะกันแรงขนาดไหนถึงได้พากันเชือกรองเท้าหลุดทั้งคู่

รุคาว่าผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง เขาปรายตามองทางเพื่อนร่วมชั้นทั้งสองอีกเล็กน้อยก็ใส่หูฟังปั่นจักรยานออกไป ตอนวิ่งผ่านซากุรางิกับมิโตะยังบอกลาเพื่อนร่วมชมรมอย่างมีไมตรีจิต

“ไอ้หน้าโง่”

“แก๊!

ช่วงขาของซากุรางิ ฮานามิจิยาวมาก ที่เกี่ยวไม่ถึงจักรยานของรุคาว่าเป็นเพราะมิโตะ โยเฮปฏิกริยาตอบสนองว่องไว คว้าตัวคนข้างๆ ทันก่อนเจ้าตัวจะคว่ำจักรยานชาวบ้าน ด้านรุกกี้ดาวเด่นประจำชมรม กล่าวลาเสร็จก็พาจักรยานวิ่งปุเลงๆ ไม่เหลียวหลัง

สีหน้ามิสึอิเปลี่ยนไปมา “หรือนี่คือ...พี่เลี้ยงมืออาชีพ?”

อายาโกะยิ้มกรุ้มกริ่ม “หืม?”

ทว่ามิยางิไม่ชายตาแลทางโน้น เขาก้มหน้าเกาต้นคออย่างเขินอาย “คือว่า...อายะจัง ให้ผมไปส่งนะ...!

การ์ดปีสองประจำโชโฮคุเลิกสนใจเรื่องคนอื่น นาทีนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเอง เขาหวนนึกถึงรุ่นน้องสุดซี้กับใบหน้าอ่อนโยนของเพื่อนอีกฝ่าย นึกในใจว่าฮานามิจิมันโง่ชะมัด

แต่ก็อย่างว่า

คมเขี้ยวพรรค์นั้น ดูยังไงก็ไม่ชวนให้นึกถึงหน้ายิ้มๆ แสนดีนั่นจริงๆ...

แม้จะเห็นแวบๆ ตอนเปลี่ยนชุด ทว่าตรงสะบักของซากุรางิคือรอยฟันที่มีกลิ่นคลุมเครือสุดขีดอย่างแน่นอน เจ้าตัวซื่อบื้อนั่นก็คงไม่รู้ และถ้าไม่ใช่ตนหูตาไวก็คงไม่เห็น แต่อย่างน้อยหากซากุรางิสังเกตรอบข้างให้มากกว่านี้หน่อย อะไรๆ คงเปลี่ยนไป

มิยางิมั่นใจจนระบุตัวผู้ก่อเหตุได้หลังลอบสังเกตสายตาคนรอบตัวหลายครั้งเข้า...เจ้าเด็กนั่นก็คงรู้สึกถึงสายตาสำรวจตรวจสอบของเขาอยู่เหมือนกัน

จากความประทับใจแรก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนอ่อนโยนเอาใจใส่ได้เลย แต่ในเมื่อเป็นคนแบบนี้ถึงได้ใช้ชีวิตลำบาก

ฮานามิจิเป็นหนุ่มดอกไม้แค่ชื่อ ไม่ต้องปฏิบัติเหมือนเป็นดอกไม้จริงๆ ก็ได้...หนังหนาตายชักนั่นน่ะ

มิยางิบอกตัวเองในใจว่าตนจะไม่เอาแต่อดทนอดกลั้นรอวันระเบิดแบบนั้นหรอก ท่าทางลำบากน่าดู ไม่รู้ต้องอดทนขนาดไหนถึงได้มาถึงจุดน็อตหลุดทิ้งหลักฐานให้สาวถึงตัวได้

“งั้นก็ไปกันเถอะ เรียวตะ”

“เอ๊ะ อ๊ะไปจ้า อายะจัง!

เรื่องไร้สาระของคนอื่นโดนกวาดทิ้งหมดจดในคราวเดียว มิยางิ เรียวตะกลับสู่ความเป็นจริงในพริบตา

กลับบ้านกับอายะจังกลับบ้านกับอายะจังกันดีกว่า 

 

 

Talk

ที่มาคือคนที่เคยเห็นแต่โหมดแยงกี้มาเห็นโหมดไมโครเวฟช่างเอาใจของโยเฮจะไม่ช็อกตาตั้งกันหมดเหรอ ซึ่งเรียวจินในเรื่องนี้ช็อกซ้ำต่อเนื่องจนเหนื่อยค่ะ จากนั้นก็ เออๆ พ่อคนดี สู้ๆ ละกัน...ฟีลนี้ มิตจี้เองก็ทำใจนะ เดี๋ยวก็ชินค่ะ *ตบไหล่*

 

 

 

No comments:

Post a Comment