Monday, 13 February 2023

[Fanfic Slam Dunk ; RuHana] ดาบนั้นคืนสนอง Part III [END]

Fanfic Slam Dunk

ดาบนั้นคืนสนอง

Part III

 

Pairing: Rukawa Kaede x Sakuragi Hanamichi

Rating:   SFW

AU:         Office Worker



              พ่ายแพ้ย่อยยับ

              ขายขี้หน้าครั้งประวัติศาสตร์

              เงาสะท้อนในกระจกคือใบหน้าเปียกน้ำอันอิดโรยของชายหนุ่มผมสีแดง ดวงตาบวมเล็กน้อย คาดว่าน่าจะเป็นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ ดูซูบเซียวกระจอกงอกง่อยเสียภาพลักษณ์อัจฉริยะอย่างไม่น่าให้อภัย ซากุรางิ ฮานามิจิกำหมัดตัวสั่นเทิ้ม เสียงสบถด่าดังสะเทือนเลื่อนลั่นอยู่ในหัว

              “เฮ้ย ตายยัง”

              เสียงจากด้านนอกกระพือความขุ่นมัว ซากุรางิที่เส้นเลือดใกล้ปริขาดตะโกนโต้กลับ “ยัง!

              “งั้นก็รีบออกมา”

              เสียงเคาะประตูห้องน้ำดังก็อกๆ ส่งท้ายก่อนเงียบไป ดูเหมือนคนอีกฟากจะเดินถอยห่างออกไปแล้ว

              ซากุรางิพาดผ้าขนหนูไว้บนหัว หมุนลูกบิดเปิดประตูผลัวะออกมาในชุดนอนเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น ปลายสายตาเห็นชายหนุ่มผมสีดำอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน ใบหน้าอิ่มเอิบผ่องใสระคายลูกตา ฝ่ายนั้นแกะอาหารเดลิเวอรี่ กลิ่นฟุ้งตลบอบอวลในห้อง 1R

              ไร้สิ้นซึ่งความเกรงใจอย่างกับตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน ชิ!

              ปลายสัปดาห์มาเยือนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว บ้านช่องที่เคยเรียบร้อยเริ่มรก ยังมีแขกไม่ได้รับเชิญเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

              ความสัมพันธ์จอมปลอมกลายเป็นของจริงอย่างชวนให้สับสน ซากุรางิยังไม่ค่อยเข้าใจว่าไปไงมาไงถึงได้ลงเอยแบบนี้ แต่รุคาว่ากรอกหูอยู่ทุกวันว่าแฟนๆๆ ชายชาตรีผู้อกหักมาแล้ว 50 ครั้งจึงหวั่นไหวหลวมตัวเข้าสู่ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ

ถึงแม้ซากุรางิในตอนนี้ไม่อาจเรียกความรู้สึกแรกรักอย่างสมัยมัธยมต้นกลับมา ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่เกินขอบเขตที่จะรับไหว เขาไม่ได้ต่อต้านรุคาว่าขนาดนั้น แถมเริ่มชินการอยู่ร่วมกับอีกฝ่ายมากขึ้นด้วย จิ้งจอกบางตัวบุกรุกเข้ามาในชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติเกินไป ขนาดซากุรางิเป็นคนปรับตัวไวยังตามจังหวะเจ้าหมอนี่ไม่ทัน

              นับจากคืนนั้นพวกเขายังปฏิบัติต่อกันเหมือนเดิม แต่รุคาว่ามักจะมานั่งเล่นที่บ้านซากุรางิเสมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา วันนี้หลังออกกำลังกายเสร็จ แทนที่อาบน้ำแล้วจะพักผ่อนบ้านใครบ้านมันกลับระเห็จตัวเองมาอยู่นี่ ซากุรางิมีแก๊งเพื่อนที่มักไปไหนมาไหนด้วยกัน วันทำงานไม่มีปัญหาหากต้องมาผูกติดกับเจ้าคนไร้เพื่อน แต่วันหยุดเขามักใช้เวลากับเพื่อนฝูง...ซึ่งพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ และในกลุ่มกำลังชวนกันไปแทงสนุกเกอร์

              ซากุรางิเคยบ่นเรื่องเพื่อนร่วมงานเฮงซวย แต่ไม่เคยแย้มพรายเรื่องแฟนกับเดอะแก๊ง หากบอกออกไปว่าไม่โสดแล้ว รีแอคชันแต่ละคนคงสุดยอด...คิดแล้วก็ปวดกระเพาะ

              “คนกำลังเครียดแต่ดันมานั่งกินไก่ทอดสบายใจเฉิบ” ไม่รู้จักอ่านบรรยากาศซะบ้างเลย!

              รุคาว่ารับมือคนพาลได้ระดับมืออาชีพ เขาตอบสนองกลับในพริบตาด้วยการถามว่า “จะกินมั้ย?”

              “กิน!

              หลังออกกำลังกายเสร็จซากุรางิกับรุคาว่ากินมื้อเย็นกันไปรอบหนึ่งแล้ว รุคาว่ายังมาสั่งไก่ทอดเป็นมื้อดึกเพิ่ม กัดน่องพลางดูการแข่งขันบาสผ่านโน้ตบุ๊กที่หิ้วมาจากห้องตัวเองพลาง เห็นทีที่ออกกำลังกายไปวันนี้จะเสียเปล่าหมดเป็นแน่แท้ ซากุรางินึกปลงขณะใช้ฟันฉีกเนื้อไก่ พิมพ์ตอบแชทกลุ่มด้วยมือข้างเดียว นัดหมายสถานที่ว่าจะเจอกันที่ไหนเวลากี่โมง ตอนที่โนมะ จูอิจิโร่โทรมา เขาลุกออกไปคุยตรงระเบียง รุคาว่ามองตามเล็กน้อย พอคนผมแดงปิดประตูระเบียงก็ย้ายสายตากลับมาดูการแข่งในหน้าจอขนาด 17 นิ้วต่อ

เพิ่งอยู่ในห้องตามลำพังไม่นาน ประตูกลับถูกเคาะส่งๆ พอเป็นพิธี รุคาว่ายังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็มีเสียงปลดล็อกดังแกรก ประตูเปิดออกผาง เสียงมีชีวิตชีวาของผู้ชายลอยนำมาก่อนตัวเสียอีก

“ว่าไง ฮานามิจิ ฉันกลับมาแล้ว แวะเอาของฝากมาให้”

“...”

ภายในห้องเหลือแต่เสียงจากการแข่งขันผ่านลำโพงโน้ตบุ๊ก

ชายผมดำคนหนึ่งนั่งกินไก่ทอดดูการแข่งบาสกลางห้อง ชายผมดำอีกคนสะพายกระเป๋าเป้ มือหนึ่งถือถุงพลาสติกพองๆ อีกมือยังเกี่ยวกุญแจด้วยนิ้วชี้

ดวงตาสองคู่ประสานกัน มีประโยคคำถามดังกึกก้องอย่างไร้เสียงว่า...ใครวะ?

ปลายสายตารุคาว่าตกลงบนกุญแจ กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ประตูระเบียงเปิดครืดเสียก่อน ซากุรางิ ฮานามิจิที่กำลังวางสายโทรศัพท์มองเห็นผู้มาใหม่ในทันที ยิ้มปากแทบถึงหู “โยเฮกลับมาแล้วเหรอ?!

ไม่มีใครได้ยินรุคาว่าทวนคำว่า กลับมาแล้ว...กลับมาแล้วงั้นเหรอ... จากพื้นห้อง ซากุรางิเดินตึงตังผ่านไป กระดี๊กระด๊าริบถุงในมือเพื่อนซี้มาดู

“เอาไว้กับนายแล้วกัน ฉันขี้เกียจแบกกลับบ้าน พรุ่งนี้ค่อยเอาไปแบ่งกับพวกที่เหลือ”

พอได้ยินคำว่า กลับบ้าน รุคาว่าสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย

“ว่าแต่ นี่เพื่อนร่วมงานเหรอ? มีแขกมาทำไมไม่เก็บบ้านให้เรียบร้อยล่ะ”

“อะ...”

มิโตะ โยเฮตรงเข้าประเด็นอย่างฉับไวทำเอาซากุรางิที่เห็นเพื่อนก็ลืมสนิทว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องนึกคำพูดไม่ออกชั่วขณะ จนแขกคนใหม่วางกระเป๋าแล้ว เดินไปหาน้ำหาแก้วแล้ว นั่งลงดื่มน้ำอึกๆ แล้ว...ซากุรางิ ฮานามิจิก็ยังหาเสียงตัวเองไม่เจอ

ในฐานะที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมต้นปี 3 โยเฮค่อนข้างไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนรักทั้งยังมักจะอ่านอีกฝ่ายออกอยู่เสมอ เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่แน่ใจว่าซากุรางิอ้ำอึ้งเรื่องอะไร

โยเฮจัดหมวดหมู่หนุ่มหล่อผมดำไปไว้ในหมวด คนรู้จักของฮานามิจิ ชั่วคราว พอเลือกได้แล้วว่าควรปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างเป็นมิตรก็ไม่มีอะไรยาก เขาเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองก่อน

“มิโตะ โยเฮ เป็นเพื่อนฮานามิจิครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”

ในดวงตารุคาว่ายามมองโยเฮมีกองไฟย่อมๆ กระนั้นก็ยังตอบรับอย่างอารยชน “รุคาว่า คาเอเดะ เป็นแฟน”

“แค่ก!” ซากุรางิไม่คิดว่ารุคาว่าจะโยนระเบิดกะทันหัน ตกใจจนสำลักอากาศ

ที่พูดมามันไม่ผิดหรอก แต่ปรึกษากันก่อนก็ดีนะ...

นับจากความสัมพันธ์ชัดเจน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาซากุรางิเริ่มเคยชินกับการเปิดเกมรุกกะทันหันของรุคาว่า...อันที่จริงส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการแสดงออกอย่างเปิดเผยนั่นแหละ และแม้จะชอบเข้ามาแตะเนื้อต้องตัวหรือเป็นปิศาจจอมขโมยจูบ รุคาว่าก็ยังเลือกสถานที่ ไม่ใช่พวกชอบโชว์แต่อย่างใด ไม่อย่างนั้นซากุรางิคงรับไม่ได้ ในกรณีนี้ เพราะรุคาว่าไม่ได้ทำผิดเสียทีเดียว ต่อให้ขัดใจอยู่บ้าง แต่ซากุรางิก็ไม่รู้จะยกประเด็นอะไรมาต่อว่า

“หืม? แฟนนี่...? แฟนใคร? แฟนนายเหรอฮานามิจิ?” โยเฮแสดงความประหลาดใจออกมาเพียงแวบเดียว ที่ไม่ได้มีปฏิกิริยาโอเวอร์อะไร เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยินนั่นเอง

ซากุรางิหลบตาเพื่อนซี้ ทนมองสายตาขอคำยืนยันไม่ได้ หากก็งัดปากตัวเองไม่ขึ้น

“มหกรรมอำกันเล่นเหรอ? ฉันไม่หลงกลหรอกน่า” โยเฮถองศอกใส่คนฝ่ายตัวเองเบาๆ จากนั้นหันไปเอ่ยยิ้มๆ กับรุคาว่าผู้กำลังมองเจ้าคนอึกอักด้วยสายตาเย็นยะเยือก “ขอโทษนะครับ ผมรู้ดีว่าสเปกหมอนี่เป็นยังไง ถ้าจะเล่นซ่อนกล้องเอาเป็นเรื่องอื่นดีกว่า”

นอกจากเหตุการณ์สารภาพรักครั้งแรกที่ซากุรางิ ฮานามิจิไม่ได้นำมาเล่าให้ฟัง ทุกๆ ครั้งหลังจากนั้นล้วนมีโยเฮอยู่ร่วมในนาทีประวัติศาสตร์ เขาเห็นมาตลอดว่าซากุรางิหลงรักใคร สารภาพรักยังไงบ้าง เพราะเป็นคนที่มักเอาเรื่องนั้นนี้ในชีวิตมาเล่าให้เพื่อนฝูงฟังรวมทั้งขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ โยเฮที่เป็นคนใกล้ชิดอย่างมากจึงไม่เชื่อว่ามนุษย์เพศชายที่ตรงข้ามกับบุคคลในอุดมคติของซากุรางิจะเป็นคนรักของเจ้าเพื่อนหัวแดงที่โตแต่ตัว

...หรือต่อให้เป็นแฟนจริงๆ คนอย่างซากุรางิ ฮานามิจิไม่เก็บเงียบจนแฟนตัวจริงต้องโร่ออกมาประกาศตัวหรอก ไอ้หมอนี่มันปากรั่วจะตาย

รุคาว่าฟังแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ใช่เจ้าตัวแต่รู้ดีขนาดนั้นเชียว”

เหมือนจะกระทบกระเทียบนิดๆ...

คนฟังคิดว่าเป็นแค่ลักษณะนิสัยของผู้พูด ไม่ได้คิดว่าแฝงความรู้สึกส่วนตัวแต่อย่างใด ในบางเรื่องของซากุรางิ โยเฮรู้ดีกว่าเจ้าตัวจริงๆ ตัวอย่างเช่น หากไฟเสียแล้วต้องเปลี่ยนไฟสำรอง ซากุรางิไม่รู้หรอกว่าวางหลอดไฟไว้ตรงไหน แต่โยเฮที่คอยช่วยเก็บกวาดห้องให้อยู่บ่อยๆ สามารถระบุตำแหน่งได้ทันที

แต่โยเฮไม่อวดอ้างตนจึงเพียงฟังเข้าหูแล้วเฉยเสีย

เป็นซากุรางิที่นั่งไม่ติดที่ เอื้อมมือไปกระตุกชายเสื้อพลางกระซิบเรียก “โยเฮๆ”

“หืม?”

“เรื่องจริง”

“...?”

ซากุรางิชี้ไปทางรุคาว่าโดยที่ยังมองเพื่อนตัวเอง พยักหน้าอย่างเคร่งเครียดย้ำอีกครั้งว่า “ไอ้หมอนั่น แบบว่า...พูดจริงน่ะ...”

สาม...

สอง...

หนึ่ง...

“โดนแบล็กเมล์เหรอ?”

นั่นเป็นข้อสรุปสุดท้ายที่โยเฮคิดได้หลังจากผ่านไปสามวินาที แม้ปากถามว่าโดนแบล็กเมล์เหรอ คำถามแฝงในน้ำเสียงกลับชัดเสียยิ่งกว่าชัด นั่นคือ กระทืบเลยมั้ย?

ด้วยมองออกเวลาซากุรางิโกหกโยเฮจึงเชื่อคำยืนยัน แต่การจะให้เชื่ออีกว่าซากุรางิมีแฟนหนุ่ม...ไม่ล่ะ เป็นไปไม่ได้ๆ ไม่เคยมีสัญญาณมาก่อนเลยว่าจะเป็นแฟนหนุ่ม อีกอย่าง ช่วงเวลาจีบหายไปไหนหมด อย่างน้อยก็ต้องเอามาเล่าให้ฟังบ้างสิ โผล่มาดื้อๆ อย่างกับมนุษย์ต่างดาวแบบนี้มองยังไงก็ไม่ปกติ

“แกหยุด ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องพูด!

รุคาว่าเพิ่งกระดิกตัวนิดเดียว ซากุรางิซึ่งมีประสบการณ์และตั้งป้อมระแวงเต็มที่รีบเหยียบเบรกตัวโก่ง เกรงว่ารุคาว่าจะหางานให้ปวดหัวอีก

คนโดนปรามหรี่ตา เสียงหนักขึ้นหนึ่งระดับ “ทำไม มีปัญหาอะไร”

“บอกว่าอย่าเพิ่งพูด!

“ฮานามิจิ กระทืบมั้ย?”

“ไม่ โยเฮ เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งยืดเส้น”

เพราะเชื่อใจเพื่อนสนิทที่ตัวติดกันมาสิบกว่าปีมากกว่า ซากุรางิตัดสินใจเลือกขับไล่ไสส่งรุคาว่า บอกว่าขอเวลาคุยกับเพื่อนก่อน ตนยังไม่เคยบอกอะไรเพื่อน เดี๋ยวจัดการทางนี้เอง

ได้ฟังเช่นนั้นรุคาว่าแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา

“ไล่แฟนตัวเองเพื่ออยู่กับชายชู้สองต่อสองยามวิกาล....”

“ไม่ใช่เว้ย! เพื่อนต่างหากเล่า!

แต่จะพูดอย่างไรสุดท้ายก็โดนอัปเปหิออกไปอยู่ดี

 

มิโตะ โยเฮรู้จักซากุรางิ ฮานามิจิตอนมัธยมต้นปีสุดท้ายตอนมีเหตุวิวาทนอกโรงเรียนและได้เข้าเรียนมัธยมปลายด้วยกัน แม้จะรู้เรื่องสมัยมัธยมต้นของซากุรางิจากคำบอกเล่าของเจ้าตัว แต่ไม่เคยเจอรุคาว่า คาเอเดะตัวเป็นๆ มาก่อน ต้องโทษว่าซากุรางิมีศัตรูเยอะเกินไป สมัยเรียนไม่ได้มีคู่อริแค่รุคาว่า ดังนั้นโยเฮจึงจำไม่ได้ว่าในบรรดาคู่ปรับเก่ามากมายของซากุรางิมีคนชื่อนี้ และยังดวงสมพงษ์ได้มาพบกันอีกครั้งตอนเป็นผู้ใหญ่ รุคาว่า คาเอเดะ ที่รู้จักผ่านมุมมองของซากุรางิคือคนในที่ทำงานที่ไม่ถูกโรคกัน จดจำได้เพียงสถานะเดียวเท่านั้น

ใครจะไปคิดว่า...

พอได้ฟังเรื่องราวที่เล่าออกมาได้สะเปะสะปะอยู่บ้างก็รู้สึกอ่อนเพลียฉับพลัน โยเฮเป็นพนักงานประจำร้านทำผมแห่งหนึ่ง เขาไปออกทริปหนึ่งสัปดาห์เพื่อเข้าคอร์สและสำรวจตลาด กลับมาอีกทีพบว่าเพื่อนซี้โดนงาบไปแล้ว...รวดเร็วและกะทันหันเกินไป

“แล้ว...ฮารุโกะจังล่ะ?”

คำตอบคือเสียงหัวเราะแกนๆ...จบสิ้นหมดแล้ว ยังจะอะไรได้อีก

ซากุรางิเคยชอบเธออย่างจริงใจ แต่ตอนนี้ก็ทำได้แค่เคยชอบ ไม่ว่าจะพูดยังไงตัวจริงในปัจจุบันคือรุคาว่า จะให้ทำตัวหน้าไม่อายคิดถึงหญิงอื่นได้ยังไงกัน

“นั่นสินะ ไม่น่าถามเลย”

ความรู้สึกมากมายประดังประเดอยู่ในตัวโยเฮ ที่แล้วมาเวลาซากุรางิโดนสาวสลัดรักเพื่อนฝูงอย่างเขากุมท้องหัวเราะชักดิ้นชักงอซ้ำเติมมาตลอด เห็นเจ้าคนต้องการความรักน้ำตานองหน้าเพราะสาวเมิน ดูๆ ไปก็ตลกดี เพราะซากุรางิใสซื่อผิดกับภาพลักษณ์ภายนอก ไม่เพียงโยเฮ แม้แต่เพื่อนๆ คนอื่นยังกังวลว่าสักวันอีกฝ่ายอาจโดนใครหลอกเอา นั่นเป็นเรื่องน่าห่วงยิ่งกว่าถูกหักอกต่อเนื่องเสียอีก ในสถานการณ์นั้นต่อให้พยายามก็คงหัวเราะไม่ออก

ตอนนี้ดูคล้ายจะเป็นอย่างนั้น...

จากมุมโยเฮ ซากุรางิกำลังโดนหว่านล้อมให้คล้อยตาม ถูกบีบให้ยอมรับความสัมพันธ์

ความรักเก่าเก็บเมื่อสิบปีก่อนที่จบไม่สวย จะให้อินกะทันหันทั้งที่กำลังจีบคนอื่นอยู่? ไม่ตลกเลยสักนิด

ซากุรางิอาจเป็นพวกหัวแข็ง ขณะเดียวกันก็ไร้เดียงสา ถ้าจับจุดได้จะชักจูงก็ง่ายนิดเดียว แถมคำว่า รักแรกยังเป็นการ์ดที่มีพลังรุนแรงมากด้วย

ขณะกำลังจะถามว่า นายยังชอบหมอนั่นอยู่จริงดิ?นั้นเอง ซากุรางิเอื้อมมือมาตบบ่าดังแปะ นิ้วโป้งอีกข้างทิ่มอกตัวเอง ทั้งที่พยายามทำหน้าจริงจัง ในสายตาโยเฮกลับดูซื่อบื้ออย่างมาก

“ฉันคืออัจฉริยะ”

“...”

“ไอ้พวกสามัญชนที่เพิ่งเดินทางไกลยังต้องพักผ่อนอยู่”

“...”

“หรือก็คือ...จะค้างมั้ย?”

“...”

มิโตะ โยเฮรู้สึก...เป็นห่วงเจ้าหัวแดงคนนี้จริงๆ นะ

 

เพราะอยากรีบซักเสื้อผ้าที่หมักหมมมาทั้งสัปดาห์ตลอดทริป โยเฮตัดสินใจกลับบ้านตัวเอง ทิ้งไว้เพียงของฝากสำหรับเพื่อนร่วมแก๊งตอนไปโต๊ะสนุ๊กวันรุ่งขึ้น

จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจออกไป

ซากุรางิ ฮานามิจิรักหน้ายิ่งชีพ ซี้ซั้วแตะต้องเรื่องอ่อนไหวโดยไม่คิดหน้าคิดหลังน่าจะให้ผลร้ายมากกว่าดี ก่อนบุ่มบ่ามทำอะไร โยเฮคิดว่ารอดูสถานการณ์อีกนิดค่อยว่ากันคงไม่สายเกินไป

“นายพาหมอนั่นมาด้วยก็ได้นะ...หมายถึงถ้าเจ้าตัวอยากมา”

ตอนลงมาถึงชั้นล่าง โยเฮออกความเห็นเป็นครั้งสุดท้าย เรื่องพาไปให้เพื่อนฝูงรู้จักน่ะไม่เท่าไหร่เพราะไม่ได้เป็นวาระเร่งด่วน ที่เสนอออกมานี้เพราะอยากเห็นคนช็อกตาตั้งต่างหาก เรื่องอะไรจะยอมหน้าแตกอยู่คนเดียว ซากุรางิที่ไม่รู้วัตถุประสงค์แอบแฝงพยักหน้าหงึกหงัก บอกจะลองคิดดู พอโยเฮบอกว่าถ้าไปจริงๆ ให้เก็บเงียบจากพวกทาคามิยะรอเซอร์ไพรส์ตอนเจอหน้า ซากุรางิก็พยักหน้าอีก

โยเฮพอใจแล้ว “งั้นฉันกลับก่อนนะ”

ดังนั้น ในอีกไม่กี่นาทีถัดมา ซากุรางิยืนหน้าห้องของรุคาว่าเพื่อมาถามว่าพรุ่งนี้อยากออกไปเตร็ดเตร่กับเพื่อนฝูงของตนหรือเปล่า ใจซากุรางิมีคำตอบรออยู่ก่อนแล้วว่า ไม่ ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากยืนยันกับเจ้าตัว เดี๋ยวจะมาหาเรื่องกันทีหลัง

บานประตูแง้มออกหลังกระหน่ำกดกริ่งเหมือนพวกก่อกวน รุคาว่าที่ยืนอยู่ตรงนั้นลืมตาครึ่งเดียว ผมกระดกสองจุด สารรูปอย่างกับซอมบี้ เห็นได้ชัดว่าถูกปลุกขึ้นมาระหว่างที่หลับไปแล้ว ซากุรางิที่สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่นกำลังจะหัวเราะก๊ากกำนัลสารรูปดูไม่จืดของหนุ่มหล่อแต่มีอันต้องหัวเราะไม่ออกเพราะจู่ๆ ดวงตาของรุคาว่าโชนแสงสว่างวาบ ส่วนตัวเองถูกกระชากเข้าไปด้านในอย่างแรง

ประตูปิดดังปัง

โชคดีที่แม้เมื่อสักครู่ลืมล็อกประตูบ้านแต่โยเฮช่วยล็อกแทนให้แล้ว ไม่อย่างนั้นซากุรางิ ฮานามิจิที่ถูกจับกุมตัวไว้ทั้งคืนและไม่ได้กลับบ้านกลับช่องอาจช็อกตาตั้งถ้าเกิดดวงซวยถูกยกเค้าจนทรัพย์สินหายเกลี้ยงเข้าจริงๆ

 

บ่ายวันเสาร์ เลยเวลานัดหมายเกือบครึ่งชั่วโมง นอกจากของฝากจากที่โยเฮฝากเอาไว้ ซากุรางิ ฮานามิจิตั้งใจพก เซอร์ไพรส์ มาให้เพื่อนฝูงอีกหนึ่งอย่าง

และ เซอร์ไพรส์ ที่ว่ามีพลังทำลายล้างรุนแรงมาก

“รุคาว่า คาเอเดะ เป็นแฟน”

แนะนำตัวเหมือนตอนพูดกับโยเฮเปี๊ยบ

เพื่อนฝูงพากันอ้าปากค้าง

ไม่ใช่สาวน้อยร่างเล็กผู้สดใสร่าเริงอย่างทุกที แต่เป็นผู้ชายตัวใหญ่เบิ้มพอๆ กับซากุรางิ

เพราะตัวซากุรางิไม่ได้ฉุกใจสักนิดว่าเสื้อที่รุคาว่ายัดให้ใส่เมื่อเช้าเป็นชุดเข้าคู่ และไม่รู้สึกตัวเช่นกันว่าตัวเองปากบวม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรอยฟันอันคลุมเครือตรงหลังคอที่มองไม่เห็นตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่คนอื่นพอมองเห็นรำไรตอนคอเสื้อพะเยิบออกขณะก้มตัวลงนั่ง ขนาดมิโตะ โยเฮรู้เรื่องอยู่แล้วยังถูกโจมตีจนพลังชีวิตตกฮวบ พรรคพวกอีก 3 คนอาการหนักกว่าอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเจอหลักฐานคาตาย่อมไม่คิดว่าเป็นการจัดฉากล้อกันเล่น ถึงกับผลัดกันตบหน้าเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ฝัน

“ฮ่าๆๆ ตกใจล่ะซี่”

นายรู้หรือเปล่าว่าที่ตกใจกันขนาดนี้เป็นเพราะอะไรน่ะฮานามิจิ? โนมะ ทาคามิยะ และโอคุสึประสานเสียงแข็งขันในใจ

สำหรับซากุรางิผู้เรียบง่าย แกล้งคนสำเร็จเขาก็มีความสุขแล้ว ไม่ได้รู้สึกตัวสักนิดว่าพาคนแปลกหน้านิสัยเก็บตัวมาด้วยทำให้คนที่เหลืออึดอัด รุคาว่าไม่พูดไม่จา ไม่มีอารมณ์ขัน ไม่มีอารมณ์ร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกันใดๆ ทั้งสิ้น และไม่พยายามปรับตัวเข้าหาใครทั้งนั้น เจ้าตัวอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ทาคามิยะเป็นตัวแทนคนทนไม่ไหวกระซิบกระซาบบอกเพื่อนหัวแดงๆ

ซากุรางิกลับไม่เข้าใจอะไรเลย “ยังไม่ทันเย็น จะกลับกันแล้วเหรอ?”

เหล่าเพื่อนบุ้ยใบ้ไปทางรุคาว่าที่นั่งกอดอกปีนสวรรค์ไปทักทายเทวดา...เห็นหมอนั่นไหม ไว้พวกเราค่อยนัดกันใหม่คราวหลังดีกว่า อย่างน้อยคราวนี้ถือว่าได้แนะนำตัวเห็นหน้าค่าตาแฟนนาย ไม่เสียเปล่าแล้ว

แต่ซากุรางิเข้าใจไปอีกอย่าง

“เฮ้ย รุคาว่า ตื่นเสะ เดี๋ยวฉันจะไปต่อกับเจ้าพวกนี้อีกหน่อย ตัวทำงานกร่อยกลับไปก่อนไป๊”

รุคาว่าลืมตาตื่นอย่างงุนงง ครั้นจับใจความได้ว่าโดนปลุกด้วยเรื่องอะไร ดวงตาเรียวยาวพลันหรี่ลง เกิดความเงียบอันชวนให้อึดอัดนาทีเต็มๆ

“ได้ยินมั้ยเนี่ย ตื่นดียัง”

เมื่อไม่มีปฏิกริยาตอบสนอง ซากุรางิไม่ขยับแค่ปาก ขยับมือตามด้วย แต่ตีหน้าได้แปะเดียวก็ถูกฉวยมือเอาไว้ บรรยากาศรอบตัวรุคาว่าผ่อนคลายลงเล็กน้อย หลังนิ่งเงียบอีกสักพัก อีกฝ่ายตอบเอื่อยเฉื่อยว่า “เสร็จแล้วมาหาฉันด้วย”

ซากุรางิต่อต้านตามความเคยชิน “ทำไมต้องทำงั้นมิทราบ?”

“…”

“เออๆ ก็ได้”

ดวงตาอีก 4 คู่มองกันไปมา

จากประสบการณ์ในฐานะอดีตเด็กเกเร แม้จะดูเงียบๆ เหมือนนักเรียนตัวอย่าง รุคาว่า คาเอเดะมีลักษณะบางประการบ่งบอกว่าเป็นพวก เอาเรื่อง ที่รับมือได้ยาก การเห็นเขาผละออกไปโดยไม่หืออือต่อล้อต่อเถียงค่อนข้างสร้างความประหลาดใจแก่คนที่เหลือ คิดในใจว่ามองคนผิดไปสินะ

อย่างไรก็ตาม พอรุคาว่าไม่อยู่บรรยากาศก็ดีขึ้นตามคาด สามารถพูดคุยกันได้อย่างผ่อนคลาย โยเฮที่ยังล้าสะสมจากทริปทางไกลเองก็รู้สึกหายใจหายคอสะดวกขึ้น แต่เพราะคำนึงถึงเขาที่ยังต้องการการพักผ่อนก่อนกลับไปทำงานวันจันทร์ ทุกคนจึงแยกย้ายกันหลังทานมื้อค่ำ

ซากุรางิถึงหน้าบ้านรุคาว่าตอนสองทุ่มเศษๆ เมื่อวานในที่สุดก็ได้แลกแชทกับเบอร์โทรศัพท์หลังโอ้เอ้ชักช้ามานาน แต่ดูเหมือนรุคาว่าจะอยากเจอตัวเป็นๆ มากกว่าข้อความหรือเสียงถึงต้องเสนอหน้ามาถึงที่

“แกเล่นบาสจนถึงเมื่อกี้เรอะ”

ยืนรอหน้าประตูสักพักชายหนุ่มผมดำค่อยปรากฏตัวพร้อมลูกบาสเกตบอสสีส้มแดง รุคาว่ารูปซิปเสื้อวอร์มถึงใต้คาง ยกฮู้ดคลุมหัว ใบหน้าใต้เงาเสื้อตัวใหญ่เห็นเหงื่อไหลซ่กราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ตอนโทรศัพท์ไปหาเมื่อสักครู่ก็ว่าเสียงหายใจถี่พิกล

แป้นบาสจุดที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงสวนสาธารณะ ไม่มีสนามเป็นกิจจะลักษณะ ซากุรางิเคยเดินผ่านหลายครั้งแทบไม่เห็นคนใช้งาน ดูเหมือนรุคาว่าจะยึดสถานที่ใช้อยู่คนเดียว อยากเล่นบาสเมื่อไหร่ก็หิ้วลูกบาสไปได้เลย

“ข้าวเย็นล่ะ”

นอกจากลูกบาส รุคาว่าไม่ได้ถืออะไรมาอีก พวกเขาออกไปข้างนอกพร้อมกันช่วงบ่าย จากนั้นซากุรางิไล่ตะเพิดรุคาว่าที่ทำบรรยากาศกร่อยออกมาก่อน คิดว่าตัวรุคาว่าน่าจะตรงกลับมาเอาลูกบาสออกไปเล่น ไม่น่าจะทำมื้อเย็นทิ้งไว้ และน่าจะยังไม่ได้กินอะไรมาจากข้างนอกเช่นกัน

“อือ”

หมายความว่ายังไงล่ะน่ะ

ซากุรางิเดินตามหลังเข้ามาในบ้าน ตอนที่เจ้าของบ้านอาบน้ำ ตัวเองถือวิสาสะเปิดตู้เย็นและค้นหาอะไรก็ตามที่น่าจะเป็นมื้ออาหารได้ แต่แล้วก็ต้องนั่งยองถอนหายใจ...คงไม่ได้กะจะกินแค่นมกล่องใช่มั้ยเนี่ย?

 พอรุคาว่าเปิดประตูเดินออกมาจากห้องน้ำคนในห้องก็หายไปแล้ว ทิ้งไว้แต่เสียงหม้อหุงข้าวกำลังทำงาน

“ไอ้โง่นั่น

เสียงออดดังขึ้นขัดจังหวะ

ใบหน้ามืดครึ้มของรุคาว่าดีขึ้นทันใด พอออกไปเปิดประตูก็พบว่าเป็นซากุรางิจริงๆ เจ้าตัวถือถ้วยใส่แกงกะหรี่ บอกว่าเป็นแกงที่ทำทิ้งไว้แล้วยังเหลืออยู่ เพิ่งเสียเหงื่อมาขนาดนั้น ถมกระเพาะให้เป็นเรื่องเป็นราวหน่อยจะดีกว่า นมกล่องกินไม่อิ่มหรอก

“ว่าแต่แกล้างผมไม่สะอาดเหรอ แชมพูกลิ่นฟุ้งออกมาตั้งขนาดนี้” ขณะสลัดรองเท้าเพื่อเข้าบ้านอีกครั้ง ปีกจมูกของซากุรางิขยับสูดกลิ่นฟุดฟิด

รุคาว่าชะงัก “เหม็นเหรอ”

“ไม่เกี่ยวกับเหม็นไม่เหม็น แต่ล้างให้สะอาดมันเป็นเรื่องที่ต้องทำไม่ใช่เหรอ” ด้วยไม่รู้ว่าการล้างผมไม่สะอาดจะก่อให้เกิดผลอะไรตามมา ซากุรางิอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย ไม่รู้ควรพูดอย่างไรดี

รุคาว่าบอกว่าตนล้างผมสะอาดดี น่าจะเพราะจมูกไม่คุ้นกลิ่นใหม่ถึงได้ไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ

คนฟังร้องอ้อคำหนึ่ง คิดว่าจบเรื่องกลิ่นแชมพูแล้ว ทว่าระหว่างหยิบถ้วยชามออกมาจากตู้ จู่ๆ รุคาว่าก็วกกลับมาถามว่า “ไม่ชอบเหรอ”

ซากุรางิตอบโดยที่ยังก้มหน้าก้มตาจดจ่อดูโทรศัพท์ “ที่จริงมันก็หอมดี”

“อืม”

ความเงียบแผ่เข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง

หม้อหุงข้าวขนาด 1 ลิตรส่งเสียงเตือนทำลายบรรยากาศว่าทำงานเสร็จ รุคาว่าที่ยืนอยู่ตรงนั้นและหันแผ่นหลังให้เอี้ยวใบหน้ากลับมาพร้อมยิงคำถามกะทันหันระลอกสอง “อยู่กับเพื่อนสนุกไหม”

“หือ? สนุกสิ!

“อืม” ใบหน้าที่เอี้ยวมาหันกลับไป

รู้สึกอย่างกับเห็นรุคาว่ายิ้มนิดๆ แต่ไม่กล้ารับประกัน

เพราะเมื่อกี้ตอบแบบกระตือรือร้นไปหน่อย ซากุรางิรู้สึกผิดทีหลังเล็กๆ ราวกับทิ้งรุคาว่าเพื่อไปสนุกสนานตามลำพัง ช่วงนี้พวกเขาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขขึ้นมาก ต่อให้ความเห็นไม่ลงรอยกันหลายเรื่องแต่ไม่ได้ใช้อารมณ์หรือกำลังเข้าใส่มากเท่าแต่ก่อน ทิ้งหมอนี่ไว้คนเดียว ออกจะขาดความละเอียดอ่อนไปไม่น้อยเลย

ดวงตาสีน้ำตาลหลุบมองหน้าจอโทรศัพท์ หลังเสร็จสิ้นการต่อสู้ในใจกับศักดิ์ศรีนานปี ที่สุดแล้วซากุรางิกัดฟันเอ่ยออกมาอย่างยากเย็นว่า “มหาลัย Z มีสนามกีฬาอเนกประสงค์ให้คนนอกเข้าไปใช้ได้ พรุ่งนี้ฉันไปเล่นบาสเป็นเพื่อนดีมั้ย?”

ยังต้องรอข้าวระอุถึงก้นหม้อ รุคาว่าผินตัวกลับมาก่อน ตอนที่ได้ยินคำถามถึงกับเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา

ขณะที่ซากุรางิตบหน้าตัวเองพร้อมก่นด่าในใจว่าไม่น่าถามออกไปเลย ชายหนุ่มผมดำกลับมาเหนือเมฆด้วยการถามกลับว่า “ปกติเขาไปเดทกันที่โรงหนังไม่ใช่เหรอ?”

ซากุรางิที่ไม่ได้คิดเรื่องเดท “???”

หมายความว่าไม่อยากเล่นบาสติดๆ กันหรือเปล่านะ?

วันทำงานมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ซากุรางิที่มักใช้เวลาเที่ยวเล่นกินดื่มกับเพื่อนฝูงเต็มคราบในวันหยุดเพื่อชดเชยถึงได้คิดว่ารุคาว่าจะเป็นพวกหมกมุ่นกับเรื่องที่ตัวเองชอบเต็มที่เหมือนตน ในกรณีของซากุรางิ ช่วงที่เขาอินกับอะไรจัดๆ จะสามารถหมกมุ่นกับสิ่งนั้นได้แบบไม่มีเบื่อ อย่าว่าแต่ทุ่มเทเวลาสองวันติดทำกิจกรรมเพียงอย่างเดียวเลย เวลามากกว่านั้นเขาก็ให้ได้

หลงคิดว่าเจ้าหมอนี่ที่บ้าบาสจะตะบี้ตะบันเล่นบาสได้ต่อเนื่องซะอีก

จะว่าไปรุคาว่าก็พูดเรื่องบาสแดงอะไรสักอย่างอยู่ สงสัยจะอยากดูหนังเรื่องนี้มาก ซากุรางิไม่รู้เนื้อหาหนังเรื่องดังกล่าว เขาคิดในใจว่า...เอาเถอะ ไม่สนุกก็ถือว่าไปเปลี่ยนที่งีบเอาแล้วกัน

“ไปดูหนังก็ได้”

“งั้นไปดูหนังก่อนค่อยไปสนามกีฬา”

สรุปไปสนามกีฬาด้วยหรอกเรอะ...

แม้ค่อนแคะในใจแต่ซากุรางิไม่ได้ปฏิเสธคำชวน อย่างไรก็ตาม เขาที่นั่งผ่อนคลายจนถึงเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ขนลุกซู่อย่างไม่ทราบที่มาตั้งแต่ตาตุ่มยันหนังศีรษะ

อะไรน่ะ...

เกิดรู้สึกว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้ต่อ

“ฉันกลับเลยแล้วกัน กินเสร็จแล้วค่อยล้างถ้วยมาคืน”

บรรยากาศระหว่างคนสองคนดีแปลกๆ ไม่มีอะไรผิดปกติเลย กระนั้นแรงกระตุ้นลึกลับบางอย่างบอกว่าจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ รีบกลับบ้านตัวเองดีที่สุด บางทีอาจเป็นเพราะรุคาว่าสะอาดเรี่ยมเร้ไปทั้งตัวแต่ตัวเองยังมีกลิ่นเหงื่อจางๆ ถึงรู้สึกลุกลี้ลุกลน

รุคาว่ามองคนข้างตัวลูบแขนขึ้นลงดั่งหนาวสั่น พอลาเสร็จก็ลุกพรวดราวกับจะหลบหนี จังหวะที่เห็นอีกฝ่ายใช้หลังมือถูโหนกแก้ม มือของตนเหยียดออกไปเองโดยไม่ทันคิด

ตอนที่สำนึกได้ว่าควรบอกล่วงหน้าก็จูบไปซะแล้ว

ซากุรางิที่โดนล็อกคอกะทันหันเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ดันศีรษะจอมลวนลามออกไป ทั้งอายทั้งฉุนเฉียว “ก็บอกว่า...!

“จูบใหม่ได้หรือยัง” โดนแย่งเนื้อออกจากปากก่อนกินอิ่มรุคาว่ายอมรับไม่ได้ เขาเลื่อนมือมาคลึงติ่งหูแดงก่ำ เมื่อวานกัดหลังคอไว้จนเป็นรอย แต่หูแดงๆ นี่ก็น่าหมั่นเขี้ยวเหมือนกัน

สันหลังซากุรางิหนาวเยือก นิ้วที่ไล้ผ่านกกหูเหมือนกำลังร่ายคำสาป สงสัยร่างกายเริ่มบ่มเพาะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากรุคาว่าเมื่อกี้ถึงได้รู้สึกว่าต้องถอยไปตั้งหลัก ซากุรางิปัดมือที่ซีดเซียวกว่าตนทิ้งแล้วตะปบมือปกป้องหูตัวเอง “พอแล้ว แกเพิ่งอาบน้ำไม่ใช่เรอะ เดี๋ยวก็ติดกลิ่นหรอก ถอยไปเลย ชิ่วๆ”

“ฉันไม่มีปัญหาแล้วแกจะมีปัญหาทำไม” รุคาว่าพยายามแย่งสิทธิ์ในการคลึงหูเล่นกลับคืน พอแย่งไม่สำเร็จจึงเบนสายตาขุ่นเคืองไปดูหน้าคนขี้งก ทว่าพอเห็นหน้าแดงเถือกก็เผลอดึงมาจูบอีก

ผลคือถูกหน้าผากแข็งโป๊กโขกลงมาเต็มเหนี่ยว

“เมื่อวานยังไม่พออีกเรอะ!

“หนีไปอยู่กับชายชู้มาทั้งวันแท้ๆ...”

“ถึงจะทำเป็นกระซิบแต่ท่านอัจฉริยะได้ยินนะเฟ้ย!

 ช่วงหลายวันมานี้ จะด้วยสถานะความสัมพันธ์เปลี่ยนไปหรืออะไรไม่ทราบ ซากุรางิรู้สึกได้ว่ารุคาว่าที่พร้อมชนกับตัวเองทุกเรื่องยอมอ่อนข้อให้ไม่น้อย นั่นเป็นสาเหตุให้การต่อล้อต่อเถียงลดน้อยลง กระนั้นก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่ลดราวาศอกให้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องที่อยากกอดจูบเมื่อไหร่เป็นต้องจู่โจ่มตามใจชอบ และไม่ยอมหยุดง่ายๆ จนกว่าจะพอใจ

หากต้องตะลุมบอนงัดข้อกันตรงๆ ซากุรางิมั่นใจในพละกำลังและทักษะการวิวาทตัวเองมาก แต่ช่วงนี้พานอยากถอยหนีมากกว่าปะทะกันเสียอย่างนั้น จะว่าไปก็เป็นสัญญาณอันตราย อัจฉริยะผู้เหี้ยมหาญไม่ควรใช้วิธีหลบเลี่ยงสิ

พวกเขายังเป็นมือใหม่ด้านความรักทั้งคู่ ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกมากน้อยแค่ไหนในการปรับตัวหาจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกัน พอนึกถึงอนาคตแล้วช่างชวนให้ทดท้อใจ

ซากุรางิ ฮานามิจิผู้ไม่อยากหลบหนีแต่ก็ไม่อยากเป็นตุ๊กตามีชีวิตให้ใครบางคนฟัดเล่นตามใจชอบกลั้นใจเสยผมหน้าสีดำแล้วจุ๊บหน้าผากเร็วๆ หนึ่งทีเป็นการประนีประนอม

“วันนี้พอก่อนน่า แกเองก็รีบกินข้าวเถอะ เริ่มดึกเกินจะเป็นมื้อค่ำแล้ว”

“...”

โอ้ หยุดแล้ว...

แทนที่จะหนี ต้องเป็นฝ่ายโจมตีบ้างถึงจะได้เรื่องสินะ

เฮ้ย เรามันอัจฉริยะ!

แต่แล้วอัจฉริยะก็โดนผลักให้ล้มตัวลงนอนกับพื้นแล้วถูกกระหน่ำจูบอีกห้านาทีถึงถูกปล่อยตัวกลับบ้าน

หนทางการมีความรักอันสูงชันคล้ายจะยาวไกลเป็นพิเศษเมื่ออีกฝ่ายเป็นจิ้งจอกเอาแต่ใจ อัจฉริยะ ซากุรางิ ฮานามิจิยังคงต้องเรียนรู้อีกมาก

 

Talk

ความจริงแล้วฮานามิจิยังเหลือเศษใจอยู่เล็กๆ ประมาณชัง 9 ส่วน รัก 1 ส่วน สถานการณ์ตอนนี้ก็ถือได้ว่าโดนตีขลุมอย่างที่โยเฮคิดนั่นแหละค่ะ นายคนนั้นต้องตั้งใจเป็นฝ่ายจีบดีๆ นะ

พาร์ทเสริมเป็นเรื่องจากมุมรุคาว่า ไอหมอนี่มันมโนเก่งชะมัดยาด มองอะไรในแง่ดีเกิ๊น ทำไมทึกทักเอาเองเก่งจังอะ เดี๋ยวลองดูก่อน ไม่รู้ว่าจะออกมาแนวไหนนะคะ แต่คงสั้นๆ พอให้รู้ว่าไอหมอนี่มันมั่นมาก 55555555

No comments:

Post a Comment