Fanfic Slam Dunk
ดาบนั้นคืนสนอง
Part III
Pairing:
Rukawa Kaede x
Sakuragi Hanamichi
Rating: SFW
AU: Office
Worker
พ่ายแพ้ย่อยยับ
ขายขี้หน้าครั้งประวัติศาสตร์
เงาสะท้อนในกระจกคือใบหน้าเปียกน้ำอันอิดโรยของชายหนุ่มผมสีแดง
ดวงตาบวมเล็กน้อย คาดว่าน่าจะเป็นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ ดูซูบเซียวกระจอกงอกง่อยเสียภาพลักษณ์อัจฉริยะอย่างไม่น่าให้อภัย
ซากุรางิ ฮานามิจิกำหมัดตัวสั่นเทิ้ม เสียงสบถด่าดังสะเทือนเลื่อนลั่นอยู่ในหัว
“เฮ้ย ตายยัง”
เสียงจากด้านนอกกระพือความขุ่นมัว
ซากุรางิที่เส้นเลือดใกล้ปริขาดตะโกนโต้กลับ “ยัง!”
“งั้นก็รีบออกมา”
เสียงเคาะประตูห้องน้ำดังก็อกๆ ส่งท้ายก่อนเงียบไป
ดูเหมือนคนอีกฟากจะเดินถอยห่างออกไปแล้ว
ซากุรางิพาดผ้าขนหนูไว้บนหัว
หมุนลูกบิดเปิดประตูผลัวะออกมาในชุดนอนเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น ปลายสายตาเห็นชายหนุ่มผมสีดำอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน
ใบหน้าอิ่มเอิบผ่องใสระคายลูกตา ฝ่ายนั้นแกะอาหารเดลิเวอรี่ กลิ่นฟุ้งตลบอบอวลในห้อง
1R
ไร้สิ้นซึ่งความเกรงใจอย่างกับตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน
ชิ!
ปลายสัปดาห์มาเยือนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
บ้านช่องที่เคยเรียบร้อยเริ่มรก ยังมีแขกไม่ได้รับเชิญเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
ความสัมพันธ์จอมปลอมกลายเป็นของจริงอย่างชวนให้สับสน
ซากุรางิยังไม่ค่อยเข้าใจว่าไปไงมาไงถึงได้ลงเอยแบบนี้
แต่รุคาว่ากรอกหูอยู่ทุกวันว่าแฟนๆๆ ชายชาตรีผู้อกหักมาแล้ว 50
ครั้งจึงหวั่นไหวหลวมตัวเข้าสู่ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ
ถึงแม้ซากุรางิในตอนนี้ไม่อาจเรียกความรู้สึกแรกรักอย่างสมัยมัธยมต้นกลับมา
ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่เกินขอบเขตที่จะรับไหว
เขาไม่ได้ต่อต้านรุคาว่าขนาดนั้น แถมเริ่มชินการอยู่ร่วมกับอีกฝ่ายมากขึ้นด้วย จิ้งจอกบางตัวบุกรุกเข้ามาในชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติเกินไป
ขนาดซากุรางิเป็นคนปรับตัวไวยังตามจังหวะเจ้าหมอนี่ไม่ทัน
นับจากคืนนั้นพวกเขายังปฏิบัติต่อกันเหมือนเดิม
แต่รุคาว่ามักจะมานั่งเล่นที่บ้านซากุรางิเสมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา วันนี้หลังออกกำลังกายเสร็จ
แทนที่อาบน้ำแล้วจะพักผ่อนบ้านใครบ้านมันกลับระเห็จตัวเองมาอยู่นี่
ซากุรางิมีแก๊งเพื่อนที่มักไปไหนมาไหนด้วยกัน วันทำงานไม่มีปัญหาหากต้องมาผูกติดกับเจ้าคนไร้เพื่อน
แต่วันหยุดเขามักใช้เวลากับเพื่อนฝูง...ซึ่งพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์
และในกลุ่มกำลังชวนกันไปแทงสนุกเกอร์
ซากุรางิเคยบ่นเรื่องเพื่อนร่วมงานเฮงซวย
แต่ไม่เคยแย้มพรายเรื่องแฟนกับเดอะแก๊ง หากบอกออกไปว่าไม่โสดแล้ว รีแอคชันแต่ละคนคงสุดยอด...คิดแล้วก็ปวดกระเพาะ
“คนกำลังเครียดแต่ดันมานั่งกินไก่ทอดสบายใจเฉิบ”
ไม่รู้จักอ่านบรรยากาศซะบ้างเลย!
รุคาว่ารับมือคนพาลได้ระดับมืออาชีพ
เขาตอบสนองกลับในพริบตาด้วยการถามว่า “จะกินมั้ย?”
“กิน!”
หลังออกกำลังกายเสร็จซากุรางิกับรุคาว่ากินมื้อเย็นกันไปรอบหนึ่งแล้ว
รุคาว่ายังมาสั่งไก่ทอดเป็นมื้อดึกเพิ่ม กัดน่องพลางดูการแข่งขันบาสผ่านโน้ตบุ๊กที่หิ้วมาจากห้องตัวเองพลาง
เห็นทีที่ออกกำลังกายไปวันนี้จะเสียเปล่าหมดเป็นแน่แท้ ซากุรางินึกปลงขณะใช้ฟันฉีกเนื้อไก่
พิมพ์ตอบแชทกลุ่มด้วยมือข้างเดียว นัดหมายสถานที่ว่าจะเจอกันที่ไหนเวลากี่โมง ตอนที่โนมะ
จูอิจิโร่โทรมา เขาลุกออกไปคุยตรงระเบียง รุคาว่ามองตามเล็กน้อย
พอคนผมแดงปิดประตูระเบียงก็ย้ายสายตากลับมาดูการแข่งในหน้าจอขนาด 17 นิ้วต่อ
เพิ่งอยู่ในห้องตามลำพังไม่นาน
ประตูกลับถูกเคาะส่งๆ พอเป็นพิธี
รุคาว่ายังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็มีเสียงปลดล็อกดังแกรก ประตูเปิดออกผาง เสียงมีชีวิตชีวาของผู้ชายลอยนำมาก่อนตัวเสียอีก
“ว่าไง ฮานามิจิ ฉันกลับมาแล้ว แวะเอาของฝากมาให้”
“...”
ภายในห้องเหลือแต่เสียงจากการแข่งขันผ่านลำโพงโน้ตบุ๊ก
ชายผมดำคนหนึ่งนั่งกินไก่ทอดดูการแข่งบาสกลางห้อง
ชายผมดำอีกคนสะพายกระเป๋าเป้ มือหนึ่งถือถุงพลาสติกพองๆ
อีกมือยังเกี่ยวกุญแจด้วยนิ้วชี้
ดวงตาสองคู่ประสานกัน
มีประโยคคำถามดังกึกก้องอย่างไร้เสียงว่า...ใครวะ?
ปลายสายตารุคาว่าตกลงบนกุญแจ
กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ประตูระเบียงเปิดครืดเสียก่อน ซากุรางิ
ฮานามิจิที่กำลังวางสายโทรศัพท์มองเห็นผู้มาใหม่ในทันที ยิ้มปากแทบถึงหู
“โยเฮกลับมาแล้วเหรอ?!”
ไม่มีใครได้ยินรุคาว่าทวนคำว่า ‘กลับมาแล้ว...กลับมาแล้วงั้นเหรอ...’ จากพื้นห้อง ซากุรางิเดินตึงตังผ่านไป กระดี๊กระด๊าริบถุงในมือเพื่อนซี้มาดู
“เอาไว้กับนายแล้วกัน
ฉันขี้เกียจแบกกลับบ้าน พรุ่งนี้ค่อยเอาไปแบ่งกับพวกที่เหลือ”
พอได้ยินคำว่า ‘กลับบ้าน’ รุคาว่าสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย
“ว่าแต่ นี่เพื่อนร่วมงานเหรอ? มีแขกมาทำไมไม่เก็บบ้านให้เรียบร้อยล่ะ”
“อะ...”
มิโตะ
โยเฮตรงเข้าประเด็นอย่างฉับไวทำเอาซากุรางิที่เห็นเพื่อนก็ลืมสนิทว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องนึกคำพูดไม่ออกชั่วขณะ
จนแขกคนใหม่วางกระเป๋าแล้ว เดินไปหาน้ำหาแก้วแล้ว นั่งลงดื่มน้ำอึกๆ
แล้ว...ซากุรางิ ฮานามิจิก็ยังหาเสียงตัวเองไม่เจอ
ในฐานะที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมต้นปี 3
โยเฮค่อนข้างไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนรักทั้งยังมักจะอ่านอีกฝ่ายออกอยู่เสมอ
เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่แน่ใจว่าซากุรางิอ้ำอึ้งเรื่องอะไร
โยเฮจัดหมวดหมู่หนุ่มหล่อผมดำไปไว้ในหมวด
‘คนรู้จักของฮานามิจิ’ ชั่วคราว พอเลือกได้แล้วว่าควรปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างเป็นมิตรก็ไม่มีอะไรยาก
เขาเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองก่อน
“มิโตะ โยเฮ เป็นเพื่อนฮานามิจิครับ
ยินดีที่ได้รู้จัก”
ในดวงตารุคาว่ายามมองโยเฮมีกองไฟย่อมๆ กระนั้นก็ยังตอบรับอย่างอารยชน
“รุคาว่า คาเอเดะ เป็นแฟน”
“แค่ก!” ซากุรางิไม่คิดว่ารุคาว่าจะโยนระเบิดกะทันหัน
ตกใจจนสำลักอากาศ
ที่พูดมามันไม่ผิดหรอก
แต่ปรึกษากันก่อนก็ดีนะ...
นับจากความสัมพันธ์ชัดเจน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาซากุรางิเริ่มเคยชินกับการเปิดเกมรุกกะทันหันของรุคาว่า...อันที่จริงส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการแสดงออกอย่างเปิดเผยนั่นแหละ
และแม้จะชอบเข้ามาแตะเนื้อต้องตัวหรือเป็นปิศาจจอมขโมยจูบ
รุคาว่าก็ยังเลือกสถานที่ ไม่ใช่พวกชอบโชว์แต่อย่างใด
ไม่อย่างนั้นซากุรางิคงรับไม่ได้ ในกรณีนี้ เพราะรุคาว่าไม่ได้ทำผิดเสียทีเดียว
ต่อให้ขัดใจอยู่บ้าง แต่ซากุรางิก็ไม่รู้จะยกประเด็นอะไรมาต่อว่า
“หืม? แฟนนี่...? แฟนใคร? แฟนนายเหรอฮานามิจิ?”
โยเฮแสดงความประหลาดใจออกมาเพียงแวบเดียว ที่ไม่ได้มีปฏิกิริยาโอเวอร์อะไร
เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยินนั่นเอง
ซากุรางิหลบตาเพื่อนซี้ ทนมองสายตาขอคำยืนยันไม่ได้
หากก็งัดปากตัวเองไม่ขึ้น
“มหกรรมอำกันเล่นเหรอ?
ฉันไม่หลงกลหรอกน่า” โยเฮถองศอกใส่คนฝ่ายตัวเองเบาๆ จากนั้นหันไปเอ่ยยิ้มๆ
กับรุคาว่าผู้กำลังมองเจ้าคนอึกอักด้วยสายตาเย็นยะเยือก “ขอโทษนะครับ
ผมรู้ดีว่าสเปกหมอนี่เป็นยังไง ถ้าจะเล่นซ่อนกล้องเอาเป็นเรื่องอื่นดีกว่า”
นอกจากเหตุการณ์สารภาพรักครั้งแรกที่ซากุรางิ
ฮานามิจิไม่ได้นำมาเล่าให้ฟัง ทุกๆ ครั้งหลังจากนั้นล้วนมีโยเฮอยู่ร่วมในนาทีประวัติศาสตร์
เขาเห็นมาตลอดว่าซากุรางิหลงรักใคร สารภาพรักยังไงบ้าง
เพราะเป็นคนที่มักเอาเรื่องนั้นนี้ในชีวิตมาเล่าให้เพื่อนฝูงฟังรวมทั้งขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ
โยเฮที่เป็นคนใกล้ชิดอย่างมากจึงไม่เชื่อว่ามนุษย์เพศชายที่ตรงข้ามกับบุคคลในอุดมคติของซากุรางิจะเป็นคนรักของเจ้าเพื่อนหัวแดงที่โตแต่ตัว
...หรือต่อให้เป็นแฟนจริงๆ
คนอย่างซากุรางิ ฮานามิจิไม่เก็บเงียบจนแฟนตัวจริงต้องโร่ออกมาประกาศตัวหรอก ไอ้หมอนี่มันปากรั่วจะตาย
รุคาว่าฟังแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ใช่เจ้าตัวแต่รู้ดีขนาดนั้นเชียว”
เหมือนจะกระทบกระเทียบนิดๆ...
คนฟังคิดว่าเป็นแค่ลักษณะนิสัยของผู้พูด
ไม่ได้คิดว่าแฝงความรู้สึกส่วนตัวแต่อย่างใด ในบางเรื่องของซากุรางิ โยเฮรู้ดีกว่าเจ้าตัวจริงๆ
ตัวอย่างเช่น หากไฟเสียแล้วต้องเปลี่ยนไฟสำรอง
ซากุรางิไม่รู้หรอกว่าวางหลอดไฟไว้ตรงไหน
แต่โยเฮที่คอยช่วยเก็บกวาดห้องให้อยู่บ่อยๆ สามารถระบุตำแหน่งได้ทันที
แต่โยเฮไม่อวดอ้างตนจึงเพียงฟังเข้าหูแล้วเฉยเสีย
เป็นซากุรางิที่นั่งไม่ติดที่ เอื้อมมือไปกระตุกชายเสื้อพลางกระซิบเรียก
“โยเฮๆ”
“หืม?”
“เรื่องจริง”
“...?”
ซากุรางิชี้ไปทางรุคาว่าโดยที่ยังมองเพื่อนตัวเอง
พยักหน้าอย่างเคร่งเครียดย้ำอีกครั้งว่า “ไอ้หมอนั่น แบบว่า...พูดจริงน่ะ...”
สาม...
สอง...
หนึ่ง...
“โดนแบล็กเมล์เหรอ?”
นั่นเป็นข้อสรุปสุดท้ายที่โยเฮคิดได้หลังจากผ่านไปสามวินาที
แม้ปากถามว่าโดนแบล็กเมล์เหรอ คำถามแฝงในน้ำเสียงกลับชัดเสียยิ่งกว่าชัด นั่นคือ
กระทืบเลยมั้ย?
ด้วยมองออกเวลาซากุรางิโกหกโยเฮจึงเชื่อคำยืนยัน
แต่การจะให้เชื่ออีกว่าซากุรางิมีแฟนหนุ่ม...ไม่ล่ะ เป็นไปไม่ได้ๆ
ไม่เคยมีสัญญาณมาก่อนเลยว่าจะเป็นแฟนหนุ่ม อีกอย่าง ช่วงเวลาจีบหายไปไหนหมด อย่างน้อยก็ต้องเอามาเล่าให้ฟังบ้างสิ
โผล่มาดื้อๆ อย่างกับมนุษย์ต่างดาวแบบนี้มองยังไงก็ไม่ปกติ
“แกหยุด ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องพูด!”
รุคาว่าเพิ่งกระดิกตัวนิดเดียว ซากุรางิซึ่งมีประสบการณ์และตั้งป้อมระแวงเต็มที่รีบเหยียบเบรกตัวโก่ง
เกรงว่ารุคาว่าจะหางานให้ปวดหัวอีก
คนโดนปรามหรี่ตา เสียงหนักขึ้นหนึ่งระดับ
“ทำไม มีปัญหาอะไร”
“บอกว่าอย่าเพิ่งพูด!”
“ฮานามิจิ กระทืบมั้ย?”
“ไม่ โยเฮ เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งยืดเส้น”
เพราะเชื่อใจเพื่อนสนิทที่ตัวติดกันมาสิบกว่าปีมากกว่า
ซากุรางิตัดสินใจเลือกขับไล่ไสส่งรุคาว่า บอกว่าขอเวลาคุยกับเพื่อนก่อน
ตนยังไม่เคยบอกอะไรเพื่อน เดี๋ยวจัดการทางนี้เอง
ได้ฟังเช่นนั้นรุคาว่าแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา
“ไล่แฟนตัวเองเพื่ออยู่กับชายชู้สองต่อสองยามวิกาล....”
“ไม่ใช่เว้ย!
เพื่อนต่างหากเล่า!”
แต่จะพูดอย่างไรสุดท้ายก็โดนอัปเปหิออกไปอยู่ดี
มิโตะ โยเฮรู้จักซากุรางิ
ฮานามิจิตอนมัธยมต้นปีสุดท้ายตอนมีเหตุวิวาทนอกโรงเรียนและได้เข้าเรียนมัธยมปลายด้วยกัน
แม้จะรู้เรื่องสมัยมัธยมต้นของซากุรางิจากคำบอกเล่าของเจ้าตัว แต่ไม่เคยเจอรุคาว่า
คาเอเดะตัวเป็นๆ มาก่อน ต้องโทษว่าซากุรางิมีศัตรูเยอะเกินไป สมัยเรียนไม่ได้มีคู่อริแค่รุคาว่า
ดังนั้นโยเฮจึงจำไม่ได้ว่าในบรรดาคู่ปรับเก่ามากมายของซากุรางิมีคนชื่อนี้ และยังดวงสมพงษ์ได้มาพบกันอีกครั้งตอนเป็นผู้ใหญ่
‘รุคาว่า
คาเอเดะ’
ที่รู้จักผ่านมุมมองของซากุรางิคือคนในที่ทำงานที่ไม่ถูกโรคกัน
จดจำได้เพียงสถานะเดียวเท่านั้น
ใครจะไปคิดว่า...
พอได้ฟังเรื่องราวที่เล่าออกมาได้สะเปะสะปะอยู่บ้างก็รู้สึกอ่อนเพลียฉับพลัน
โยเฮเป็นพนักงานประจำร้านทำผมแห่งหนึ่ง
เขาไปออกทริปหนึ่งสัปดาห์เพื่อเข้าคอร์สและสำรวจตลาด
กลับมาอีกทีพบว่าเพื่อนซี้โดนงาบไปแล้ว...รวดเร็วและกะทันหันเกินไป
“แล้ว...ฮารุโกะจังล่ะ?”
คำตอบคือเสียงหัวเราะแกนๆ...จบสิ้นหมดแล้ว
ยังจะอะไรได้อีก
ซากุรางิเคยชอบเธออย่างจริงใจ
แต่ตอนนี้ก็ทำได้แค่เคยชอบ ไม่ว่าจะพูดยังไงตัวจริงในปัจจุบันคือรุคาว่า
จะให้ทำตัวหน้าไม่อายคิดถึงหญิงอื่นได้ยังไงกัน
“นั่นสินะ ไม่น่าถามเลย”
ความรู้สึกมากมายประดังประเดอยู่ในตัวโยเฮ
ที่แล้วมาเวลาซากุรางิโดนสาวสลัดรักเพื่อนฝูงอย่างเขากุมท้องหัวเราะชักดิ้นชักงอซ้ำเติมมาตลอด
เห็นเจ้าคนต้องการความรักน้ำตานองหน้าเพราะสาวเมิน ดูๆ ไปก็ตลกดี เพราะซากุรางิใสซื่อผิดกับภาพลักษณ์ภายนอก
ไม่เพียงโยเฮ แม้แต่เพื่อนๆ คนอื่นยังกังวลว่าสักวันอีกฝ่ายอาจโดนใครหลอกเอา นั่นเป็นเรื่องน่าห่วงยิ่งกว่าถูกหักอกต่อเนื่องเสียอีก
ในสถานการณ์นั้นต่อให้พยายามก็คงหัวเราะไม่ออก
ตอนนี้…ดูคล้ายจะเป็นอย่างนั้น...
จากมุมโยเฮ ซากุรางิกำลังโดนหว่านล้อมให้คล้อยตาม
ถูกบีบให้ยอมรับความสัมพันธ์
ความรักเก่าเก็บเมื่อสิบปีก่อนที่จบไม่สวย
จะให้อินกะทันหันทั้งที่กำลังจีบคนอื่นอยู่? ไม่ตลกเลยสักนิด
ซากุรางิอาจเป็นพวกหัวแข็ง
ขณะเดียวกันก็ไร้เดียงสา ถ้าจับจุดได้จะชักจูงก็ง่ายนิดเดียว แถมคำว่า ‘รักแรก’
ยังเป็นการ์ดที่มีพลังรุนแรงมากด้วย
ขณะกำลังจะถามว่า ‘นายยังชอบหมอนั่นอยู่จริงดิ?’
นั้นเอง ซากุรางิเอื้อมมือมาตบบ่าดังแปะ นิ้วโป้งอีกข้างทิ่มอกตัวเอง
ทั้งที่พยายามทำหน้าจริงจัง ในสายตาโยเฮกลับดูซื่อบื้ออย่างมาก
“ฉันคืออัจฉริยะ”
“...”
“ไอ้พวกสามัญชนที่เพิ่งเดินทางไกลยังต้องพักผ่อนอยู่”
“...”
“หรือก็คือ...จะค้างมั้ย?”
“...”
มิโตะ โยเฮรู้สึก...เป็นห่วงเจ้าหัวแดงคนนี้จริงๆ
นะ
เพราะอยากรีบซักเสื้อผ้าที่หมักหมมมาทั้งสัปดาห์ตลอดทริป
โยเฮตัดสินใจกลับบ้านตัวเอง ทิ้งไว้เพียงของฝากสำหรับเพื่อนร่วมแก๊งตอนไปโต๊ะสนุ๊กวันรุ่งขึ้น
จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจออกไป
ซากุรางิ ฮานามิจิรักหน้ายิ่งชีพ
ซี้ซั้วแตะต้องเรื่องอ่อนไหวโดยไม่คิดหน้าคิดหลังน่าจะให้ผลร้ายมากกว่าดี
ก่อนบุ่มบ่ามทำอะไร โยเฮคิดว่ารอดูสถานการณ์อีกนิดค่อยว่ากันคงไม่สายเกินไป
“นายพาหมอนั่นมาด้วยก็ได้นะ...หมายถึงถ้าเจ้าตัวอยากมา”
ตอนลงมาถึงชั้นล่าง
โยเฮออกความเห็นเป็นครั้งสุดท้าย
เรื่องพาไปให้เพื่อนฝูงรู้จักน่ะไม่เท่าไหร่เพราะไม่ได้เป็นวาระเร่งด่วน
ที่เสนอออกมานี้เพราะอยากเห็นคนช็อกตาตั้งต่างหาก เรื่องอะไรจะยอมหน้าแตกอยู่คนเดียว
ซากุรางิที่ไม่รู้วัตถุประสงค์แอบแฝงพยักหน้าหงึกหงัก บอกจะลองคิดดู
พอโยเฮบอกว่าถ้าไปจริงๆ ให้เก็บเงียบจากพวกทาคามิยะรอเซอร์ไพรส์ตอนเจอหน้า
ซากุรางิก็พยักหน้าอีก
โยเฮพอใจแล้ว “งั้นฉันกลับก่อนนะ”
ดังนั้น ในอีกไม่กี่นาทีถัดมา
ซากุรางิยืนหน้าห้องของรุคาว่าเพื่อมาถามว่าพรุ่งนี้อยากออกไปเตร็ดเตร่กับเพื่อนฝูงของตนหรือเปล่า
ใจซากุรางิมีคำตอบรออยู่ก่อนแล้วว่า ‘ไม่’
ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากยืนยันกับเจ้าตัว เดี๋ยวจะมาหาเรื่องกันทีหลัง
บานประตูแง้มออกหลังกระหน่ำกดกริ่งเหมือนพวกก่อกวน
รุคาว่าที่ยืนอยู่ตรงนั้นลืมตาครึ่งเดียว ผมกระดกสองจุด สารรูปอย่างกับซอมบี้
เห็นได้ชัดว่าถูกปลุกขึ้นมาระหว่างที่หลับไปแล้ว
ซากุรางิที่สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่นกำลังจะหัวเราะก๊ากกำนัลสารรูปดูไม่จืดของหนุ่มหล่อแต่มีอันต้องหัวเราะไม่ออกเพราะจู่ๆ
ดวงตาของรุคาว่าโชนแสงสว่างวาบ ส่วนตัวเองถูกกระชากเข้าไปด้านในอย่างแรง
ประตูปิดดังปัง
โชคดีที่แม้เมื่อสักครู่ลืมล็อกประตูบ้านแต่โยเฮช่วยล็อกแทนให้แล้ว
ไม่อย่างนั้นซากุรางิ ฮานามิจิที่ถูกจับกุมตัวไว้ทั้งคืนและไม่ได้กลับบ้านกลับช่องอาจช็อกตาตั้งถ้าเกิดดวงซวยถูกยกเค้าจนทรัพย์สินหายเกลี้ยงเข้าจริงๆ
บ่ายวันเสาร์
เลยเวลานัดหมายเกือบครึ่งชั่วโมง นอกจากของฝากจากที่โยเฮฝากเอาไว้ ซากุรางิ
ฮานามิจิตั้งใจพก ‘เซอร์ไพรส์’ มาให้เพื่อนฝูงอีกหนึ่งอย่าง
และ ‘เซอร์ไพรส์’ ที่ว่ามีพลังทำลายล้างรุนแรงมาก
“รุคาว่า คาเอเดะ เป็นแฟน”
แนะนำตัวเหมือนตอนพูดกับโยเฮเปี๊ยบ
เพื่อนฝูงพากันอ้าปากค้าง
ไม่ใช่สาวน้อยร่างเล็กผู้สดใสร่าเริงอย่างทุกที
แต่เป็นผู้ชายตัวใหญ่เบิ้มพอๆ กับซากุรางิ
เพราะตัวซากุรางิไม่ได้ฉุกใจสักนิดว่าเสื้อที่รุคาว่ายัดให้ใส่เมื่อเช้าเป็นชุดเข้าคู่
และไม่รู้สึกตัวเช่นกันว่าตัวเองปากบวม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรอยฟันอันคลุมเครือตรงหลังคอที่มองไม่เห็นตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่คนอื่นพอมองเห็นรำไรตอนคอเสื้อพะเยิบออกขณะก้มตัวลงนั่ง
ขนาดมิโตะ โยเฮรู้เรื่องอยู่แล้วยังถูกโจมตีจนพลังชีวิตตกฮวบ พรรคพวกอีก 3 คนอาการหนักกว่าอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาเจอหลักฐานคาตาย่อมไม่คิดว่าเป็นการจัดฉากล้อกันเล่น ถึงกับผลัดกันตบหน้าเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ฝัน
“ฮ่าๆๆ ตกใจล่ะซี่”
นายรู้หรือเปล่าว่าที่ตกใจกันขนาดนี้เป็นเพราะอะไรน่ะฮานามิจิ?
โนมะ ทาคามิยะ และโอคุสึประสานเสียงแข็งขันในใจ
สำหรับซากุรางิผู้เรียบง่าย
แกล้งคนสำเร็จเขาก็มีความสุขแล้ว ไม่ได้รู้สึกตัวสักนิดว่าพาคนแปลกหน้านิสัยเก็บตัวมาด้วยทำให้คนที่เหลืออึดอัด
รุคาว่าไม่พูดไม่จา ไม่มีอารมณ์ขัน ไม่มีอารมณ์ร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกันใดๆ
ทั้งสิ้น และไม่พยายามปรับตัวเข้าหาใครทั้งนั้น เจ้าตัวอาจไม่รู้สึกอะไร
แต่ทาคามิยะเป็นตัวแทนคนทนไม่ไหวกระซิบกระซาบบอกเพื่อนหัวแดงๆ
ซากุรางิกลับไม่เข้าใจอะไรเลย
“ยังไม่ทันเย็น จะกลับกันแล้วเหรอ?”
เหล่าเพื่อนบุ้ยใบ้ไปทางรุคาว่าที่นั่งกอดอกปีนสวรรค์ไปทักทายเทวดา...เห็นหมอนั่นไหม
ไว้พวกเราค่อยนัดกันใหม่คราวหลังดีกว่า
อย่างน้อยคราวนี้ถือว่าได้แนะนำตัวเห็นหน้าค่าตาแฟนนาย ไม่เสียเปล่าแล้ว
แต่ซากุรางิเข้าใจไปอีกอย่าง
“เฮ้ย รุคาว่า ตื่นเสะ เดี๋ยวฉันจะไปต่อกับเจ้าพวกนี้อีกหน่อย
ตัวทำงานกร่อยกลับไปก่อนไป๊”
รุคาว่าลืมตาตื่นอย่างงุนงง
ครั้นจับใจความได้ว่าโดนปลุกด้วยเรื่องอะไร ดวงตาเรียวยาวพลันหรี่ลง
เกิดความเงียบอันชวนให้อึดอัดนาทีเต็มๆ
“ได้ยินมั้ยเนี่ย ตื่นดียัง”
เมื่อไม่มีปฏิกริยาตอบสนอง ซากุรางิไม่ขยับแค่ปาก
ขยับมือตามด้วย แต่ตีหน้าได้แปะเดียวก็ถูกฉวยมือเอาไว้
บรรยากาศรอบตัวรุคาว่าผ่อนคลายลงเล็กน้อย หลังนิ่งเงียบอีกสักพัก
อีกฝ่ายตอบเอื่อยเฉื่อยว่า “เสร็จแล้วมาหาฉันด้วย”
ซากุรางิต่อต้านตามความเคยชิน “ทำไมต้องทำงั้นมิทราบ?”
“…”
“เออๆ ก็ได้”
ดวงตาอีก 4 คู่มองกันไปมา
จากประสบการณ์ในฐานะอดีตเด็กเกเร
แม้จะดูเงียบๆ เหมือนนักเรียนตัวอย่าง รุคาว่า
คาเอเดะมีลักษณะบางประการบ่งบอกว่าเป็นพวก ‘เอาเรื่อง’
ที่รับมือได้ยาก การเห็นเขาผละออกไปโดยไม่หืออือต่อล้อต่อเถียงค่อนข้างสร้างความประหลาดใจแก่คนที่เหลือ
คิดในใจว่ามองคนผิดไปสินะ
อย่างไรก็ตาม พอรุคาว่าไม่อยู่บรรยากาศก็ดีขึ้นตามคาด
สามารถพูดคุยกันได้อย่างผ่อนคลาย
โยเฮที่ยังล้าสะสมจากทริปทางไกลเองก็รู้สึกหายใจหายคอสะดวกขึ้น
แต่เพราะคำนึงถึงเขาที่ยังต้องการการพักผ่อนก่อนกลับไปทำงานวันจันทร์
ทุกคนจึงแยกย้ายกันหลังทานมื้อค่ำ
ซากุรางิถึงหน้าบ้านรุคาว่าตอนสองทุ่มเศษๆ
เมื่อวานในที่สุดก็ได้แลกแชทกับเบอร์โทรศัพท์หลังโอ้เอ้ชักช้ามานาน
แต่ดูเหมือนรุคาว่าจะอยากเจอตัวเป็นๆ มากกว่าข้อความหรือเสียงถึงต้องเสนอหน้ามาถึงที่
“แกเล่นบาสจนถึงเมื่อกี้เรอะ”
ยืนรอหน้าประตูสักพักชายหนุ่มผมดำค่อยปรากฏตัวพร้อมลูกบาสเกตบอสสีส้มแดง
รุคาว่ารูปซิปเสื้อวอร์มถึงใต้คาง ยกฮู้ดคลุมหัว
ใบหน้าใต้เงาเสื้อตัวใหญ่เห็นเหงื่อไหลซ่กราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จ
ตอนโทรศัพท์ไปหาเมื่อสักครู่ก็ว่าเสียงหายใจถี่พิกล
แป้นบาสจุดที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงสวนสาธารณะ
ไม่มีสนามเป็นกิจจะลักษณะ ซากุรางิเคยเดินผ่านหลายครั้งแทบไม่เห็นคนใช้งาน
ดูเหมือนรุคาว่าจะยึดสถานที่ใช้อยู่คนเดียว อยากเล่นบาสเมื่อไหร่ก็หิ้วลูกบาสไปได้เลย
“ข้าวเย็นล่ะ”
นอกจากลูกบาส
รุคาว่าไม่ได้ถืออะไรมาอีก พวกเขาออกไปข้างนอกพร้อมกันช่วงบ่าย
จากนั้นซากุรางิไล่ตะเพิดรุคาว่าที่ทำบรรยากาศกร่อยออกมาก่อน คิดว่าตัวรุคาว่าน่าจะตรงกลับมาเอาลูกบาสออกไปเล่น
ไม่น่าจะทำมื้อเย็นทิ้งไว้ และน่าจะยังไม่ได้กินอะไรมาจากข้างนอกเช่นกัน
“อือ”
หมายความว่ายังไงล่ะน่ะ
ซากุรางิเดินตามหลังเข้ามาในบ้าน
ตอนที่เจ้าของบ้านอาบน้ำ
ตัวเองถือวิสาสะเปิดตู้เย็นและค้นหาอะไรก็ตามที่น่าจะเป็นมื้ออาหารได้
แต่แล้วก็ต้องนั่งยองถอนหายใจ...คงไม่ได้กะจะกินแค่นมกล่องใช่มั้ยเนี่ย?
พอรุคาว่าเปิดประตูเดินออกมาจากห้องน้ำคนในห้องก็หายไปแล้ว
ทิ้งไว้แต่เสียงหม้อหุงข้าวกำลังทำงาน
“ไอ้โง่นั่น…”
เสียงออดดังขึ้นขัดจังหวะ
ใบหน้ามืดครึ้มของรุคาว่าดีขึ้นทันใด
พอออกไปเปิดประตูก็พบว่าเป็นซากุรางิจริงๆ เจ้าตัวถือถ้วยใส่แกงกะหรี่ บอกว่าเป็นแกงที่ทำทิ้งไว้แล้วยังเหลืออยู่
เพิ่งเสียเหงื่อมาขนาดนั้น ถมกระเพาะให้เป็นเรื่องเป็นราวหน่อยจะดีกว่า
นมกล่องกินไม่อิ่มหรอก
“ว่าแต่แกล้างผมไม่สะอาดเหรอ
แชมพูกลิ่นฟุ้งออกมาตั้งขนาดนี้” ขณะสลัดรองเท้าเพื่อเข้าบ้านอีกครั้ง ปีกจมูกของซากุรางิขยับสูดกลิ่นฟุดฟิด
รุคาว่าชะงัก “เหม็นเหรอ”
“ไม่เกี่ยวกับเหม็นไม่เหม็น
แต่ล้างให้สะอาดมันเป็นเรื่องที่ต้องทำไม่ใช่เหรอ”
ด้วยไม่รู้ว่าการล้างผมไม่สะอาดจะก่อให้เกิดผลอะไรตามมา ซากุรางิอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย
ไม่รู้ควรพูดอย่างไรดี
รุคาว่าบอกว่าตนล้างผมสะอาดดี
น่าจะเพราะจมูกไม่คุ้นกลิ่นใหม่ถึงได้ไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ
คนฟังร้องอ้อคำหนึ่ง
คิดว่าจบเรื่องกลิ่นแชมพูแล้ว ทว่าระหว่างหยิบถ้วยชามออกมาจากตู้ จู่ๆ รุคาว่าก็วกกลับมาถามว่า
“ไม่ชอบเหรอ”
ซากุรางิตอบโดยที่ยังก้มหน้าก้มตาจดจ่อดูโทรศัพท์
“ที่จริงมันก็หอมดี”
“อืม”
ความเงียบแผ่เข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง
หม้อหุงข้าวขนาด 1 ลิตรส่งเสียงเตือนทำลายบรรยากาศว่าทำงานเสร็จ
รุคาว่าที่ยืนอยู่ตรงนั้นและหันแผ่นหลังให้เอี้ยวใบหน้ากลับมาพร้อมยิงคำถามกะทันหันระลอกสอง
“อยู่กับเพื่อนสนุกไหม”
“หือ? สนุกสิ!”
“อืม” ใบหน้าที่เอี้ยวมาหันกลับไป
รู้สึกอย่างกับเห็นรุคาว่ายิ้มนิดๆ
แต่ไม่กล้ารับประกัน
เพราะเมื่อกี้ตอบแบบกระตือรือร้นไปหน่อย
ซากุรางิรู้สึกผิดทีหลังเล็กๆ ราวกับทิ้งรุคาว่าเพื่อไปสนุกสนานตามลำพัง
ช่วงนี้พวกเขาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขขึ้นมาก
ต่อให้ความเห็นไม่ลงรอยกันหลายเรื่องแต่ไม่ได้ใช้อารมณ์หรือกำลังเข้าใส่มากเท่าแต่ก่อน
ทิ้งหมอนี่ไว้คนเดียว ออกจะขาดความละเอียดอ่อนไปไม่น้อยเลย
ดวงตาสีน้ำตาลหลุบมองหน้าจอโทรศัพท์
หลังเสร็จสิ้นการต่อสู้ในใจกับศักดิ์ศรีนานปี ที่สุดแล้วซากุรางิกัดฟันเอ่ยออกมาอย่างยากเย็นว่า
“มหาลัย Z มีสนามกีฬาอเนกประสงค์ให้คนนอกเข้าไปใช้ได้
พรุ่งนี้ฉันไปเล่นบาสเป็นเพื่อนดีมั้ย?”
ยังต้องรอข้าวระอุถึงก้นหม้อ
รุคาว่าผินตัวกลับมาก่อน ตอนที่ได้ยินคำถามถึงกับเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
ขณะที่ซากุรางิตบหน้าตัวเองพร้อมก่นด่าในใจว่าไม่น่าถามออกไปเลย
ชายหนุ่มผมดำกลับมาเหนือเมฆด้วยการถามกลับว่า
“ปกติเขาไปเดทกันที่โรงหนังไม่ใช่เหรอ?”
ซากุรางิที่ไม่ได้คิดเรื่องเดท “???”
หมายความว่าไม่อยากเล่นบาสติดๆ
กันหรือเปล่านะ?
วันทำงานมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก
ซากุรางิที่มักใช้เวลาเที่ยวเล่นกินดื่มกับเพื่อนฝูงเต็มคราบในวันหยุดเพื่อชดเชยถึงได้คิดว่ารุคาว่าจะเป็นพวกหมกมุ่นกับเรื่องที่ตัวเองชอบเต็มที่เหมือนตน
ในกรณีของซากุรางิ ช่วงที่เขาอินกับอะไรจัดๆ จะสามารถหมกมุ่นกับสิ่งนั้นได้แบบไม่มีเบื่อ
อย่าว่าแต่ทุ่มเทเวลาสองวันติดทำกิจกรรมเพียงอย่างเดียวเลย เวลามากกว่านั้นเขาก็ให้ได้
หลงคิดว่าเจ้าหมอนี่ที่บ้าบาสจะตะบี้ตะบันเล่นบาสได้ต่อเนื่องซะอีก
จะว่าไปรุคาว่าก็พูดเรื่องบาสแดงอะไรสักอย่างอยู่
สงสัยจะอยากดูหนังเรื่องนี้มาก ซากุรางิไม่รู้เนื้อหาหนังเรื่องดังกล่าว
เขาคิดในใจว่า...เอาเถอะ ไม่สนุกก็ถือว่าไปเปลี่ยนที่งีบเอาแล้วกัน
“ไปดูหนังก็ได้”
“งั้นไปดูหนังก่อนค่อยไปสนามกีฬา”
สรุปไปสนามกีฬาด้วยหรอกเรอะ...
แม้ค่อนแคะในใจแต่ซากุรางิไม่ได้ปฏิเสธคำชวน
อย่างไรก็ตาม เขาที่นั่งผ่อนคลายจนถึงเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ขนลุกซู่อย่างไม่ทราบที่มาตั้งแต่ตาตุ่มยันหนังศีรษะ
อะไรน่ะ...
เกิดรู้สึกว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้ต่อ
“ฉันกลับเลยแล้วกัน
กินเสร็จแล้วค่อยล้างถ้วยมาคืน”
บรรยากาศระหว่างคนสองคนดีแปลกๆ ไม่มีอะไรผิดปกติเลย
กระนั้นแรงกระตุ้นลึกลับบางอย่างบอกว่าจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ รีบกลับบ้านตัวเองดีที่สุด
บางทีอาจเป็นเพราะรุคาว่าสะอาดเรี่ยมเร้ไปทั้งตัวแต่ตัวเองยังมีกลิ่นเหงื่อจางๆ
ถึงรู้สึกลุกลี้ลุกลน
รุคาว่ามองคนข้างตัวลูบแขนขึ้นลงดั่งหนาวสั่น
พอลาเสร็จก็ลุกพรวดราวกับจะหลบหนี จังหวะที่เห็นอีกฝ่ายใช้หลังมือถูโหนกแก้ม มือของตนเหยียดออกไปเองโดยไม่ทันคิด
ตอนที่สำนึกได้ว่าควรบอกล่วงหน้าก็จูบไปซะแล้ว
ซากุรางิที่โดนล็อกคอกะทันหันเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ดันศีรษะจอมลวนลามออกไป
ทั้งอายทั้งฉุนเฉียว “ก็บอกว่า...!”
“จูบใหม่ได้หรือยัง”
โดนแย่งเนื้อออกจากปากก่อนกินอิ่มรุคาว่ายอมรับไม่ได้ เขาเลื่อนมือมาคลึงติ่งหูแดงก่ำ
เมื่อวานกัดหลังคอไว้จนเป็นรอย แต่หูแดงๆ นี่ก็น่าหมั่นเขี้ยวเหมือนกัน
สันหลังซากุรางิหนาวเยือก
นิ้วที่ไล้ผ่านกกหูเหมือนกำลังร่ายคำสาป สงสัยร่างกายเริ่มบ่มเพาะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากรุคาว่าเมื่อกี้ถึงได้รู้สึกว่าต้องถอยไปตั้งหลัก
ซากุรางิปัดมือที่ซีดเซียวกว่าตนทิ้งแล้วตะปบมือปกป้องหูตัวเอง “พอแล้ว
แกเพิ่งอาบน้ำไม่ใช่เรอะ เดี๋ยวก็ติดกลิ่นหรอก ถอยไปเลย ชิ่วๆ”
“ฉันไม่มีปัญหาแล้วแกจะมีปัญหาทำไม”
รุคาว่าพยายามแย่งสิทธิ์ในการคลึงหูเล่นกลับคืน พอแย่งไม่สำเร็จจึงเบนสายตาขุ่นเคืองไปดูหน้าคนขี้งก
ทว่าพอเห็นหน้าแดงเถือกก็เผลอดึงมาจูบอีก
ผลคือถูกหน้าผากแข็งโป๊กโขกลงมาเต็มเหนี่ยว
“เมื่อวานยังไม่พออีกเรอะ!”
“หนีไปอยู่กับชายชู้มาทั้งวันแท้ๆ...”
“ถึงจะทำเป็นกระซิบแต่ท่านอัจฉริยะได้ยินนะเฟ้ย!”
ช่วงหลายวันมานี้
จะด้วยสถานะความสัมพันธ์เปลี่ยนไปหรืออะไรไม่ทราบ ซากุรางิรู้สึกได้ว่ารุคาว่าที่พร้อมชนกับตัวเองทุกเรื่องยอมอ่อนข้อให้ไม่น้อย
นั่นเป็นสาเหตุให้การต่อล้อต่อเถียงลดน้อยลง
กระนั้นก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่ลดราวาศอกให้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องที่อยากกอดจูบเมื่อไหร่เป็นต้องจู่โจ่มตามใจชอบ
และไม่ยอมหยุดง่ายๆ จนกว่าจะพอใจ
หากต้องตะลุมบอนงัดข้อกันตรงๆ ซากุรางิมั่นใจในพละกำลังและทักษะการวิวาทตัวเองมาก
แต่ช่วงนี้พานอยากถอยหนีมากกว่าปะทะกันเสียอย่างนั้น จะว่าไปก็เป็นสัญญาณอันตราย อัจฉริยะผู้เหี้ยมหาญไม่ควรใช้วิธีหลบเลี่ยงสิ
พวกเขายังเป็นมือใหม่ด้านความรักทั้งคู่
ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกมากน้อยแค่ไหนในการปรับตัวหาจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกัน พอนึกถึงอนาคตแล้วช่างชวนให้ทดท้อใจ
ซากุรางิ ฮานามิจิผู้ไม่อยากหลบหนีแต่ก็ไม่อยากเป็นตุ๊กตามีชีวิตให้ใครบางคนฟัดเล่นตามใจชอบกลั้นใจเสยผมหน้าสีดำแล้วจุ๊บหน้าผากเร็วๆ
หนึ่งทีเป็นการประนีประนอม
“วันนี้พอก่อนน่า แกเองก็รีบกินข้าวเถอะ
เริ่มดึกเกินจะเป็นมื้อค่ำแล้ว”
“...”
โอ้ หยุดแล้ว...
แทนที่จะหนี ต้องเป็นฝ่ายโจมตีบ้างถึงจะได้เรื่องสินะ
เฮ้ย เรามันอัจฉริยะ!
แต่แล้วอัจฉริยะก็โดนผลักให้ล้มตัวลงนอนกับพื้นแล้วถูกกระหน่ำจูบอีกห้านาทีถึงถูกปล่อยตัวกลับบ้าน
หนทางการมีความรักอันสูงชันคล้ายจะยาวไกลเป็นพิเศษเมื่ออีกฝ่ายเป็นจิ้งจอกเอาแต่ใจ
อัจฉริยะ ซากุรางิ ฮานามิจิยังคงต้องเรียนรู้อีกมาก
Talk
ความจริงแล้วฮานามิจิยังเหลือเศษใจอยู่เล็กๆ
ประมาณชัง 9 ส่วน รัก 1 ส่วน สถานการณ์ตอนนี้ก็ถือได้ว่าโดนตีขลุมอย่างที่โยเฮคิดนั่นแหละค่ะ
นายคนนั้นต้องตั้งใจเป็นฝ่ายจีบดีๆ นะ
พาร์ทเสริมเป็นเรื่องจากมุมรุคาว่า
ไอหมอนี่มันมโนเก่งชะมัดยาด มองอะไรในแง่ดีเกิ๊น ทำไมทึกทักเอาเองเก่งจังอะ เดี๋ยวลองดูก่อน
ไม่รู้ว่าจะออกมาแนวไหนนะคะ แต่คงสั้นๆ พอให้รู้ว่าไอหมอนี่มันมั่นมาก 55555555
No comments:
Post a Comment