Fanfic Slam Dunk
ดาบนั้นคืนสนอง
Part II
Pairing: Rukawa Kaede x
Sakuragi Hanamichi
Rating: SFW
ความน่าเศร้าของผู้ใหญ่คือมีเรื่องหนักใจก็ต้องหอบสังขารไปทำงาน
เพราะชีวิตขับเคลื่อนด้วยเงิน
เมื่อไม่ทำงานย่อมไม่ได้เงิน แม้ซากุรางิเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวันลาพักร้อนประจำปี
แต่เขาไม่อยากสิ้นเปลืองวันลาจากสาเหตุเล็กจ้อยอย่างการ ‘ไม่อยากเจอหน้าใครบางคน’ นอกจากเป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ไม่คุ้มเสียยังดูเป็นพวกหนีปัญหาอีกต่างหาก
ไม่เท่สักนิด
อีกอย่าง ไม่แน่ว่า ’ใครบางคน’ อาจไม่ได้คิดอะไรอยู่เลย ซากุรางิไม่อยากเป็นบ้าเป็นบออยู่ฝ่ายเดียว
สภาพแบบนั้นน่าสมเพชมาก เมื่อวันจันทร์เวียนมาถึง เขาจึงมาทำงานตามปกติ
ทำเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ
“…”
แต่ทิวทัศน์เช้าวันนี้ผิดเพี้ยนไป
หน้าออฟฟิศของแผนกคลังสินค้าที่แยกออกมาจากออฟฟิศหลักมีสิ่งแปลกปลอมจากชีวิตประจำวันปกติของซากุรางิ
โซนที่นั่งสำหรับผู้ติดต่อภายนอกปรากฏพนักงานโชโฮคุตัวสูงขายาวนั่งกอดอก
ไม่รู้รุคาว่า คาเอเดะอยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้ว น่าแปลกที่ไม่ได้หลับคร่อกๆ
ขณะชั่งใจว่าควรขว้างกระเป๋าเป้ใส่หน้าขาวๆ นั่นแล้วโกหกว่ามีแมลงสาบดีหรือไม่
ฝ่ายตรงข้ามชิงลงมือเร็วกว่าก้าวหนึ่ง
“มานี่”
“...”
เอาไว้ไม่ได้ละไอ้กร๊วกนี่
จนถึงเมื่อสักครู่
ซากุรางิยังคิดจะเข้าไปนั่งรอเวลาเริ่มงานในออฟฟิศตามปกติ พอได้ยินแบบนี้
เขาเปลี่ยนใจทันที
ความรู้สึกอยากซัดให้หมอบยังคงอยู่
แต่ในบริษัทไม่ใช่เวลาและสถานที่อันเหมาะสม
ครั้นจะประนีประนอมด้วยการเดินไปหาที่แกร่วรอที่อื่นคงไม่แคล้วโดนหาว่าหนี
ทว่าเดินเข้าไปหาก็เหมือนทำตามคำสั่งอีก...
งั้นยืนรอมันตรงนี้แหละ
เหลือเวลาอีกสิบนาทีนิดๆ จะได้เวลาเริ่มงาน
รุคาว่าต้องกลับออฟฟิศตัวเองอยู่แล้ว
ซากุรางิไม่มีปัญหากับการยืนรอในช่วงระยะสั้นๆ
“อะไร คู่รักทะเลาะกันเหรอ ดีๆ กันไว้หน่อยสิ”
เนื่องจากไม่ใช่สถานที่ปลอดคน
อีกทั้งบรรยากาศระหว่างสองหนุ่มยังคุกรุ่นจนแทบจะมองเห็นกระแสไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบด้วยตาเปล่า
เดี๋ยวเดียวก็มีเพื่อนร่วมงานที่ผ่านไปมาทำใจกล้าเข้ามาหยอกเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ
ซากุรางิเตะข้อพับเข่าคนปากมอมไม่หนักไม่เบาทันควัน
“ไม่ใช่คู่รัก!”
“อ้าว แต่...จ้าๆ รู้แล้ว...บอกว่ารู้แล้วไง! เอาเท้าลงได้แล้วน่า!”
“ฮึ!”
พอส้นรองเท้าเหยียบลงบนพื้นอีกครั้ง ซากุรางิเปิดปากเตรียมพูดจาวางโตสักคำสองคำทว่ามีมือเหล็กกล้าขัดจังหวะด้วยการจับหมับเข้าที่บ่าจากด้านหลัง
ตกใจจนสำลักน้ำลาย
เงามืดโรยตัวทาบทับลงมาจนปกคลุมทั่วทั้งตัว
คนที่ตัวสูงใหญ่กว่าตนและมีกำลังมือขนาดแทบจะหักบ่าคนได้ในครั้งเดียว...คิดไปคิดมาเหมือนจะเหลือแต่ท่านหัวหน้าลิง
ซากุรางิไม่ได้หันไปมอง สันหลังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจจากผู้มาใหม่ “กอริ...”
ท้องผูกตอนเช้าเหรอ?
“เลิก รัง แก คน อื่น”
อ้อ เรื่องนี้เอง...
อาคางิ ทาเคโนริเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างว่องไว
เอ่ยโดยที่ยังจับไหล่ลูกน้องตัวดีว่า “จะได้เวลางานแล้ว เรื่องส่วนตัวเอาไว้คุยนอกเวลางานทีหลัง”
รุคาว่าที่มาดักรอคนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า “...”
นับจากวันศุกร์ต้นเรื่องจนถึงวันจันทร์ เวลาล่วงเลยมาแล้วหลายวัน
การที่รั้งรอมาจนถึงวันทำงานค่อยดักรอเป็นเพราะอะไร
แม้แต่ซากุรางิยังคาดเดาคำตอบได้ง่ายดาย เขาไม่มีเรื่องจะเสวนากับรุคาว่าจึงไม่หาทางติดต่อไปเป็นเรื่องปกติ
ทว่าหมอนั่นต้องรอเจอหน้ากันตรงๆ ก็เพราะไม่มีช่องทางติดต่อซากุรางินั่นเอง
ซากุรางิไม่แน่ใจว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมารุคาว่าโฉบมาหาตนที่ห้องบ้างหรือไม่เนื่องจากเขาออกไปข้างนอกทุกวัน
“ตอนเย็นอย่าหนีล่ะ” จังหวะที่ไหล่เฉียดผ่านกัน
รุคาว่าซึ่งยอมรามือและกำลังจะเดินกลับออฟฟิศเอ่ยลอยๆ
อีกฝ่ายไม่มอง ซากุรางิก็ไม่หันกลับไปมอง “เหอะ
ฉันจำเป็นต้องว่างตามแกตลอดหรือไง”
“…”
“...”
ฟุ่บ
มือข้างที่ถนัดของทั้งสองฝ่ายพร้อมใจกระชากคอเสื้ออีกคน
หน้าผากแทบกระแทกกันรอมร่อ ซากุรางิ ฮานามิจิกำหมัดจนเส้นเลือดปูด
ถลึงตาใส่จนจะหลุดออกจากเบ้า “ปากดีนักไอ้เวร
อาจหาญมาชี้นิ้วสั่งท่านอัจฉริยะคนนี้
สงสัยเลือดในหัวจะเยอะเกินไปจนไม่มีปัญญาใช้สมองคิดสินะ หา? ให้สงเคราะห์ช่วยเจาะออกมาสักหน่อยมั้ย?”
“คนที่เอาแต่หนีมันแกต่างหาก”
เทียบกับทางฝ่ายแดงที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมอาละวาด
ฝ่ายดำที่ตอนแรกเหนี่ยวคอเสื้อคู่กรณีเต็มแรงค่อยๆ ใจเย็นลงทีละนิด
เหลือแรงจับยึดคอเสื้อเพียงหลวมๆ สิ่งที่เข้ามาแทนที่ความไม่สบอารมณ์ในแววตาของรุคาว่ากลายเป็นสับสนเจือไม่แน่ใจ
ดวงตาสีดำมองเครื่องหน้าซึ่งอยู่ชิดจนปลายจมูกปัดผ่านกัน ผมสั้นๆ
สีแดงระลงบนผมหน้าของตน...อึดใจหนึ่งค่อยเอ่ยต่อว่า “แก...คิดจะจูบฉันอีกงั้นเหรอ?
ต่อหน้าคนอื่น?”
“วะ…”
ว่าไงน้าาาาา!!
เสียงกรีดร้องในอกหวิดเล็ดรอดออกมาจากปาก
ไม่เพียงซากุรางิที่สติหลุด
พนักงานจำนวนหยิบมือซึ่งอยู่ไม่ไกลและกางหูเป็นกระด้งสนองความอยากรู้อยากเห็นต่างก็ตกใจจนทำกรามหล่นกระแทกพื้น
ใครจะคิดว่าตั้งท่าพร้อมวางมวยอยู่ดีๆ รุคาว่าจะพูดอะไรสุดโต่งในอีกแง่ออกมา
สุ้มเสียงหยั่งเชิงนั่น...สีหน้านั่น...
รุคาว่าคล้ายจะคิดอย่างนั้นจริงๆ
กระทั่งอาคางิที่กำลังจะห้ามมวยรอบสองยังช็อกค้างขวัญบิน
ยืนทื่อดั่งถูกสาปให้ขยับตัวไม่ได้
รุคาว่ากับซากุรางิญาติดีกันไม่ได้มาตลอดไม่ใช่รึ?
ไม่ว่าใครก็ไม่คิดว่าทั้งคู่จะมีความสัมพันธ์ซ่อนเร้นในลักษณะนี้...รุคาว่าใช้คำว่า ‘อีก’ เสียด้วย แสดงว่า...
ไปดีกันตั้งแต่ตอนไหน? หรือจะตั้งแต่แรก?
เอ่อ แบบนี้เข้าไปห้ามทัพจะเหมาะหรือเปล่า...
ท่ามกลางเหล่าผู้คนที่ละล้าละลังทำตัวไม่ถูก
ชายคนหนึ่งซึ่งทนต่อการตกเป็นเป้าสายตาใคร่รู้ไม่ไหวพลันระเบิดตูม
“ไอ้ #$%!&*$%(@!!!”
ปั้ก!
แม้เคยใช้กำลังใส่กันมาหลายครั้ง
ไม่มีครั้งไหนที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ จะด้วยประมาทเลินเล่อก็ดี
หรือเพราะอะดรีนาลีนของซากุรางิพลุ่งพล่านก็ดี
นี่เป็นหนแรกที่รุคาว่าถูกจับโขกหัวแล้วน็อกในครั้งเดียว
รุคาว่า คาเอเดะรู้สึกตัวภายในเวลาไม่นาน เขายังมึนเบลอเล็กน้อย
ช่วงไม่กี่วันมานี้ศีรษะถูกกระทบกระเทือนอย่างแรงหลายรอบจนชักน่าห่วงว่าสมองเสียหายไปบ้างหรือเปล่า
“อ๊ะ ตื่นแล้ว” โคงุเระ คิมิโนบุชะโงกหน้าออกมามองจากโต๊ะทำงานตัวเอง
ไม่กี่นาทีก่อนอาคางิใช้สายในโทรมาบอกว่ามีอุบัติเหตุนิดหน่อยรุคาว่าเลยหมดสติไป
คิดว่าอีกเดี๋ยวคงฟื้น จะให้ซากุรางิพาไปส่งที่แผนก
ฝากดูแลต่อด้วย...หลังจากนั้นก็ขอโทษขอโพยยกใหญ่
ชายหนุ่มผมแดงแปร๊ดมาถึงหลังวางสายไม่นาน แผนก R&D โซนห้องแลบมีม้านั่งตัวยาวให้นอนยืดขาได้
หลังนำรุคาว่ามาทิ้งไว้ตรงนี้ตามที่โคงุเระบอก พลเมืองดี (?) ก็ใส่เกียร์เผ่นเหมือนกำลังหนีแก๊งทวงหนี้นอกระบบ
นับจากตอนวางสายอาคางิจนส่งคนสำเร็จ ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาทีด้วยซ้ำ
เห็นทีอุบัติเหตุนิดหน่อยคงมีชื่อว่าซากุรางิ ฮานามิจิ…โคงุเระนึกในใจทว่าไม่ได้ออกความเห็นอะไรเป็นพิเศษ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สองคนนี้ทะเลาะกัน
ต่อให้เป็นครั้งแรกที่ลูกน้องตัวเองแพ้น็อกถึงขั้นต้องให้คู่ปรับสะพายขึ้นหลังพามาส่งก็ตาม
โคงุเระผละออกจากโน้ตบุค ลุกมาสังเกตสีหน้าคนสักหน่อย “เป็นไงบ้าง
ยังปกติดีอยู่ใช่ไหม ถ้าไม่ไหวก็ลาครึ่งวันได้นะ”
รุคาว่าหย่อนขาลงนั่งพลางคลึงขมับ
ลูบมาถึงหน้าผากค่อยพบว่าหัวโนนิดๆ “ไม่เป็นไรครับ”
หางตาเห็นนาฬิกาแขวนบนผนังระบุเวลาว่าเริ่มงานมาแล้วเกือบยี่สิบนาที
โต๊ะทำงานของตนที่อยู่นอกห้องแลบโล่งโจ้งเพราะเจ้าของโต๊ะพลาดท่าเสียทีครั้งประวัติศาสตร์
รุคาว่าสะบัดหัว ตั้งใจจะไปทำงาน
ตอนนั้นนิ้วที่กำลังยันตัวลุกขึ้นยืนเกี่ยวเสื้อแจคเกตตกพื้น
เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าไอ้ก้อนขยุกขยุยที่ตนหนุนต่างหมอนคือเสื้อที่ขยำกองไว้ลวกๆ
เห็นสายตาของรุคาว่าที่มองเสื้อตัวนั้นแน่นิ่ง
โคงุเระไขข้อข้องใจให้อย่างเอื้อเฟื้อ “ซากุรางิเป็นคนมาส่งนายน่ะ
อย่าลืมเอาเสื้อไปคืนเขาด้วยล่ะ”
เดินขึ้นชั้น 2 ไม่ลำบากยากเย็นอะไร
ทว่าระยะทางจากแผนกคลังสินค้าขึ้นมาถึง R&D แม้ไม่ถือว่าไกล
แต่การต้องแบกผู้ชายตัวโตๆ ด้วยก็ไม่สบายอยู่ดี
โคงุเระเห็นรุคาว่าพับเสื้อแจคเกตสีแดงเลือดหมูอย่างเรียบร้อยบรรจง
ระหว่างผลักประตูเดินเข้าโซนออฟฟิศจึงแสดงความเห็นออกมาคำหนึ่ง
“สนิทกับซากุรางิได้ก็ดีแล้ว”
รุคาว่าตอบรับเรียบง่าย “ก็เป็นแฟนนี่ครับ”
“เอ๊ะ...?”
แฟนเหรอ?
ถึงคราวแผนก R&D งงเป็นไก่ตาแตกบ้างแล้ว
เมื่อเช้าคู่ปรับดำแดงปะทะคารมกันหน้าออฟฟิศแผนกคลังสินค้าก่อนเวลาเริ่มงานจึงมีสักขีพยานไม่มาก
ในทางกลับกัน ภายในออฟฟิศเวลาทำงานมีพนักงานนั่งสลอนเรียงรายเต็มไปหมด
สีหน้าหลายคนที่ได้ยินจึงน่าดูชม
รุคาว่าที่ปกติไม่หืออือตอบสนองอะไรเท่าใด
วันนี้กลับทำตัวเหมือนกินยาผิดขนานด้วยการพูดจาราวกับ...อวดแฟนเนี่ยนะ?
แถมคนที่ถูกพาดพิงยังเป็นซากุรางิ ฮานามิจิ
เจ้าหัวแดงตัวปัญหาอีกแน่ะ
สองคนนี้ไม่ใช่ว่าโดนสถานการณ์กลั่นแกล้งถึงได้ตกกระไดพลอยโจรเป็นแฟนตามเกมลงโทษรึไง?
สายตาคู่นั้นคู่นี้ในแผนก R&D สลับประสานกันไปมา...ฉันได้ยินอะไรผิดหรือเปล่า?
พวกเราน่าจะได้ยินไม่ผิด แต่ไอ้หน้าหล่อนั่นใช่รุคาว่าจริงๆ
หรือเปล่าต่างหาก? จะบอกว่ามีคนสวมรอยเหรอคะ? ผมว่าผีร้ายเข้าสิงมากกว่ามั้ง? ไม่ใช่ว่าหมอนี่เพิ่งหัวฟาดอะไรสักอย่างมาไม่ใช่เหรอ
ฉันว่าแค่สมองกระทบกระเทือน!
ปริมาณข้อมูลมหาศาลถูกส่งผ่านทางเทลาพาธีเพราะไม่มีใครกล้าอ้าปากพูดกับรุคาว่าโดยตรง
เจ้าคนโยนระเบิดเองก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน
ไม่แยแสสายตาเหมือนคนกินของแสลงเข้าไปรอบๆ ตัวเลยสักนิด
และแล้ววันนั้นห้องแชทของพนักงานโชโฮคุก็มีประเด็นร้อนระอุวิ่งว่อนทั้งในแชทเดี่ยวและแชทกลุ่ม
ต่อให้นินทาลับหลังเรื่องก็ยังเล็ดรอดไปถึงเจ้าตัววันยังค่ำ
ออดช่วงพักกลางวันเพิ่งดัง ซากุรางิ ฮานามิจิซึ่งได้ยินข่าวเรื่อง ‘รุคาว่ากินยาผิดสำแดง’ ปรากฏตัวที่แผนก R&D โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานเป็นครั้งแรก
เงาแค้นบนแผ่นหลังเข้มข้นรุนแรงจนเกือบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
โคงุเระถอดแว่นตาออกมาเช็ดแล้วเช็ดอีกกระทั่งแน่ใจว่าไม่เห็นไอดำด้านหลังซากุรางิจริงๆ
“รุคาว่า มานี่ดิ๊”
ซากุรางิเดือดเนื้อร้อนใจจนรอเลิกงานไม่ไหวถึงได้พุ่งมาหาหนามยอกอกถึงที่
เขาหยุดอยู่ตรงพาทิชัน กระดิกนิ้วชี้กวักเข้าหาตัว ไม่ยอมก้าวข้ามไปอีกฝั่งราวกับถูกกั้นด้วยปราการที่มองไม่เห็น
จากสีหน้าอาฆาตแค้นเต็มเปี่ยม
ผู้พบเห็นเกิดอุปาทานไปเองว่าด้านหลังพาทิชันที่พวกตนนั่งอยู่เป็นอาณาเขตที่ได้รับการคุ้มครองทำให้ผีร้ายกล้ำกรายไม่ได้...
รุคาว่าเขม้นมองนิ้วชี้อันโอหังนั่น
ขมวดคิ้วยอกย้อนว่า “ฉันจำเป็นต้องว่างตามแกตลอดหรือไง”
เจอคำพูดตัวเองตอกใส่หน้า ซากุรางิหน้าดำเป็นก้นหม้อ
หงุดหงิดรำคาญใจกว่าเดิมเป็นเท่าตัว อีกนิดจะกระทืบเท้าเต้นผาง
“ไม่ใช่ว่าแกมีเรื่องต้องมาคุกเข่าขอขมาท่านอัจฉริยะคนนี้รึไงหา? มีอะไรก็รีบพูดมาสิเว้ย!”
“ตรงนี้?”
“ไม่ใช่ตรงนี้!” ปากตอบปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารุคาว่าอยากทำหรืออยากพูดอะไร แต่เพื่อความปลอดภัย
พวกเขาไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่ใครก็ตามสามารถสอดส่ายสายตามองมาอย่างจับผิดได้
ภาษากายและสีหน้าบอกชัดทุกอย่างเกินไป
รุคาว่ากวาดตามองจากหัวจดเท้า จากเท้าจดหัว หลังนิ่งเงียบไปแวบหนึ่ง ประกายบางอย่างเต้นระริกในดวงตา
มุมปากเองก็ขยับเปลี่ยนองศา “หืม?”
ซากุรางิมองเห็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
ความดันพุ่งปรี๊ด
ไม่ทงไม่ทนแล้วโว้ย!
“ฉัน จะ ไป กระ ชาก คอ แก ออก มา เดี๋ยว นี้ แหละ”
พอคนหัวร้อนพับแขนเสื้อพาตัวเองก้าวข้ามปราการที่มองไม่เห็น
พลเมืองดีผู้รักสงบและต่อต้านความรุนแรงกรูกันเข้าไปล็อกแขนขา
ปลอบไปร้องไปว่าใจเย็นก่อนซากุรางิ อย่าใช้กำลังเลยซากุรางิ
ระวังจะโดนลงโทษทางวินัยนะซากุรางิ มีแต่เสียงเรียกซากุรางิๆๆๆ
ผู้เป็นคนจากแผนกอื่นดังเอคโค่
รุคาว่าไม่นำอากัปกริยาฟิวส์ขาดเหล่านั้นมาใส่ใจ
เขาเก็บสายตากลับคืน กล้ามเนื้อใบหน้ากลับสู่สภาพไม่ทุกข์ร้อน
ตอบอย่างเกียจคร้านเย็นใจเสียเหลือเกินว่า “ไว้ว่ากันตอนเย็น”
“ยังจะมาตอนเย็นอะไรอีก แกนะแก๊!”
ต่อให้มีเสียงพูดโน้มน้าวข้างหูมากมาย
เสียงของรุคาว่าที่ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงพูดปกติยังลอยเข้าหูซากุรางิชัดเจน
หากความฉุนเฉียวของเขาทำให้พ่นไฟออกมาจากปากได้ อย่าว่าแต่อาคารหลังนี้เลย
แม้แต่อาคารข้างๆ ก็ราพณาสูรไปหมดแล้ว “ยังจะมาเปิดข้าวกล่องหน้าตาเฉยอีก
รุคาว่า...!”
“ซากุรางิคุง”
“...”
แขนขาที่เหวี่ยงสะบัดเปะปะหยุดลงกะทันหัน
เปลวเพลิงดับมอดในพริบตา
สัตว์ประหลาดพ่นไฟตัวหดลงพรวดพราดเหมือนลูกโป่งถูกเจาะลม
ท้ายที่สุดก็เหลือขนาดน่ารักน่าเอ็นดูเท่าที่วางไว้บนฝ่ามือได้ ซากุรางิ
ฮานามิจิเก็บมือเก็บเท้า หันขวับไปทางต้นเสียง
เผยรอยยิ้มเซ่อซ่าเหนียมอายออกมาทันควัน “คุณฮารุโกะ...”
ถูกสาวเอ็ดเข้าทีเดียวหูตาสว่างไสวขึ้นมาในทันที
ผลสัมฤทธิ์ดียิ่งกว่ารดน้ำมนต์
ชายฉกรรจ์ที่ยังคงจับตัวซากุรางิเอาไว้ทว่าหยุดยั้งอีกฝ่ายไม่เป็นผลพลันรู้สึกล้มเหลวอย่างรุนแรง
“ห้ามทะเลาะกันในบริษัทนะ” อาคางิ
ฮารุโกะย่นคิ้วพลางดุเสียงเบา ในสายตาซากุรางิแล้ว เธอที่ทำปากยื่นนิดๆ
แบบนั้นน่ารักเสียเหลือเกิน
ขณะเดียวกัน โคงุเระเห็นผมหยักศกโผล่ในคลองสายตาด้านหลังสาวน้อยหน้าแฉล้ม
เขาทราบทันทีว่าทูตสันติภาพตัวจริงที่ปกป้องแผนก R&D เอาไว้เป็นใคร
ป้องปากกระซิบโดยไม่ออกเสียงว่า “ขอบใจมาก”
มิยางิ เรียวตะโบกมือไปมาสื่อว่าไม่ต้องคิดมาก
แผนกดีไซน์ที่อยู่ชั้น 3 ได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่งแว่วๆ จึงโฉบมาดูสถานการณ์
เขาเพียงไปเรียกฮารุโกะมาช่วยยุติฉากตีกันข้างเดียวอันน่าเวทนานี่เท่านั้น
ให้นับเป็นความดีความชอบคงไม่ได้...แต่ถ้าอายะจังรับรู้และอยากเพิ่มคะแนนความชอบให้ก็อีกเรื่อง
ยินดีรับเป็นอย่างยิ่ง
“ไปกันได้แล้วฮานามิจิ ไม่กินข้าวหรือไง”
ในวันปกติมิยางิอาจทิ้งซากุรางิเอาไว้
ทว่าเหตุการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ
ด้วยเกรงรุ่นน้องสมัยเรียนมหาลัยจะหาเรื่องให้คนอื่นปวดหัวอีก
มิยางิเหยียดแขนไปคว้าปกเสื้อด้านหลังของอีกฝ่าย ลากพรืดๆ ไปทางโรงอาหารบริษัท
ฝ่ายซากุรางิที่โดนรัดคอส่งเสียงประหลาดหนึ่งเฮือกจังหวะที่ขาดอากาศหายใจ
รอจนยื้อยุดคอเสื้อตัวเองกลับมาได้
เขาถลึงตาชี้นิ้วใส่รุคาว่าที่นั่งทานข้าวกล่องไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอยู่กับโต๊ะตัวเองทิ้งทวน
“แก คอยดู เดี๋ยวเจอ”
“...” ตามองกราฟ เคี้ยวข้าวหงับๆ
“รุคาว่า ไอ้...!”
ต้องให้มิยางิเตะตูดแล้วลากคอออกไป ความสงบถึงกลับคืนสู่ออฟฟิศ
เหล่าขามุงเองเมื่อไม่มีอะไรให้ติดตามก็พากันสลายตัวไปใช้เวลาช่วงพักกลางวันให้คุ้มค่าเช่นกัน
รุคาว่านั่งตรวจงานที่เหลืออีกเล็กน้อย
หลังจัดการเสร็จพร้อมมื้อกลางวันก็สร้างพื้นที่ว่างบนโต๊ะด้วยการกวาดข้าวของออกไปกองด้านข้างแล้วงีบพักผ่อนหนึ่งตื่น
พนักงานออฟฟิศผู้เหี่ยวเฉาดั่งดอกไม้โรยกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันควันเมื่อถึงเวลาเลิกงาน
รุคาว่าเก็บของด้วยความเร็วระดับปกติยังออกจากแผนกเกือบเป็นคนสุดท้าย
เขาคิดว่าจะมีใครบางคนมาดักรอ เมื่อไม่เห็นผมสีแดงๆ จึงประหลาดใจอยู่บ้าง
จากนั้นความประหลาดใจก็แปรเปลี่ยนเป็นอื่นเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง
จังหวะลากเท้าเอื่อยเฉื่อยถูกเร่งขึ้นเล็กน้อย
“บ๊ายบายคร้าบ”
รุคาว่าซึ่งจ้ำอ้าวออกมาถึงหน้าอาคารเบรกตัวเองดังกึก
ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร คนที่ตนมองหายืนโบกมือระริกระรี้ให้หญิงอื่นต่อหน้าต่อตา
แม้จะเห็นเพียงด้านหลังศีรษะ
แต่พอนึกตามว่าเจ้าหัวแดงทำสีหน้าเช่นไรอยู่ก็บังเกิดความรู้สึก...
“รุคาว่าคุง...” ฮารุโกะเป็นฝ่ายมองเห็นรุคาว่าก่อน
ใบหน้าร่าเริงขณะพูดคุยกับซากุรางิเปลี่ยนเป็นขวยอายทันทีทันใด
เธอหลุบดวงตาลงเล็กน้อยราวกับไม่กล้าประสานสายตา
ซากุรางิได้ยินชื่อแสลงหูก็แค่นเสียงดังเฮอะ
อารมณ์ชื่นมื่นหายวับ ไม่อยากหันไปมองให้เสียสายตา
แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นแบบนี้ รุคาว่ารูปร่างสูงใหญ่
หน้าตาดี มักตกเป็นเป้าและได้รับความนิยมชมชอบจากเพศตรงข้ามอย่างออกหน้าออกตา
อย่าว่าแต่ฮารุโกะ ตอนนี้แม้แต่สาวๆ คนอื่นละแวกนั้นที่กำลังเดินออกจากออฟฟิศหรือรอรถรับส่งต่างพากันแอบชม้อยชม้ายชายตามองรุคาว่ากันหลายคน
ซากุรางิถูกมองเพราะตัวสูงใหญ่ ดูน่ากลัวจนคนถอยห่าง
ในทางกลับกัน รุคาว่าถูกมองเพราะตัวสูงใหญ่
กับเบ้าหน้าหล่อเลิศ...คนหนึ่งถูกมองแล้วถอยหนี อีกคนถูกมองแล้วกระแซะเข้าใส่
หากไม่ติดว่ารุคาว่าวางตัวห่างเหินไร้มนุษยสัมพันธ์ ไปไหนมาไหนคงมีแต่คนรุมทึ้ง
นั่นเป็นสิ่งที่ซากุรางิริษยามาโดยตลอด
สถิติสารภาพรักแล้วอกหักต่อเนื่อง 50
ครั้ง...รุคาว่าไม่มีทางได้ลิ้มรสความรู้สึกนี้แน่
รถ SUV คันหนึ่งเข้ามาจอดเทียบทางเท้าพอดี ซากุรางิเห็นรถคันดังกล่าวนานนับปีย่อมจำได้ว่าเป็นรถของหัวหน้าตัวเอง
เขาวิสาสะกระโจนไปเปิดประตูตำแหน่งข้างคนขับโดยไม่เกรงใจ
อาคางิวนรถออกมารับน้องสาวเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน
เห็นฉากทำนองนี้มาหลายครั้งจนขี้เกียจบ่นแล้ว
“เอ้า คุณฮารุโกะ เชิญคร้าบ”
เจ้าของชื่อได้สติจากภาพจินตนาการฟุ้งซ่าน เธอหันมาแย้มรอยยิ้มให้คนมีน้ำใจ
ทั้งยังกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย “ขอบใจจ้ะ”
แข้งขาซากุรางิละลายอยู่ตรงนั้น
ใบหน้าขึงตึงกลับมายิ้มย้วยอีกหน ทว่าแม้สมองจะเริ่มละลายตามยิ้มหวานหยด
ยังคงปักหลักใช้ร่างกายตัวเองบดบังไม่ให้ฮารุโกะมีโอกาสได้มองไอ้หนุ่มผมดำโดยสัญชาตญาณ
ช่วงเวลาเลิกงานมีรถและคนใช้ถนนขวักไขว่
ไม่ควรจอดขวางทางนานเกินไป พี่น้องอาคางิไม่โอ้เอ้ จากไปอย่างรวดเร็ว
รอจนรถและคนออกห่างไปไกลแล้ว
รุคาว่ามองคนที่ยืนจังก้าพยายามซ่อนตนไว้ด้านหลังทั้งที่บังแทบไม่มิด
ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดปาก
“หึงเหรอ?”
คนถูกถามหันขวับมาแยกเขี้ยวใส่ “แน่สิเฟ้ย!”
“...อืม”
“...” ทำไมรู้สึกเหมือนรุคาว่ามันทำหน้าพออกพอใจล่ะ?
“กลับกันเถอะ”
ยังไม่ทันได้ลองตริตรองว่าอะไรเป็นอะไร
เสื้อคลุมที่ให้คนยืมไปหนุนเมื่อเช้าคลุมแหมะลงบนศีรษะ
ส่วนรุคาว่าหันเท้าเดินนำไปอีกทางโน่น
ซากุรางิไม่พอใจที่ตนไม่มีปากเสียงและได้แต่โอนอ่อนตามการชักนำของคู่ปรับ
อย่างไรก็ดี ตอนนี้เขามีแต่ต้องยอมตามน้ำไปก่อน ขืนปล่อยห่างตา รุคาว่าอาจไปปล่อยข่าวลือมั่วซั่วอะไรเข้าอีก
การจู่โจมกะทันหันวันนี้สร้างภาระต่อจิตใจอันบอบบางของซากุรางิมากเกินไป
วิธีการลอบกัดแบบนี้แย่มาก แลกหมัดกันตรงๆ ดีกว่าเยอะ
“แล้วนี่แกจะไปไหน”
คนหนึ่งเดินนำ คนหนึ่งเดินตาม
ไม่ได้เรียกรถหรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ
ตอนแรกซากุรางิคิดว่าปลายทางของรุคาว่าอยู่ไม่ไกล
แต่นี่เดินมาสิบนาทีแล้วยังไม่ถึงอีก คงไม่ใช่เจ้าจิ้งจอกนี่นึกครึ้มอยากเดินเล่นใช่ไหม?
คู่กรณีไม่ได้ตอบในทันที เดินต่ออีกหน่อยจนหยุดอยู่หน้าศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง
ซากุรางิ “...?”
ที่แบบนี้ก็ต้อง...ซื้อของ? ไปดักถึงหน้าแผนกแต่เช้าเพื่อจะรีดไถเพราะไม่อยากควักกระเป๋าสตางค์ตัวเองจ่ายงั้นเหรอ?
ซากุรางิสะบัดศีรษะซ้ายขวา ร้องปฏิเสธว่าไม่สิๆๆ ในใจ...คนที่ติดค้างคือรุคาว่าต่างหาก
เจ้านั่นอาจจะไม่อยากคุกเข่ากราบกรานสำนึกผิดเลยเลือกใช้เงินฟาดหัวด้วยการพามาซื้อของที่เขาอยากได้เพื่อให้เลิกแล้วต่อกันมากกว่า
พอคิดว่าไอ้ขี้เมาทำอะไรลงไปบ้าง...
“ ‘บาสแดงแรง 3 เท่า’ “ จู่ๆ
รุคาว่าโพล่งทะลุกลางปล้องขึ้นมา
ซากุรางิเผลอขึ้นเสียงดังสวนราวกับติดระบบตอบรับอัตโนมัติ
“บาสแดงอะไรอีก!”
“ถามว่าจะไปไหนไม่ใช่รึไงเจ้าโง่”
“ก็แล้วบาสแดงมันหมายถึงอะไรเล่า!” จับคอมาเขย่าๆๆ
คนผมแดงตัวเป็นๆ เดือดจนหน้าเน่อหูเหอแดงตามสีผม กระนั้น
รุคาว่าซึ่งโดนคว้าหมับกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อเพลิงพิโรธ เจ้าตัวยังคงไว้ซึ่งใบหน้าอันสงบนิ่ง
กระพริบดวงตาสีดำมองใบหน้าที่พุ่งปราดเข้ามาประชิดจนหน้าผากเบียดกัน
ความประหลาดใจปรากฏในแววตาเลือนราง จากนั้น...
“คราวนี้คิดจะจูบฉันกลางถนนเลยเหรอ?”
“...”
แม้แต่ภาษาคน ซากุรางิ ฮานามิจิก็พูดไม่ได้แล้ว
เพราะทั้งคู่ตัวใหญ่แถมหน้าตากับสีผมยังสะดุดตา ต่อให้ยืนอยู่เฉยๆ
คนเดินถนนยังอดมองไม่ได้ พอลงมือซัดกันเองจึงถูกอัดคลิปอย่างรวดเร็ว
รปภ.ประจำตำแหน่งประตูทางเข้าศูนย์การค้าเข้ามาห้ามมวยตอนสองหนุ่มผมดำแดงออกหมัดกันไปแล้วคนละหมัด
ทว่าตอนฉุดกระชากลากถูทั้งสองหลบคนเดินถนนมาถึงใต้อาคาร
ชายหนุ่มผมดำที่แม้จะโดนชกหน้าไปซีกหนึ่งก็ยังหล่อเกินไปกลับเอ่ยคำพูดชวนช็อกออกมาว่า ‘หมอนั่นเป็นพวกเขินแล้วชอบใช้กำลัง ไม่มีอะไรหรอกครับ’ แถมกระหน่ำโยนระเบิดซ้ำราวกับเมื่อครู่ยังสร้างความตกตะลึงได้ไม่สาแก่ใจเพิ่มว่า ‘เป็นแฟนที่น่าปวดหัวจริงๆ’
ผลคือโดนขึ้นคร่อมง้างหมัดอีกรอบ
หากไม่ใช่ชายหนุ่มหัวแดงๆ ถูกคว้าแขนล็อกตัวไว้ก่อน
เจ้าหนุ่มผมดำคงได้รับประทานไปอีกหนึ่งกำปั้น
กว่าทั้งสองจะสงบสติอารมณ์ลงกันได้กินเวลาเกือบชั่วโมง
สาเหตุที่ล่าช้าเป็นเพราะสื่อสารไม่สำเร็จ ฝ่ายหนึ่งพูดอะไรออกไป
คู่กรณีมีแต่จะปรี๊ดแตก ส่วนฝั่งที่คอยแต่จะปรี๊ดแตกนั้น อ้าปากแต่ละทีมีแต่ ‘#$%^(@^&)_*!!!!’ ทำให้คนกลางเหนื่อยล้ามาก...ดูยังไงก็ไม่ใช่คู่รักไม่ใช่เหรอ
ที่บอกว่าจะมาเดทที่โรงหนังก็โกหกเหมือนกันล่ะสิ?
“แกไม่ชอบหนังเรื่องนี้เหรอ?”
ป้ายหน้าทางเข้าศูนย์การค้าโฆษณาชวนเชื่อเด่นหราว่าเป็นหนังบาสยอดเยี่ยม
ทำสถิติยอดจำหน่ายตั๋วสูงสุดประจำสัปดาห์..ตัวหนังสือสีแดงคาดผ่านกลางหน้าจอยักษ์กระพริบเป็นจังหวะดั่งกำลังหลอกล่อให้มาเสียเงินเข้าชม
“ปัญหามันอยู่ตรงนั้นที่ไหนล่ะเฟ้ย!”
เทียบกับสมัยวัยรุ่นเลือดร้อน ซากุรางิ ฮานามิจิใจเย็นลงเยอะแล้ว
กระนั้นหลังผ่านการอาละวาดที่แม้จะ ‘เบา’ ลงจากสมัยก่อน
ปุถุชนผู้ใช้ชีวิตอยู่กับร่องกับรอยยังคงรู้สึกหวาดผวาอยู่ดี
ตอนมีเรื่องชุลมุนวุ่นวาย เห็นจะมีแต่รุคาว่าคนเดียวที่ไม่เกรงกลัว
เคราะห์ดีบังเกิดในคราวร้าย โทรศัพท์ของซากุรางิ
ฮานามิจิดังขึ้นพอดี คนอื่นๆ โน้มน้าวให้เจ้าตัวรับสาย
เบี่ยงเบนความสนใจไปยังเรื่องอื่น
ซึ่งหลังจากได้พูดคุยกับใครบางคนซากุรางิใจเย็นลงจริงๆ
“ได้...เข้าใจแล้ว ขอบใจนะ...หือ? อ๋อ
มีเรื่องขี้ปะติ๋วนิดหน่อย...เออ แล้วเจอกัน”
พอวางสาย ยักษ์หัวแดงหางตาชี้กลับคืนร่างมนุษย์โดยสมบูรณ์
ไม่ว่าปลายสายจะเป็นใคร
ประชาชีรายล้อมรู้สึกขอบคุณมากที่โทรเข้ามาได้จังหวะเหมาะเหม็ง
ด้วยรุคาว่าพูดไว้ว่าเป็นคนรัก รปภ.ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาโดยไม่คิดให้รอบคอบ
แทนที่จะดำเนินคดี เมื่อพิจารณาแล้วว่าอาจเป็นเรื่องในครอบครัว
เขาตัดสินใจหว่านล้อมให้ทั้งคู่หันหน้าพูดคุยกันอย่างสันติดูก่อน
สองหนุ่มที่หัวเย็นลงจากเมื่อครู่ไม่ได้ดื้อแพ่งและยอมรับฟัง ดูเหมือนตั้งใจจะไปเปิดอกคุยกันใหม่อีกครั้ง
“ต้องแวะซื้อยาก่อนสิ บรมงั่งจริงๆ”
“อัจฉริยะไม่ต้องทายาเว้ย!”
การได้เห็นซากุรางิเดินกลับบ้านพร้อมรุคาว่าในตอนท้ายสร้างความตกตะลึงแก่ผู้พบเห็น
ถึงขั้นคล้อยตามว่าเมื่อกี้ทะเลาะกันขนาดนั้นยังอุตส่าห์หาทางลงดีๆ ได้ เป็นคู่รักทะเลาะกันจริงๆ
เหรอเนี่ย ดีแล้วที่ไม่แจ้งตำรวจ...
หากซากุรางิล่วงรู้ความคิดพวกนั้นเข้า แน่นอนว่าจะปรี๊ดแตกอีกรอบ
พวกเขากลับด้วยกันเพราะอยู่ที่เดียวกันต่างหาก
เพียงแต่ถ้าพูดออกไปจริงรังแต่จะถูกเข้าใจผิดหนักกว่าเดิม
ฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสี
ซากุรางิเหน็ดเหนื่อยเมื่อล้ามาทั้งวัน
เมื่อสักครู่เพิ่งจะสิ้นเปลืองแรงโดยใช่เหตุเพราะใครบางคน ตอนนี้หิวไส้แทบขาด
อย่างไรก็ตาม หากมัวเตร็ดเตร่อยู่ในที่สาธารณะคงไม่พ้นได้มีเรื่องให้ขายขี้หน้า
เขาตัดสินใจกลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เปิดประตูบ้านต้อนรับรุคาว่า
“เอาล่ะ
ฉันว่าแกติดค้างฉันจนสาธยายไม่หมดแล้ว ตอนนี้มีอะไรจะพูดไหม”
แขกผมดำกวาดสายตาสำรวจทิวทัศน์แปลกใหม่ขณะถอดรองเท้าบริเวณหน้าประตู
“ข้ามขั้นมาเดทที่บ้านเลยสินะ...”
ซากุรางิ “...”
ทำไมถึงอยากซัดหน้าทุกครั้งที่ไอ้หมอนี่อ้าปากพูดกันนะ?
อัจฉริยะท่านหนึ่งข่มใจทำเป็นไม่ได้ยินด้วยไม่อยากอาละวาดพังข้าวของตัวเองเสียหาย
เขาเปิดสวิตช์ไฟ เสียบสายชาร์จโทรศัพท์วางไว้ข้างหัวนอน
จากนั้นกางโต๊ะพับออกมาวางกลางห้อง กระดิกนิ้วเรียกศัตรูตัวฉกาจให้นั่งเผชิญหน้า
ภายในห้องของซากุรางิมีของไม่มากนัก
เขาซื้อเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น
เครื่องใช้ไฟฟ้านอกจากเตารีดที่พันสายเก็บเรียบร้อยวางอยู่บนโต๊ะรีดผ้า ก็มีแค่ตู้เย็นขนาดเล็ก
พัดลมเก่าๆ และเครื่องปรับอากาศขนาด 12000 BTU แม้มีแขกมาบ้านกะทันหัน ห้องที่ไม่ได้เก็บกวาดรอไว้ก็ค่อนข้างเรียบร้อยทีเดียว
ไม่มีของจุกจิกหรือเสื้อผ้าวางระเกะระกะ รุคาว่าไม่จำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่
สามารถนั่งลงได้ทันที เจ้าตัวลูบคาง ดูประหลาดใจกับความเป็นระเบียบนี้ไม่น้อย
“รุคาว่า แกน่ะ...”
“คอแห้ง”
“...”
“ไม่รินน้ำรับแขกรึไง?”
“...” ต่อยหน้ารับแขกแทนได้ไหม?
หนทางยังอีกยาวไกล เพื่อให้การเปิดอกสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น
ซากุรางิกัดฟันทนอีกครั้ง ลุกขึ้นไปหยิบขวดน้ำออกมาหนึ่งขวด
ส่วนแก้วต้องใช้เวลาคุ้ยหาหลายนาทีถึงเจอแก้วที่พอจะนำมารับแขกได้
“เอ้า เลิกลีลาได้แล้ว ถ้าแกยังกวนโอ๊ยไม่เลิกคราวนี้ฉันชกคว่ำแน่”
รุคาว่ารินน้ำดื่ม ปล่อยคำพูดของเจ้าบ้านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
การแสดงออกดังกล่าวบ่งชัดว่าเจ้าตัวไม่ได้ฟัง ซากุรางิจึงทุบโต๊ะปั้กๆ
“แกวางแผนอะไรไว้? คิดจะทำอะไร?”
ดวงตาสีดำเผยความเหนื่อยหน่าย รุคาว่าถอนหายใจดังเฮ้อ
ใช้สายตาเหมือนมองคนโง่ทอดมายังซากุรางิ “ทำอะไรที่ว่าของแกนี่หมายถึงอะไรล่ะ”
“จะอะไรซะอีก” สภาพอารมณ์คนถูกถามแปรผกผันกันโดยสิ้นเชิง
ซากุรางิตาขวาง ใช้มือสองข้างตบโต๊ะพับดังเปรี้ยงแล้วเท้าค้างไว้
ตะโกนออกมาอย่างสุดทน “ไอ้เรื่องฉลากของมิตจี้น่ะช่างเถอะ แต่อยู่ๆ
มากัดฉันแล้วบอกว่าฉันชอบแกนี่มันอะไรหา?! แล้วยังไปดักรอที่ทำงานตอนเช้าอีก
อยากทำอะไรกันแน่?! เรื่องแฟนที่แกเอาไปพูดก็เหมือนกัน
ทุกคนรู้ทั้งนั้นว่ามันเป็นเกมลงโทษ มีเรื่องอะไรก็มาคุยกันตรงๆ
อย่าใช้วิธีทำให้ฉันต้องอับอายด้วยเรื่องพรรค์นี้เซ่! จริงสิ
เมื่อกี้ด้วย ดูหนังเรอะ? บ้าบอคอแตกอะไร!”
“...” รุคาว่านิ่งมอง ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับรอยแผลเล็กๆ
เขาเผยสีหน้าเข้าอกเข้าใจออกมาทันที “แกกำลังไม่พอใจที่ตัวเองปากแตกเหรอ
เป็นคนเข้ามาจูบฉันก่อนแท้ๆ โดนกัดคืนบ้างดันโมโหจนทำตัวเจ้าคิดเจ้าแค้น?”
บทวิวาทหน้าศูนย์การค้า รุคาว่าไม่ได้ต่อยปาก
แต่แทนที่เขาจะมองรอยฟกช้ำดำเขียวที่เพิ่งได้มาใหม่เมื่อครู่ กลับขุดลากเรื่องเก่าๆ
ขึ้นมาเป็นประเด็น
“นั่นมันแกต่างหาก! แกเป็นคนเริ่ม แกคนเดียวเลย!”
สุดท้ายซากุรางิ ฮานามิจิก็หลีกเลี่ยงการล้มโต๊ะไม่ได้
เคราะห์ดีว่าแก้วที่นำมารับแขกเป็นแก้วน้ำเมลามีน อีกทั้งขวดน้ำยังเป็นขวด PET ที่รุคาว่าปิดฝาแน่นหนาดีแล้วจึงไม่มีอะไรเสียหาย
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากเกินไปและสื่อสารกันคนละทางทำให้โกรธจนควันออกหู
ทว่าตอนที่ปีนข้ามโต๊ะพับซึ่งถูกโยนทิ้งขว้าง
รุคาว่ากลับอ้าแขนออกแล้วกอดซากุรางิไว้พร้อมกับทิ้งตัวลงนอน
“แกจะหัวร้อนอะไรนัก”
“...!”
วินาทีนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่นุงนังอยู่ในหัวถูกพายุหมุนที่ชื่อรุคาว่าเป่าตูมเดียวหายวับ
ซากุรางิ ฮานามิจิได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนช็อกไปแล้ว
รุคาว่าไม่ได้เมาแต่กลับโอบกอดซากุรางิเอาไว้ มือหนึ่งแตะบริเวณสันหลัง
อีกมือลูบผมสั้นๆ สีแดงขึ้นลง ทั้งที่น้ำเสียงทุ้มต่ำยังแฝงความเย็นชา
พอพล่าวออกมาโดยที่ริมฝีปากแตะติ่งหูกลับอ่อนโยนขึ้นราวกับใช้เวทมนต์
พวกเขาทั้งสองมีส่วนสูงใกล้เคียงกันทว่าขนาดตัวซากุรางิใหญ่กว่า น้ำหนักตัวมากกว่า
ถูกนอนทับอย่างนี้ไม่มีทางสบายไปได้ ถึงอย่างนั้นรุคาว่าเลือกใช้วิธีปลอบอย่างละมุนละม่อมและยืนหยัดรั้งซากุรางิให้เกยอยู่บนร่างตนเหมือนไม่รู้สึกว่าน้ำหนักพวกนั้นมีปัญหาอะไร
วิธีปฏิบัติแตกต่างจากตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นสุดขั้ว
ไหนจะการแนบชิดเกินพอดีนี่อีก...ซากุรางิถูกโจมตีหนักจนได้แต่นอนบื้อใบ้
“ใจเย็นลงแล้วหรือยัง?”
“...”
จอมโวยวายเงียบกริบไปนานผิดสังเกต รุคาว่าดันไหล่คนด้านบนเล็กน้อย
หมายจะดูหน้าให้ชัดๆ ว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง แต่แล้ว...
พล่อก!
“ทำไมถึง จะ จะ...เฉยเลยเล่า!”
จูบเดียวกระชากทุกเศษเสี้ยวสติและจิตวิญญาณเข้าร่าง
ซากุรางิที่เหม่อลอยฟาดสันมือออกไปตามสัญชาตญาณแล้วกระโดดหนีออกจากร่างรุคาว่าดั่งติดสปริง
เขาถดตัวชิดกำแพง แทบจะจมแผ่นหลังเข้ากับผนังห้อง หนีให้ห่างจากผู้ชายผมดำกลางห้องได้เท่าไหร่ก็หนีเท่านั้น
ถูกล่วงเกินทีเผลอมาสองหนแล้วนะเฟ้ย!
ซากุรางิแอบคิดว่าสารรูปตัวเองตอนนี้ไม่น่าดูนัก
เขายังคงยืนยันว่าตนไม่เคยกลัวอะไรและพฤติกรรมตอนนี้ไม่ใช่การหนีหัวซุกหัวซุน
แค่ถอยมาตั้งหลักไม่ได้หมายความว่ากลัวสักหน่อย! ...ถึงอย่างนั้นก็ยังเจ็บใจอยู่ดี
สำหรับซากุรางิการถูกคนอย่างรุคาว่าบีบให้ต้องถอยมาตั้งหลักถือว่าเสียศักดิ์ศรีมากแล้ว
รุคาว่ายันตัวลุกนั่ง ลูบคางที่ถูกซัดจนเกือบกัดลิ้นตัวเองเป็นแผล
ดวงตาของเขามืดครึ้ม พอเจ็บตัวก็ชักมีน้ำโห เสียงทุ้มต่ำเรี่ยพื้นดินเย็นยะเยียบ
“มองตาแป๋วแบบนั้นไม่ใช่อยากจูบรึไง”
“ไม่ใช่! แกนั่นแหละทำไมคิดถึงแต่เรื่องจูบตลอดเวลา
เป็นพวกหมกมุ่นเรอะ!”
“...? จูบแฟนตัวเองผิดตรงไหน?”
“ต่อให้เป็นแฟนก็ต้องยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่ายโว้ย!”
“อ้อ...” ร่างกายรุคาว่าผ่อนคลายลงอย่างยากจะสังเกต “งั้นก็ว่าง่ายๆ…มาให้จูบซะ”
“อย่ามาตบตักตัวเองพูดหน้าตาเฉยนะเว้ย!”
ซากุรางิคุกเข่ากุมหัว อยากขุดรูมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
พรรคพวกมักจะหอบหิ้วเกมมาเล่นที่บ้าน รวมหัวกันทีก็ส่งเสียงดังเอะอะที
นับจากถูกร้องเรียนตอนนั้นซากุรางิลงทุนปรับแต่งห้องติดแผ่นซับเสียง
ต่อให้ตอนนี้แหกปากคร่ำครวญข้างบ้านก็ไม่ถึงกับถูกรบกวน
รุคาว่าที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้องมองเจ้าของบ้านที่สติแตกไปแล้ว
เจ็บคางอยู่แท้ๆ กลับอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย เขาคิดเขยิบเข้าไปใกล้
แต่พอยกเข่าขึ้น ซากุรางิราวกับมีตาที่สาม หันขวับมายกมือเป็นปางห้ามญาติ
“อย่าขยับ!”
“...” รุคาว่านิ่งเงียบไปหนึ่งวินาที
มองมือที่กางหราตรงหน้าก่อนกดหัวคิ้วลง “ไม่”
พลังชีวิตของซากุรางิตกฮวบจากการจู่โจมต่อเนื่อง
กายใจถูกเล่นงานถึงขนาดลืมหิวมื้อเย็น เขารับมือการโจมตีระลอกใหม่ๆ
ไม่ไหวจึงยอมประนีประนอมให้อย่างหาได้ยาก “รู้แล้วๆ งั้นนั่งอยู่ตรงนั้น
อย่าเข้ามา เดี๋ยวฉันเข้าไปหาเอง”
คำว่า ‘เดี๋ยวฉันเข้าไปหาเอง’ กดสวิทช์ดับเครื่องรุคาว่าลงทันทีทันใด เจ้าตัวหยุดเคลื่อนไหวอย่างว่าง่าย
แถมดูพอใจนิดๆ
ซากุรางิต้องขยับตัวสองสามครั้งกว่าจะนั่งได้ระยะห่างที่รุคาว่าฝืนใจยอมรับได้
“รุคาว่า” สุ้มเสียงซากุรางิอ่อนเพลียอย่างหนัก “ช่างหัวมิตจี้
เลิกเอาเรื่องแฟนง่าวๆ นั่นมาหาเรื่องฉันได้แล้ว พอที...ฉันให้แกชกฟรี 2
ครั้งฐานขอยกเลิกก่อนกำหนดก็ได้ ถือเป็นค่าปรับที่ทำตามกติกาไม่ได้”
เพียงไม่กี่วันก็ถึงขีดจำกัดของซากุรางิแล้ว
เขาคุ้นเคยกับการทะเลาะซึ่งหน้า ไม่พอใจอะไรแค่สวนหมัดเตะต่อย
สงครามประสาทไม่ใช่ทางถนัดเลย
รุคาว่าหลุบดวงตาลงมองเจ้าบ้านผมแดงผู้กำลังนั่งห่อไหล่
ไม่ได้เอ่ยอะไรเป็นนาน
“เฮ้ย พูดอะไรหน่อยสิ รึแกคิดจะถือโอกาสปั่นหัวฉันจนกว่าจะถึงที่สุด?”
เพราะคาดคะเนไว้บ้างว่าคนนิสัยเสียแถวนี้จะไม่ให้ความร่วมมือ
พอสถานการณ์เริ่มเป็นไปในทิศทางนั้น ซากุรางิชักปวดหัว...แน่สิ
ลองเป็นตัวเองที่เป็นฝ่ายได้เปรียบ
โขกสับเหยียบย่ำได้ดังใจก็คงไม่ยอมเสียโอกาสไปเหมือนกัน
“ไอ้บัฟฟาโล่”
“...”
รอฟังตั้งนานได้รับคำด่าเป็นผลตอบแทน
หางคิ้วซากุรางิกระตุก ใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายชักสีหน้าใส่จิ้งจอกปากเสีย
ที่บอกให้พูดอะไรหน่อยไม่ใช่ให้ด่าคน ไอ้หอกหัก! เขากำหมัดแน่น กัดฟันกรอดๆ
อยากตบบ้องหูตัวเองครามครันที่ลากศัตรูมาตั้งโต๊ะเจรจาถึงบ้านแล้วยังสู้ทนให้ลูบคมไม่หยุด
“เจรจาดีๆ ไม่ได้ก็ไม่ต้อง...”
เห็นคู่สนทนายัวะขึ้นมาอีก รุคาว่าถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “งอนอะไรอีก”
‘คนแสนงอน’ ขนลุกไล่ตั้งแต่ตาตุ่มขึ้นมาถึงเส้นผม
องคาพยพบนใบหน้าบิดเบี้ยว “อย่าใช้คำว่างอน!”
“เมื่อตอนงานเลี้ยง ฉันไม่ได้ตามน้ำรุ่นพี่”
“ยังจะ...!”
ฝ่ามือใหญ่โตแปะลงกลางหน้า หยุดคำพูดของซากุรางิเอาไว้
รุคาว่าซึ่งเหยียดแขนออกมากล่าวต่อโดยสบดวงตาที่มองเห็นผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมือตัวเอง
“ฉันหมายความตามที่พูด เป็นคำตอบจากตัวฉัน ไม่เกี่ยวกับฉลากคำสั่ง
เลิกคิดเองเออเองได้แล้วเจ้าโง่”
‘เจ้าโง่’ มุมปากกระตุก
ตอนที่ปัดมือเหิมเกริมออกจากใบหน้า ในที่สุดก็เข้าใจว่าคำพูดของรุคาว่าหมายถึงอะไร
เครื่องหน้าของเขาผิดรูปยิ่งกว่าเดิม “เห่าหอนอะไรของแก…”
“คำตอบของฉันไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อน” รุคาว่าโพล่งขัด
ไม่ยอมถูกพูดแทรกในขณะที่ตัวเองยังพูดสิ่งที่ต้องการออกไปไม่ครบ
เขาใช้มือข้างที่เพิ่งถูกสะบัดทิ้งจับซากุรางิไว้ใหม่ จับไม่ยอมปล่อย
“คำตอบของฉันในตอนนี้คือ ‘ตกลง’ ”
ซากุรางิแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งเสียง
ศีรษะร้อนจี๋แผดเผาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนสิ้น
เขาใช้มืออีกข้างบีบข้อมือของรุคาว่าเป็นนัยให้ปล่อยตนซะ
กับระเบิดถูกเหยียบเข้าเต็มๆ
“แกยกเรื่องเก่าเก็บมาพูดเพื่ออะไรฉันไม่สน
แล้วก็ไม่สนด้วยว่าแกตอนนี้กับแกตอนนั้นจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันตรงไหน ที่แน่ๆ
คือฉันไม่เหมือนเดิมแล้วเฟ้ย! ใครจะไปหน้าโง่สารภาพรักซ้ำสองกับไอ้คนที่บอกว่าฉันเสียสติวะ!”
ซากุรางิ ฮานามิจิมีความลับเล็กๆ หนึ่งอย่าง
สถิติสารภาพรักแล้วอกหักต่อเนื่อง 50 ครั้งของเขา...คนที่เป็นจุดเริ่มต้น
เป็นรักแรกอันเจ็บแสบที่สุด
ก็คือรุคาว่า คาเอเดะ
ตอนอายุ 14 ปี ซากุรางิ ฮานามิจิไม่ได้ย้อมผมสีแดง
เป็นเด็กนักเรียนจอมก่อปัญหาที่ซื่อตรงและไร้เดียงสาเสียยิ่งกว่าตอนนี้
เขามีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งได้รู้จักตอนขึ้นชั้นมัธยมต้น แม้จะปากร้ายไปนิด
นิสัยเสียไปหน่อย ทว่ายังเท่มากด้วย พวกเขาเข้ากันได้ดี ไม่ว่าหยิบจับทำอะไรซากุรางิเป็นต้องนึกถึงคนคนนั้นอยู่เสมอ
อยากใช้เวลาด้วยกัน แบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ ด้วยกัน
ตอนที่สารภาพรัก เขาไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนเลย
ถ้าเป็นแฟนคงจะได้ใกล้ชิดมากกว่านี้
ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป และอาจจะได้รับความเอาใจใส่เพิ่มมากขึ้น
เพราะเป็นคนใจร้อน
เมื่อตัดสินใจได้แล้วซากุรางิก็ลงมือทันที เขาเก็บดอกไม้ที่เห็นใกล้ตาที่สุด
วิ่งแท่ดๆ ไปหาคนในใจแล้วบอกความรู้สึกออกไป
แต่ว่า
‘เสียสติไปแล้วเหรอ
จะเพ้อเจ้อก็ให้มันมีขอบเขตซะบ้าง เจ้าโง่’
น้ำเสียงนั้นเย็นชามาก
ซากุรางิ ฮานามิจิวัย 14
ปีที่คิดน้อยสารภาพรักไม่ดูสถานที่ถูกหักอกอย่างเจ็บแสบโดยมีสักขีพยานเป็นนักเรียนต่างห้อง
เด็กนักเรียนสองสามคนตรงนั้นกำลังเก็บกระเป๋าเพื่อย้ายห้องเรียนทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอฉากราวกับหลุดมาจากละครกะทันหัน
พวกเขารีบร้อนหลบฉากออกไป ทิ้งสองหนุ่มด้านหลังให้จัดการปัญหากันเอาเอง
ซากุรางิมองเห็นเพียงผลสำเร็จอันงดงาม
ไม่เคยคิดว่าจะถูกปฏิเสธ
หนำซ้ำคนที่ตนวางตำแหน่งเพื่อนรักให้ยังตัดรอนอย่างไม่ไว้หน้า
อารมณ์อันอ่อนไหวของวัยรุ่น
ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี...ทุกสิ่งผสมปนเปทำให้ความสัมพันธ์อันดีตลอดปีกว่าๆ
พังทลายในคราวเดียว
เขาต่อต้านทุกสิ่งที่เป็นหมอนั่น
ความชื่นชมกลายเป็นปรปักษ์
บุคคลในอุดมคติก็เปลี่ยนเป็นหญิงสาวร่างเล็กน่ารักที่อ่อนโยนอ่อนหวาน
หนึ่งปีครึ่งหลังจากเหตุการณ์สารภาพรัก
เพื่อนรักกลายเป็นคู่ปรับ
แล้วก็แยกย้ายกันไปตอนจบม.ต้นทั้งอย่างนั้น
หลังจากได้เจอกันอีกครั้งในรอบสิบปี
เวลาเจอหน้ากันมีแต่การต่อล้อต่อเถียงและใช้กำลังไม่มากก็น้อย
ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมงาน 2 ปีเต็มห่างไกลจากคำว่ารักใคร่กลมเกลียว
แต่แล้วจู่ๆ รุคาว่าเกิดเปลี่ยนท่าทีกะทันหันเพราะฉลากใบเดียว
นอกจากถูกปั่นหัวโดยอาศัยรอยด่างพร้อยจากอดีตก็ไม่น่ามีสาเหตุอื่นอีกแล้ว
ทั้งที่ซากุรางิในตอนนั้นรู้สึกดีต่ออีกฝ่ายอย่างบริสุทธิ์ใจ
สุดท้ายเจ้าหมอนี่กลับเห็นเป็นเครื่องมือมาทิ่มแทง การได้ยินอีกฝ่ายยกเรื่องเก่าๆ
มาอ้างถึงจึงมีแต่จะราดน้ำมันลงกองเพลิง
“ไสหัวไป”
ซากุรางิพยายามผลัก แต่ผลักไม่ออก
แม้สรีระร่างกายของรุคาว่าเสียเปรียบอยู่นิดหน่อยแต่ความแข็งแรงของทั้งสองคนใกล้เคียงกัน ที่แล้วมาผลลัพธ์เวลาทะเลาะกันถึงได้จบอย่างสูสีมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ซากุรางิในตอนนี้ถูกบั่นทอนพลังกายพลังใจไปมากต่างจากรุคาว่า
หลังยื้อยุดกันมาหลายนาทีแล้วยังเตะเจ้าจิ้งจอกชั่วออกไปให้พ้นตัวไม่ได้
ซากุรางิได้แต่ยอมรับว่าวันนี้ไม่ใช่วันของตน...ไว้ค่อยเอาคืนวันหลัง
ดวงตาสีดำของรุคาว่ามองตรงมา
นอกจากข้อมือที่จับแน่นไม่ยอมปล่อย อีกฝ่ายไม่ได้พูดหรือทำอะไรอีก
รอจนแรงขัดขืนผ่อนลงแล้ว เขาค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการพ่นออกมาคำหนึ่ง
“ขอโทษ”
ซากุรางิยกคางขึ้น สบตาไม่มีถอย ยืนกรานคำเดิม
“ไสหัวไป”
รุคาว่าตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า
“ไม่”
“นี่แกยังมีหน้ามาตอบว่าไม่อีกเรอะ?!”
หมับ
ด้วยมือขวายังกำข้อมืออีกคนไว้แน่น
รุคาว่าจึงใช้มือซ้ายจับข้อเท้าของซากุรางิที่เหวี่ยงออกมาเตะตนอย่างชำนิชำนาญ เขาจับขาข้างนั้นวางลงกับพื้นให้ซากุรางินั่งให้เรียบร้อย
และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ถูกทำร้ายร่างกายกะทันหันจากเจ้าคนพิษสงรอบตัวอีก
รุคาว่าขยับเข้าไปนั่งประชิด ใช้ขาตัวเองล็อกขาทั้งสองของอีกฝ่าย
“ดีกันเถอะ ฉันไม่อยากทะเลาะกับแกอีกแล้ว”
ซากุรางิไม่ใช่คนใจกว้าง
ยิ่งตอนนี้เขาโมโหรุคาว่าจนแทบกระอัก หนำซ้ำยังแตกหักกับอีกฝ่ายมานาน
ไม่หวั่นกลัวอะไรทั้งสิ้น คำตอบจึงตรงไปตรงมาอย่างที่สุด
“เสียสติไปแล้วเหรอ จะเพ้อเจ้อก็ให้มันมีขอบเขตซะบ้าง
เจ้าโง่”
แต่ขนาดพ่นคำที่ดังก้องอยู่ในใจมานับสิบปีใส่หน้าเจ้าของเสียง
ซากุรางิยังไม่รู้สึกดีขึ้นเลย
รุคาว่าที่ปกติหัวร้อนง่ายพอกันกลับมีน้ำอดน้ำทนราวปาฏิหาริย์
ตั้งแต่เริ่มจนจบ นอกจากมองและฟังอย่างเงียบเชียบ สิ่งที่ทำคือค่อยๆ
ขยับตัวเข้าหาซากุรางิทีละเล็กละน้อย
“มีอะไรอยากพูดอีกไหม”
“ฉันไม่ได้ชอบแกแล้ว”
“มีอีกหรือเปล่า”
“ปล่อยฉัน”
“มีอีกไหม”
“ไอ้บ้า”
“หมดหรือยัง”
“...”
สุดท้ายก็เอื้อมถึง ใช้แขนสองข้างโอบซากุรางิ
ฮานามิจิเข้ามากอดไว้ได้สำเร็จ
Talk
ลำบากมากกกับการพยายามไม่แสดงมุมมองของรุคาว่าว่าฮีกำลังคิดหรือรู้สึกยังไงอยู่
ปกติเวลาเขียนมุมมองบุคคลที่ 3 ต่อให้เน้นมุมมองของตัวละครใดตัวละครหนึ่งก็ยังมีแทรกเสียงในใจคนอื่น
แต่เพราะความคิดรุคาว่าในเรื่องนี้มันช่าง 555555555555
เอาเป็นว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีและเข้าข้างตัวเองสุดๆ เลย ใช้ชีวิตได้แฮปปี้มากนะ
5555555555555
No comments:
Post a Comment