Friday, 3 February 2023

[Fanfic Slam Dunk ; RuHana] ดาบนั้นคืนสนอง Part II

Fanfic Slam Dunk

ดาบนั้นคืนสนอง

Part II

 

Pairing: Rukawa Kaede x Sakuragi Hanamichi

Rating:   SFW

 

 

              ความน่าเศร้าของผู้ใหญ่คือมีเรื่องหนักใจก็ต้องหอบสังขารไปทำงาน

เพราะชีวิตขับเคลื่อนด้วยเงิน เมื่อไม่ทำงานย่อมไม่ได้เงิน แม้ซากุรางิเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวันลาพักร้อนประจำปี แต่เขาไม่อยากสิ้นเปลืองวันลาจากสาเหตุเล็กจ้อยอย่างการ ‘ไม่อยากเจอหน้าใครบางคน’ นอกจากเป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ไม่คุ้มเสียยังดูเป็นพวกหนีปัญหาอีกต่างหาก ไม่เท่สักนิด

              อีกอย่าง ไม่แน่ว่า ’ใครบางคน’ อาจไม่ได้คิดอะไรอยู่เลย ซากุรางิไม่อยากเป็นบ้าเป็นบออยู่ฝ่ายเดียว สภาพแบบนั้นน่าสมเพชมาก เมื่อวันจันทร์เวียนมาถึง เขาจึงมาทำงานตามปกติ ทำเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ

              “…

แต่ทิวทัศน์เช้าวันนี้ผิดเพี้ยนไป หน้าออฟฟิศของแผนกคลังสินค้าที่แยกออกมาจากออฟฟิศหลักมีสิ่งแปลกปลอมจากชีวิตประจำวันปกติของซากุรางิ

โซนที่นั่งสำหรับผู้ติดต่อภายนอกปรากฏพนักงานโชโฮคุตัวสูงขายาวนั่งกอดอก ไม่รู้รุคาว่า คาเอเดะอยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้ว น่าแปลกที่ไม่ได้หลับคร่อกๆ

              ขณะชั่งใจว่าควรขว้างกระเป๋าเป้ใส่หน้าขาวๆ นั่นแล้วโกหกว่ามีแมลงสาบดีหรือไม่ ฝ่ายตรงข้ามชิงลงมือเร็วกว่าก้าวหนึ่ง

              “มานี่”

              “...”

              เอาไว้ไม่ได้ละไอ้กร๊วกนี่

              จนถึงเมื่อสักครู่ ซากุรางิยังคิดจะเข้าไปนั่งรอเวลาเริ่มงานในออฟฟิศตามปกติ พอได้ยินแบบนี้ เขาเปลี่ยนใจทันที

ความรู้สึกอยากซัดให้หมอบยังคงอยู่ แต่ในบริษัทไม่ใช่เวลาและสถานที่อันเหมาะสม ครั้นจะประนีประนอมด้วยการเดินไปหาที่แกร่วรอที่อื่นคงไม่แคล้วโดนหาว่าหนี ทว่าเดินเข้าไปหาก็เหมือนทำตามคำสั่งอีก...

งั้นยืนรอมันตรงนี้แหละ

เหลือเวลาอีกสิบนาทีนิดๆ จะได้เวลาเริ่มงาน รุคาว่าต้องกลับออฟฟิศตัวเองอยู่แล้ว ซากุรางิไม่มีปัญหากับการยืนรอในช่วงระยะสั้นๆ

“อะไร คู่รักทะเลาะกันเหรอ ดีๆ กันไว้หน่อยสิ”

เนื่องจากไม่ใช่สถานที่ปลอดคน อีกทั้งบรรยากาศระหว่างสองหนุ่มยังคุกรุ่นจนแทบจะมองเห็นกระแสไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบด้วยตาเปล่า เดี๋ยวเดียวก็มีเพื่อนร่วมงานที่ผ่านไปมาทำใจกล้าเข้ามาหยอกเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ

ซากุรางิเตะข้อพับเข่าคนปากมอมไม่หนักไม่เบาทันควัน “ไม่ใช่คู่รัก!

“อ้าว แต่...จ้าๆ รู้แล้ว...บอกว่ารู้แล้วไงเอาเท้าลงได้แล้วน่า!

“ฮึ!

พอส้นรองเท้าเหยียบลงบนพื้นอีกครั้ง ซากุรางิเปิดปากเตรียมพูดจาวางโตสักคำสองคำทว่ามีมือเหล็กกล้าขัดจังหวะด้วยการจับหมับเข้าที่บ่าจากด้านหลัง ตกใจจนสำลักน้ำลาย

เงามืดโรยตัวทาบทับลงมาจนปกคลุมทั่วทั้งตัว คนที่ตัวสูงใหญ่กว่าตนและมีกำลังมือขนาดแทบจะหักบ่าคนได้ในครั้งเดียว...คิดไปคิดมาเหมือนจะเหลือแต่ท่านหัวหน้าลิง ซากุรางิไม่ได้หันไปมอง สันหลังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจจากผู้มาใหม่ “กอริ...”

ท้องผูกตอนเช้าเหรอ?

“เลิก รัง แก คน อื่น”

อ้อ เรื่องนี้เอง...

อาคางิ ทาเคโนริเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างว่องไว เอ่ยโดยที่ยังจับไหล่ลูกน้องตัวดีว่า “จะได้เวลางานแล้ว เรื่องส่วนตัวเอาไว้คุยนอกเวลางานทีหลัง”

รุคาว่าที่มาดักรอคนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า “...”

              นับจากวันศุกร์ต้นเรื่องจนถึงวันจันทร์ เวลาล่วงเลยมาแล้วหลายวัน การที่รั้งรอมาจนถึงวันทำงานค่อยดักรอเป็นเพราะอะไร แม้แต่ซากุรางิยังคาดเดาคำตอบได้ง่ายดาย เขาไม่มีเรื่องจะเสวนากับรุคาว่าจึงไม่หาทางติดต่อไปเป็นเรื่องปกติ ทว่าหมอนั่นต้องรอเจอหน้ากันตรงๆ ก็เพราะไม่มีช่องทางติดต่อซากุรางินั่นเอง

              ซากุรางิไม่แน่ใจว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมารุคาว่าโฉบมาหาตนที่ห้องบ้างหรือไม่เนื่องจากเขาออกไปข้างนอกทุกวัน

              “ตอนเย็นอย่าหนีล่ะ” จังหวะที่ไหล่เฉียดผ่านกัน รุคาว่าซึ่งยอมรามือและกำลังจะเดินกลับออฟฟิศเอ่ยลอยๆ

              อีกฝ่ายไม่มอง ซากุรางิก็ไม่หันกลับไปมอง “เหอะ ฉันจำเป็นต้องว่างตามแกตลอดหรือไง”

              “…”

              “...”

              ฟุ่บ

              มือข้างที่ถนัดของทั้งสองฝ่ายพร้อมใจกระชากคอเสื้ออีกคน หน้าผากแทบกระแทกกันรอมร่อ ซากุรางิ ฮานามิจิกำหมัดจนเส้นเลือดปูด ถลึงตาใส่จนจะหลุดออกจากเบ้า “ปากดีนักไอ้เวร อาจหาญมาชี้นิ้วสั่งท่านอัจฉริยะคนนี้ สงสัยเลือดในหัวจะเยอะเกินไปจนไม่มีปัญญาใช้สมองคิดสินะ หา? ให้สงเคราะห์ช่วยเจาะออกมาสักหน่อยมั้ย?”

              “คนที่เอาแต่หนีมันแกต่างหาก” เทียบกับทางฝ่ายแดงที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมอาละวาด ฝ่ายดำที่ตอนแรกเหนี่ยวคอเสื้อคู่กรณีเต็มแรงค่อยๆ ใจเย็นลงทีละนิด เหลือแรงจับยึดคอเสื้อเพียงหลวมๆ สิ่งที่เข้ามาแทนที่ความไม่สบอารมณ์ในแววตาของรุคาว่ากลายเป็นสับสนเจือไม่แน่ใจ ดวงตาสีดำมองเครื่องหน้าซึ่งอยู่ชิดจนปลายจมูกปัดผ่านกัน ผมสั้นๆ สีแดงระลงบนผมหน้าของตน...อึดใจหนึ่งค่อยเอ่ยต่อว่า “แก...คิดจะจูบฉันอีกงั้นเหรอ? ต่อหน้าคนอื่น?”

              “วะ…”

           ว่าไงน้าาาาา!!

              เสียงกรีดร้องในอกหวิดเล็ดรอดออกมาจากปาก ไม่เพียงซากุรางิที่สติหลุด พนักงานจำนวนหยิบมือซึ่งอยู่ไม่ไกลและกางหูเป็นกระด้งสนองความอยากรู้อยากเห็นต่างก็ตกใจจนทำกรามหล่นกระแทกพื้น ใครจะคิดว่าตั้งท่าพร้อมวางมวยอยู่ดีๆ รุคาว่าจะพูดอะไรสุดโต่งในอีกแง่ออกมา

              สุ้มเสียงหยั่งเชิงนั่น...สีหน้านั่น...

รุคาว่าคล้ายจะคิดอย่างนั้นจริงๆ

              กระทั่งอาคางิที่กำลังจะห้ามมวยรอบสองยังช็อกค้างขวัญบิน ยืนทื่อดั่งถูกสาปให้ขยับตัวไม่ได้ รุคาว่ากับซากุรางิญาติดีกันไม่ได้มาตลอดไม่ใช่รึ?

ไม่ว่าใครก็ไม่คิดว่าทั้งคู่จะมีความสัมพันธ์ซ่อนเร้นในลักษณะนี้...รุคาว่าใช้คำว่า ‘อีก’ เสียด้วย แสดงว่า...

              ไปดีกันตั้งแต่ตอนไหน? หรือจะตั้งแต่แรก?

เอ่อ แบบนี้เข้าไปห้ามทัพจะเหมาะหรือเปล่า...

ท่ามกลางเหล่าผู้คนที่ละล้าละลังทำตัวไม่ถูก ชายคนหนึ่งซึ่งทนต่อการตกเป็นเป้าสายตาใคร่รู้ไม่ไหวพลันระเบิดตูม

“ไอ้ #$%!&*$%(@!!!

            ปั้ก!

              แม้เคยใช้กำลังใส่กันมาหลายครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ จะด้วยประมาทเลินเล่อก็ดี หรือเพราะอะดรีนาลีนของซากุรางิพลุ่งพล่านก็ดี

นี่เป็นหนแรกที่รุคาว่าถูกจับโขกหัวแล้วน็อกในครั้งเดียว

 

              รุคาว่า คาเอเดะรู้สึกตัวภายในเวลาไม่นาน เขายังมึนเบลอเล็กน้อย ช่วงไม่กี่วันมานี้ศีรษะถูกกระทบกระเทือนอย่างแรงหลายรอบจนชักน่าห่วงว่าสมองเสียหายไปบ้างหรือเปล่า

              “อ๊ะ ตื่นแล้ว” โคงุเระ คิมิโนบุชะโงกหน้าออกมามองจากโต๊ะทำงานตัวเอง

              ไม่กี่นาทีก่อนอาคางิใช้สายในโทรมาบอกว่ามีอุบัติเหตุนิดหน่อยรุคาว่าเลยหมดสติไป คิดว่าอีกเดี๋ยวคงฟื้น จะให้ซากุรางิพาไปส่งที่แผนก ฝากดูแลต่อด้วย...หลังจากนั้นก็ขอโทษขอโพยยกใหญ่

ชายหนุ่มผมแดงแปร๊ดมาถึงหลังวางสายไม่นาน แผนก R&D โซนห้องแลบมีม้านั่งตัวยาวให้นอนยืดขาได้ หลังนำรุคาว่ามาทิ้งไว้ตรงนี้ตามที่โคงุเระบอก พลเมืองดี (?) ก็ใส่เกียร์เผ่นเหมือนกำลังหนีแก๊งทวงหนี้นอกระบบ นับจากตอนวางสายอาคางิจนส่งคนสำเร็จ ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาทีด้วยซ้ำ

              เห็นทีอุบัติเหตุนิดหน่อยคงมีชื่อว่าซากุรางิ ฮานามิจิโคงุเระนึกในใจทว่าไม่ได้ออกความเห็นอะไรเป็นพิเศษ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สองคนนี้ทะเลาะกัน ต่อให้เป็นครั้งแรกที่ลูกน้องตัวเองแพ้น็อกถึงขั้นต้องให้คู่ปรับสะพายขึ้นหลังพามาส่งก็ตาม

              โคงุเระผละออกจากโน้ตบุค ลุกมาสังเกตสีหน้าคนสักหน่อย “เป็นไงบ้าง ยังปกติดีอยู่ใช่ไหม ถ้าไม่ไหวก็ลาครึ่งวันได้นะ”

รุคาว่าหย่อนขาลงนั่งพลางคลึงขมับ ลูบมาถึงหน้าผากค่อยพบว่าหัวโนนิดๆ “ไม่เป็นไรครับ”

หางตาเห็นนาฬิกาแขวนบนผนังระบุเวลาว่าเริ่มงานมาแล้วเกือบยี่สิบนาที โต๊ะทำงานของตนที่อยู่นอกห้องแลบโล่งโจ้งเพราะเจ้าของโต๊ะพลาดท่าเสียทีครั้งประวัติศาสตร์ รุคาว่าสะบัดหัว ตั้งใจจะไปทำงาน ตอนนั้นนิ้วที่กำลังยันตัวลุกขึ้นยืนเกี่ยวเสื้อแจคเกตตกพื้น เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าไอ้ก้อนขยุกขยุยที่ตนหนุนต่างหมอนคือเสื้อที่ขยำกองไว้ลวกๆ

เห็นสายตาของรุคาว่าที่มองเสื้อตัวนั้นแน่นิ่ง โคงุเระไขข้อข้องใจให้อย่างเอื้อเฟื้อ “ซากุรางิเป็นคนมาส่งนายน่ะ อย่าลืมเอาเสื้อไปคืนเขาด้วยล่ะ”

เดินขึ้นชั้น 2 ไม่ลำบากยากเย็นอะไร ทว่าระยะทางจากแผนกคลังสินค้าขึ้นมาถึง R&D แม้ไม่ถือว่าไกล แต่การต้องแบกผู้ชายตัวโตๆ ด้วยก็ไม่สบายอยู่ดี โคงุเระเห็นรุคาว่าพับเสื้อแจคเกตสีแดงเลือดหมูอย่างเรียบร้อยบรรจง ระหว่างผลักประตูเดินเข้าโซนออฟฟิศจึงแสดงความเห็นออกมาคำหนึ่ง

“สนิทกับซากุรางิได้ก็ดีแล้ว”

รุคาว่าตอบรับเรียบง่าย “ก็เป็นแฟนนี่ครับ”

“เอ๊ะ...?”

แฟนเหรอ?

ถึงคราวแผนก R&D งงเป็นไก่ตาแตกบ้างแล้ว เมื่อเช้าคู่ปรับดำแดงปะทะคารมกันหน้าออฟฟิศแผนกคลังสินค้าก่อนเวลาเริ่มงานจึงมีสักขีพยานไม่มาก ในทางกลับกัน ภายในออฟฟิศเวลาทำงานมีพนักงานนั่งสลอนเรียงรายเต็มไปหมด สีหน้าหลายคนที่ได้ยินจึงน่าดูชม

รุคาว่าที่ปกติไม่หืออือตอบสนองอะไรเท่าใด วันนี้กลับทำตัวเหมือนกินยาผิดขนานด้วยการพูดจาราวกับ...อวดแฟนเนี่ยนะ?

แถมคนที่ถูกพาดพิงยังเป็นซากุรางิ ฮานามิจิ เจ้าหัวแดงตัวปัญหาอีกแน่ะ

สองคนนี้ไม่ใช่ว่าโดนสถานการณ์กลั่นแกล้งถึงได้ตกกระไดพลอยโจรเป็นแฟนตามเกมลงโทษรึไง?

สายตาคู่นั้นคู่นี้ในแผนก R&D สลับประสานกันไปมา...ฉันได้ยินอะไรผิดหรือเปล่า? พวกเราน่าจะได้ยินไม่ผิด แต่ไอ้หน้าหล่อนั่นใช่รุคาว่าจริงๆ หรือเปล่าต่างหาก? จะบอกว่ามีคนสวมรอยเหรอคะ? ผมว่าผีร้ายเข้าสิงมากกว่ามั้ง? ไม่ใช่ว่าหมอนี่เพิ่งหัวฟาดอะไรสักอย่างมาไม่ใช่เหรอ ฉันว่าแค่สมองกระทบกระเทือน!

ปริมาณข้อมูลมหาศาลถูกส่งผ่านทางเทลาพาธีเพราะไม่มีใครกล้าอ้าปากพูดกับรุคาว่าโดยตรง เจ้าคนโยนระเบิดเองก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่แยแสสายตาเหมือนคนกินของแสลงเข้าไปรอบๆ ตัวเลยสักนิด

และแล้ววันนั้นห้องแชทของพนักงานโชโฮคุก็มีประเด็นร้อนระอุวิ่งว่อนทั้งในแชทเดี่ยวและแชทกลุ่ม

 

ต่อให้นินทาลับหลังเรื่องก็ยังเล็ดรอดไปถึงเจ้าตัววันยังค่ำ ออดช่วงพักกลางวันเพิ่งดัง ซากุรางิ ฮานามิจิซึ่งได้ยินข่าวเรื่อง ‘รุคาว่ากินยาผิดสำแดง’ ปรากฏตัวที่แผนก R&D โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานเป็นครั้งแรก เงาแค้นบนแผ่นหลังเข้มข้นรุนแรงจนเกือบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

โคงุเระถอดแว่นตาออกมาเช็ดแล้วเช็ดอีกกระทั่งแน่ใจว่าไม่เห็นไอดำด้านหลังซากุรางิจริงๆ

“รุคาว่า มานี่ดิ๊”

ซากุรางิเดือดเนื้อร้อนใจจนรอเลิกงานไม่ไหวถึงได้พุ่งมาหาหนามยอกอกถึงที่ เขาหยุดอยู่ตรงพาทิชัน กระดิกนิ้วชี้กวักเข้าหาตัว ไม่ยอมก้าวข้ามไปอีกฝั่งราวกับถูกกั้นด้วยปราการที่มองไม่เห็น จากสีหน้าอาฆาตแค้นเต็มเปี่ยม ผู้พบเห็นเกิดอุปาทานไปเองว่าด้านหลังพาทิชันที่พวกตนนั่งอยู่เป็นอาณาเขตที่ได้รับการคุ้มครองทำให้ผีร้ายกล้ำกรายไม่ได้...

รุคาว่าเขม้นมองนิ้วชี้อันโอหังนั่น ขมวดคิ้วยอกย้อนว่า “ฉันจำเป็นต้องว่างตามแกตลอดหรือไง”

เจอคำพูดตัวเองตอกใส่หน้า ซากุรางิหน้าดำเป็นก้นหม้อ หงุดหงิดรำคาญใจกว่าเดิมเป็นเท่าตัว อีกนิดจะกระทืบเท้าเต้นผาง “ไม่ใช่ว่าแกมีเรื่องต้องมาคุกเข่าขอขมาท่านอัจฉริยะคนนี้รึไงหา? มีอะไรก็รีบพูดมาสิเว้ย!

“ตรงนี้?”

“ไม่ใช่ตรงนี้!” ปากตอบปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารุคาว่าอยากทำหรืออยากพูดอะไร แต่เพื่อความปลอดภัย พวกเขาไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่ใครก็ตามสามารถสอดส่ายสายตามองมาอย่างจับผิดได้

ภาษากายและสีหน้าบอกชัดทุกอย่างเกินไป รุคาว่ากวาดตามองจากหัวจดเท้า จากเท้าจดหัว หลังนิ่งเงียบไปแวบหนึ่ง ประกายบางอย่างเต้นระริกในดวงตา มุมปากเองก็ขยับเปลี่ยนองศา “หืม?”

ซากุรางิมองเห็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ความดันพุ่งปรี๊ด

ไม่ทงไม่ทนแล้วโว้ย!

“ฉัน จะ ไป กระ ชาก คอ แก ออก มา เดี๋ยว นี้ แหละ”

พอคนหัวร้อนพับแขนเสื้อพาตัวเองก้าวข้ามปราการที่มองไม่เห็น พลเมืองดีผู้รักสงบและต่อต้านความรุนแรงกรูกันเข้าไปล็อกแขนขา ปลอบไปร้องไปว่าใจเย็นก่อนซากุรางิ อย่าใช้กำลังเลยซากุรางิ ระวังจะโดนลงโทษทางวินัยนะซากุรางิ มีแต่เสียงเรียกซากุรางิๆๆๆ ผู้เป็นคนจากแผนกอื่นดังเอคโค่

รุคาว่าไม่นำอากัปกริยาฟิวส์ขาดเหล่านั้นมาใส่ใจ เขาเก็บสายตากลับคืน กล้ามเนื้อใบหน้ากลับสู่สภาพไม่ทุกข์ร้อน ตอบอย่างเกียจคร้านเย็นใจเสียเหลือเกินว่า “ไว้ว่ากันตอนเย็น”

“ยังจะมาตอนเย็นอะไรอีก แกนะแก๊!” ต่อให้มีเสียงพูดโน้มน้าวข้างหูมากมาย เสียงของรุคาว่าที่ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงพูดปกติยังลอยเข้าหูซากุรางิชัดเจน หากความฉุนเฉียวของเขาทำให้พ่นไฟออกมาจากปากได้ อย่าว่าแต่อาคารหลังนี้เลย แม้แต่อาคารข้างๆ ก็ราพณาสูรไปหมดแล้ว “ยังจะมาเปิดข้าวกล่องหน้าตาเฉยอีก รุคาว่า...!

“ซากุรางิคุง”

“...”

แขนขาที่เหวี่ยงสะบัดเปะปะหยุดลงกะทันหัน

เปลวเพลิงดับมอดในพริบตา

สัตว์ประหลาดพ่นไฟตัวหดลงพรวดพราดเหมือนลูกโป่งถูกเจาะลม ท้ายที่สุดก็เหลือขนาดน่ารักน่าเอ็นดูเท่าที่วางไว้บนฝ่ามือได้ ซากุรางิ ฮานามิจิเก็บมือเก็บเท้า หันขวับไปทางต้นเสียง เผยรอยยิ้มเซ่อซ่าเหนียมอายออกมาทันควัน “คุณฮารุโกะ...”

ถูกสาวเอ็ดเข้าทีเดียวหูตาสว่างไสวขึ้นมาในทันที ผลสัมฤทธิ์ดียิ่งกว่ารดน้ำมนต์ ชายฉกรรจ์ที่ยังคงจับตัวซากุรางิเอาไว้ทว่าหยุดยั้งอีกฝ่ายไม่เป็นผลพลันรู้สึกล้มเหลวอย่างรุนแรง

“ห้ามทะเลาะกันในบริษัทนะ” อาคางิ ฮารุโกะย่นคิ้วพลางดุเสียงเบา ในสายตาซากุรางิแล้ว เธอที่ทำปากยื่นนิดๆ แบบนั้นน่ารักเสียเหลือเกิน

ขณะเดียวกัน โคงุเระเห็นผมหยักศกโผล่ในคลองสายตาด้านหลังสาวน้อยหน้าแฉล้ม เขาทราบทันทีว่าทูตสันติภาพตัวจริงที่ปกป้องแผนก R&D เอาไว้เป็นใคร ป้องปากกระซิบโดยไม่ออกเสียงว่า “ขอบใจมาก”

มิยางิ เรียวตะโบกมือไปมาสื่อว่าไม่ต้องคิดมาก แผนกดีไซน์ที่อยู่ชั้น 3 ได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่งแว่วๆ จึงโฉบมาดูสถานการณ์ เขาเพียงไปเรียกฮารุโกะมาช่วยยุติฉากตีกันข้างเดียวอันน่าเวทนานี่เท่านั้น ให้นับเป็นความดีความชอบคงไม่ได้...แต่ถ้าอายะจังรับรู้และอยากเพิ่มคะแนนความชอบให้ก็อีกเรื่อง ยินดีรับเป็นอย่างยิ่ง

“ไปกันได้แล้วฮานามิจิ ไม่กินข้าวหรือไง”

ในวันปกติมิยางิอาจทิ้งซากุรางิเอาไว้ ทว่าเหตุการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ ด้วยเกรงรุ่นน้องสมัยเรียนมหาลัยจะหาเรื่องให้คนอื่นปวดหัวอีก มิยางิเหยียดแขนไปคว้าปกเสื้อด้านหลังของอีกฝ่าย ลากพรืดๆ ไปทางโรงอาหารบริษัท

ฝ่ายซากุรางิที่โดนรัดคอส่งเสียงประหลาดหนึ่งเฮือกจังหวะที่ขาดอากาศหายใจ รอจนยื้อยุดคอเสื้อตัวเองกลับมาได้ เขาถลึงตาชี้นิ้วใส่รุคาว่าที่นั่งทานข้าวกล่องไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอยู่กับโต๊ะตัวเองทิ้งทวน

“แก คอยดู เดี๋ยวเจอ”

“...” ตามองกราฟ เคี้ยวข้าวหงับๆ

“รุคาว่า ไอ้...!

ต้องให้มิยางิเตะตูดแล้วลากคอออกไป ความสงบถึงกลับคืนสู่ออฟฟิศ เหล่าขามุงเองเมื่อไม่มีอะไรให้ติดตามก็พากันสลายตัวไปใช้เวลาช่วงพักกลางวันให้คุ้มค่าเช่นกัน รุคาว่านั่งตรวจงานที่เหลืออีกเล็กน้อย หลังจัดการเสร็จพร้อมมื้อกลางวันก็สร้างพื้นที่ว่างบนโต๊ะด้วยการกวาดข้าวของออกไปกองด้านข้างแล้วงีบพักผ่อนหนึ่งตื่น

 

พนักงานออฟฟิศผู้เหี่ยวเฉาดั่งดอกไม้โรยกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันควันเมื่อถึงเวลาเลิกงาน รุคาว่าเก็บของด้วยความเร็วระดับปกติยังออกจากแผนกเกือบเป็นคนสุดท้าย เขาคิดว่าจะมีใครบางคนมาดักรอ เมื่อไม่เห็นผมสีแดงๆ จึงประหลาดใจอยู่บ้าง จากนั้นความประหลาดใจก็แปรเปลี่ยนเป็นอื่นเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง จังหวะลากเท้าเอื่อยเฉื่อยถูกเร่งขึ้นเล็กน้อย

“บ๊ายบายคร้าบ”

รุคาว่าซึ่งจ้ำอ้าวออกมาถึงหน้าอาคารเบรกตัวเองดังกึก ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร คนที่ตนมองหายืนโบกมือระริกระรี้ให้หญิงอื่นต่อหน้าต่อตา แม้จะเห็นเพียงด้านหลังศีรษะ แต่พอนึกตามว่าเจ้าหัวแดงทำสีหน้าเช่นไรอยู่ก็บังเกิดความรู้สึก...

“รุคาว่าคุง...” ฮารุโกะเป็นฝ่ายมองเห็นรุคาว่าก่อน ใบหน้าร่าเริงขณะพูดคุยกับซากุรางิเปลี่ยนเป็นขวยอายทันทีทันใด เธอหลุบดวงตาลงเล็กน้อยราวกับไม่กล้าประสานสายตา

ซากุรางิได้ยินชื่อแสลงหูก็แค่นเสียงดังเฮอะ อารมณ์ชื่นมื่นหายวับ ไม่อยากหันไปมองให้เสียสายตา

แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นแบบนี้ รุคาว่ารูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดี มักตกเป็นเป้าและได้รับความนิยมชมชอบจากเพศตรงข้ามอย่างออกหน้าออกตา อย่าว่าแต่ฮารุโกะ ตอนนี้แม้แต่สาวๆ คนอื่นละแวกนั้นที่กำลังเดินออกจากออฟฟิศหรือรอรถรับส่งต่างพากันแอบชม้อยชม้ายชายตามองรุคาว่ากันหลายคน

ซากุรางิถูกมองเพราะตัวสูงใหญ่ ดูน่ากลัวจนคนถอยห่าง ในทางกลับกัน รุคาว่าถูกมองเพราะตัวสูงใหญ่ กับเบ้าหน้าหล่อเลิศ...คนหนึ่งถูกมองแล้วถอยหนี อีกคนถูกมองแล้วกระแซะเข้าใส่ หากไม่ติดว่ารุคาว่าวางตัวห่างเหินไร้มนุษยสัมพันธ์ ไปไหนมาไหนคงมีแต่คนรุมทึ้ง

นั่นเป็นสิ่งที่ซากุรางิริษยามาโดยตลอด

สถิติสารภาพรักแล้วอกหักต่อเนื่อง 50 ครั้ง...รุคาว่าไม่มีทางได้ลิ้มรสความรู้สึกนี้แน่

รถ SUV คันหนึ่งเข้ามาจอดเทียบทางเท้าพอดี ซากุรางิเห็นรถคันดังกล่าวนานนับปีย่อมจำได้ว่าเป็นรถของหัวหน้าตัวเอง เขาวิสาสะกระโจนไปเปิดประตูตำแหน่งข้างคนขับโดยไม่เกรงใจ อาคางิวนรถออกมารับน้องสาวเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน เห็นฉากทำนองนี้มาหลายครั้งจนขี้เกียจบ่นแล้ว

“เอ้า คุณฮารุโกะ เชิญคร้าบ”

เจ้าของชื่อได้สติจากภาพจินตนาการฟุ้งซ่าน เธอหันมาแย้มรอยยิ้มให้คนมีน้ำใจ ทั้งยังกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย “ขอบใจจ้ะ”

แข้งขาซากุรางิละลายอยู่ตรงนั้น ใบหน้าขึงตึงกลับมายิ้มย้วยอีกหน ทว่าแม้สมองจะเริ่มละลายตามยิ้มหวานหยด ยังคงปักหลักใช้ร่างกายตัวเองบดบังไม่ให้ฮารุโกะมีโอกาสได้มองไอ้หนุ่มผมดำโดยสัญชาตญาณ

ช่วงเวลาเลิกงานมีรถและคนใช้ถนนขวักไขว่ ไม่ควรจอดขวางทางนานเกินไป พี่น้องอาคางิไม่โอ้เอ้ จากไปอย่างรวดเร็ว รอจนรถและคนออกห่างไปไกลแล้ว รุคาว่ามองคนที่ยืนจังก้าพยายามซ่อนตนไว้ด้านหลังทั้งที่บังแทบไม่มิด ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดปาก

“หึงเหรอ?”

คนถูกถามหันขวับมาแยกเขี้ยวใส่ “แน่สิเฟ้ย!

“...อืม”

“...” ทำไมรู้สึกเหมือนรุคาว่ามันทำหน้าพออกพอใจล่ะ?

“กลับกันเถอะ”

              ยังไม่ทันได้ลองตริตรองว่าอะไรเป็นอะไร เสื้อคลุมที่ให้คนยืมไปหนุนเมื่อเช้าคลุมแหมะลงบนศีรษะ ส่วนรุคาว่าหันเท้าเดินนำไปอีกทางโน่น

ซากุรางิไม่พอใจที่ตนไม่มีปากเสียงและได้แต่โอนอ่อนตามการชักนำของคู่ปรับ อย่างไรก็ดี ตอนนี้เขามีแต่ต้องยอมตามน้ำไปก่อน ขืนปล่อยห่างตา รุคาว่าอาจไปปล่อยข่าวลือมั่วซั่วอะไรเข้าอีก การจู่โจมกะทันหันวันนี้สร้างภาระต่อจิตใจอันบอบบางของซากุรางิมากเกินไป วิธีการลอบกัดแบบนี้แย่มาก แลกหมัดกันตรงๆ ดีกว่าเยอะ

              “แล้วนี่แกจะไปไหน”

              คนหนึ่งเดินนำ คนหนึ่งเดินตาม ไม่ได้เรียกรถหรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ ตอนแรกซากุรางิคิดว่าปลายทางของรุคาว่าอยู่ไม่ไกล แต่นี่เดินมาสิบนาทีแล้วยังไม่ถึงอีก คงไม่ใช่เจ้าจิ้งจอกนี่นึกครึ้มอยากเดินเล่นใช่ไหม?

              คู่กรณีไม่ได้ตอบในทันที เดินต่ออีกหน่อยจนหยุดอยู่หน้าศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง

              ซากุรางิ “...?”

              ที่แบบนี้ก็ต้อง...ซื้อของ? ไปดักถึงหน้าแผนกแต่เช้าเพื่อจะรีดไถเพราะไม่อยากควักกระเป๋าสตางค์ตัวเองจ่ายงั้นเหรอ? ซากุรางิสะบัดศีรษะซ้ายขวา ร้องปฏิเสธว่าไม่สิๆๆ ในใจ...คนที่ติดค้างคือรุคาว่าต่างหาก เจ้านั่นอาจจะไม่อยากคุกเข่ากราบกรานสำนึกผิดเลยเลือกใช้เงินฟาดหัวด้วยการพามาซื้อของที่เขาอยากได้เพื่อให้เลิกแล้วต่อกันมากกว่า

              พอคิดว่าไอ้ขี้เมาทำอะไรลงไปบ้าง...

              “ ‘บาสแดงแรง 3 เท่า’ “ จู่ๆ รุคาว่าโพล่งทะลุกลางปล้องขึ้นมา

              ซากุรางิเผลอขึ้นเสียงดังสวนราวกับติดระบบตอบรับอัตโนมัติ “บาสแดงอะไรอีก!

              “ถามว่าจะไปไหนไม่ใช่รึไงเจ้าโง่”

              “ก็แล้วบาสแดงมันหมายถึงอะไรเล่า!” จับคอมาเขย่าๆๆ

              คนผมแดงตัวเป็นๆ เดือดจนหน้าเน่อหูเหอแดงตามสีผม กระนั้น รุคาว่าซึ่งโดนคว้าหมับกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อเพลิงพิโรธ เจ้าตัวยังคงไว้ซึ่งใบหน้าอันสงบนิ่ง กระพริบดวงตาสีดำมองใบหน้าที่พุ่งปราดเข้ามาประชิดจนหน้าผากเบียดกัน ความประหลาดใจปรากฏในแววตาเลือนราง จากนั้น...

              “คราวนี้คิดจะจูบฉันกลางถนนเลยเหรอ?”

              “...”

              แม้แต่ภาษาคน ซากุรางิ ฮานามิจิก็พูดไม่ได้แล้ว

              เพราะทั้งคู่ตัวใหญ่แถมหน้าตากับสีผมยังสะดุดตา ต่อให้ยืนอยู่เฉยๆ คนเดินถนนยังอดมองไม่ได้ พอลงมือซัดกันเองจึงถูกอัดคลิปอย่างรวดเร็ว รปภ.ประจำตำแหน่งประตูทางเข้าศูนย์การค้าเข้ามาห้ามมวยตอนสองหนุ่มผมดำแดงออกหมัดกันไปแล้วคนละหมัด

              ทว่าตอนฉุดกระชากลากถูทั้งสองหลบคนเดินถนนมาถึงใต้อาคาร ชายหนุ่มผมดำที่แม้จะโดนชกหน้าไปซีกหนึ่งก็ยังหล่อเกินไปกลับเอ่ยคำพูดชวนช็อกออกมาว่า ‘หมอนั่นเป็นพวกเขินแล้วชอบใช้กำลัง ไม่มีอะไรหรอกครับ’ แถมกระหน่ำโยนระเบิดซ้ำราวกับเมื่อครู่ยังสร้างความตกตะลึงได้ไม่สาแก่ใจเพิ่มว่า ‘เป็นแฟนที่น่าปวดหัวจริงๆ

              ผลคือโดนขึ้นคร่อมง้างหมัดอีกรอบ

หากไม่ใช่ชายหนุ่มหัวแดงๆ ถูกคว้าแขนล็อกตัวไว้ก่อน เจ้าหนุ่มผมดำคงได้รับประทานไปอีกหนึ่งกำปั้น

กว่าทั้งสองจะสงบสติอารมณ์ลงกันได้กินเวลาเกือบชั่วโมง สาเหตุที่ล่าช้าเป็นเพราะสื่อสารไม่สำเร็จ ฝ่ายหนึ่งพูดอะไรออกไป คู่กรณีมีแต่จะปรี๊ดแตก ส่วนฝั่งที่คอยแต่จะปรี๊ดแตกนั้น อ้าปากแต่ละทีมีแต่ ‘#$%^(@^&)_*!!!!’ ทำให้คนกลางเหนื่อยล้ามาก...ดูยังไงก็ไม่ใช่คู่รักไม่ใช่เหรอ ที่บอกว่าจะมาเดทที่โรงหนังก็โกหกเหมือนกันล่ะสิ?

 

              “แกไม่ชอบหนังเรื่องนี้เหรอ?”

ป้ายหน้าทางเข้าศูนย์การค้าโฆษณาชวนเชื่อเด่นหราว่าเป็นหนังบาสยอดเยี่ยม ทำสถิติยอดจำหน่ายตั๋วสูงสุดประจำสัปดาห์..ตัวหนังสือสีแดงคาดผ่านกลางหน้าจอยักษ์กระพริบเป็นจังหวะดั่งกำลังหลอกล่อให้มาเสียเงินเข้าชม

              “ปัญหามันอยู่ตรงนั้นที่ไหนล่ะเฟ้ย!

              เทียบกับสมัยวัยรุ่นเลือดร้อน ซากุรางิ ฮานามิจิใจเย็นลงเยอะแล้ว กระนั้นหลังผ่านการอาละวาดที่แม้จะ ‘เบา’ ลงจากสมัยก่อน ปุถุชนผู้ใช้ชีวิตอยู่กับร่องกับรอยยังคงรู้สึกหวาดผวาอยู่ดี ตอนมีเรื่องชุลมุนวุ่นวาย เห็นจะมีแต่รุคาว่าคนเดียวที่ไม่เกรงกลัว

              เคราะห์ดีบังเกิดในคราวร้าย โทรศัพท์ของซากุรางิ ฮานามิจิดังขึ้นพอดี คนอื่นๆ โน้มน้าวให้เจ้าตัวรับสาย เบี่ยงเบนความสนใจไปยังเรื่องอื่น ซึ่งหลังจากได้พูดคุยกับใครบางคนซากุรางิใจเย็นลงจริงๆ

              “ได้...เข้าใจแล้ว ขอบใจนะ...หือ? อ๋อ มีเรื่องขี้ปะติ๋วนิดหน่อย...เออ แล้วเจอกัน”

              พอวางสาย ยักษ์หัวแดงหางตาชี้กลับคืนร่างมนุษย์โดยสมบูรณ์ ไม่ว่าปลายสายจะเป็นใคร ประชาชีรายล้อมรู้สึกขอบคุณมากที่โทรเข้ามาได้จังหวะเหมาะเหม็ง

              ด้วยรุคาว่าพูดไว้ว่าเป็นคนรัก รปภ.ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาโดยไม่คิดให้รอบคอบ แทนที่จะดำเนินคดี เมื่อพิจารณาแล้วว่าอาจเป็นเรื่องในครอบครัว เขาตัดสินใจหว่านล้อมให้ทั้งคู่หันหน้าพูดคุยกันอย่างสันติดูก่อน สองหนุ่มที่หัวเย็นลงจากเมื่อครู่ไม่ได้ดื้อแพ่งและยอมรับฟัง ดูเหมือนตั้งใจจะไปเปิดอกคุยกันใหม่อีกครั้ง

              “ต้องแวะซื้อยาก่อนสิ บรมงั่งจริงๆ”

              “อัจฉริยะไม่ต้องทายาเว้ย!

การได้เห็นซากุรางิเดินกลับบ้านพร้อมรุคาว่าในตอนท้ายสร้างความตกตะลึงแก่ผู้พบเห็น ถึงขั้นคล้อยตามว่าเมื่อกี้ทะเลาะกันขนาดนั้นยังอุตส่าห์หาทางลงดีๆ ได้ เป็นคู่รักทะเลาะกันจริงๆ เหรอเนี่ย ดีแล้วที่ไม่แจ้งตำรวจ...

              หากซากุรางิล่วงรู้ความคิดพวกนั้นเข้า แน่นอนว่าจะปรี๊ดแตกอีกรอบ

              พวกเขากลับด้วยกันเพราะอยู่ที่เดียวกันต่างหาก

เพียงแต่ถ้าพูดออกไปจริงรังแต่จะถูกเข้าใจผิดหนักกว่าเดิม

ฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสี ซากุรางิเหน็ดเหนื่อยเมื่อล้ามาทั้งวัน เมื่อสักครู่เพิ่งจะสิ้นเปลืองแรงโดยใช่เหตุเพราะใครบางคน ตอนนี้หิวไส้แทบขาด อย่างไรก็ตาม หากมัวเตร็ดเตร่อยู่ในที่สาธารณะคงไม่พ้นได้มีเรื่องให้ขายขี้หน้า เขาตัดสินใจกลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เปิดประตูบ้านต้อนรับรุคาว่า

เอาล่ะ ฉันว่าแกติดค้างฉันจนสาธยายไม่หมดแล้ว ตอนนี้มีอะไรจะพูดไหม”

แขกผมดำกวาดสายตาสำรวจทิวทัศน์แปลกใหม่ขณะถอดรองเท้าบริเวณหน้าประตู “ข้ามขั้นมาเดทที่บ้านเลยสินะ...”

              ซากุรางิ “...”

              ทำไมถึงอยากซัดหน้าทุกครั้งที่ไอ้หมอนี่อ้าปากพูดกันนะ?

              อัจฉริยะท่านหนึ่งข่มใจทำเป็นไม่ได้ยินด้วยไม่อยากอาละวาดพังข้าวของตัวเองเสียหาย เขาเปิดสวิตช์ไฟ เสียบสายชาร์จโทรศัพท์วางไว้ข้างหัวนอน จากนั้นกางโต๊ะพับออกมาวางกลางห้อง กระดิกนิ้วเรียกศัตรูตัวฉกาจให้นั่งเผชิญหน้า

              ภายในห้องของซากุรางิมีของไม่มากนัก เขาซื้อเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้านอกจากเตารีดที่พันสายเก็บเรียบร้อยวางอยู่บนโต๊ะรีดผ้า ก็มีแค่ตู้เย็นขนาดเล็ก พัดลมเก่าๆ และเครื่องปรับอากาศขนาด 12000 BTU แม้มีแขกมาบ้านกะทันหัน ห้องที่ไม่ได้เก็บกวาดรอไว้ก็ค่อนข้างเรียบร้อยทีเดียว ไม่มีของจุกจิกหรือเสื้อผ้าวางระเกะระกะ รุคาว่าไม่จำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่ สามารถนั่งลงได้ทันที เจ้าตัวลูบคาง ดูประหลาดใจกับความเป็นระเบียบนี้ไม่น้อย

              “รุคาว่า แกน่ะ...”

              “คอแห้ง”

              “...”

              “ไม่รินน้ำรับแขกรึไง?”

              “...” ต่อยหน้ารับแขกแทนได้ไหม?

              หนทางยังอีกยาวไกล เพื่อให้การเปิดอกสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น ซากุรางิกัดฟันทนอีกครั้ง ลุกขึ้นไปหยิบขวดน้ำออกมาหนึ่งขวด ส่วนแก้วต้องใช้เวลาคุ้ยหาหลายนาทีถึงเจอแก้วที่พอจะนำมารับแขกได้

              “เอ้า เลิกลีลาได้แล้ว ถ้าแกยังกวนโอ๊ยไม่เลิกคราวนี้ฉันชกคว่ำแน่”

              รุคาว่ารินน้ำดื่ม ปล่อยคำพูดของเจ้าบ้านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา การแสดงออกดังกล่าวบ่งชัดว่าเจ้าตัวไม่ได้ฟัง ซากุรางิจึงทุบโต๊ะปั้กๆ

              “แกวางแผนอะไรไว้? คิดจะทำอะไร?

              ดวงตาสีดำเผยความเหนื่อยหน่าย รุคาว่าถอนหายใจดังเฮ้อ ใช้สายตาเหมือนมองคนโง่ทอดมายังซากุรางิ “ทำอะไรที่ว่าของแกนี่หมายถึงอะไรล่ะ”

              “จะอะไรซะอีก” สภาพอารมณ์คนถูกถามแปรผกผันกันโดยสิ้นเชิง ซากุรางิตาขวาง ใช้มือสองข้างตบโต๊ะพับดังเปรี้ยงแล้วเท้าค้างไว้ ตะโกนออกมาอย่างสุดทน “ไอ้เรื่องฉลากของมิตจี้น่ะช่างเถอะ แต่อยู่ๆ มากัดฉันแล้วบอกว่าฉันชอบแกนี่มันอะไรหา?! แล้วยังไปดักรอที่ทำงานตอนเช้าอีก อยากทำอะไรกันแน่?! เรื่องแฟนที่แกเอาไปพูดก็เหมือนกัน ทุกคนรู้ทั้งนั้นว่ามันเป็นเกมลงโทษ มีเรื่องอะไรก็มาคุยกันตรงๆ อย่าใช้วิธีทำให้ฉันต้องอับอายด้วยเรื่องพรรค์นี้เซ่จริงสิ เมื่อกี้ด้วย ดูหนังเรอะ? บ้าบอคอแตกอะไร!

              “...” รุคาว่านิ่งมอง ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับรอยแผลเล็กๆ เขาเผยสีหน้าเข้าอกเข้าใจออกมาทันที “แกกำลังไม่พอใจที่ตัวเองปากแตกเหรอ เป็นคนเข้ามาจูบฉันก่อนแท้ๆ โดนกัดคืนบ้างดันโมโหจนทำตัวเจ้าคิดเจ้าแค้น?”

              บทวิวาทหน้าศูนย์การค้า รุคาว่าไม่ได้ต่อยปาก แต่แทนที่เขาจะมองรอยฟกช้ำดำเขียวที่เพิ่งได้มาใหม่เมื่อครู่ กลับขุดลากเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาเป็นประเด็น

“นั่นมันแกต่างหากแกเป็นคนเริ่ม แกคนเดียวเลย!

              สุดท้ายซากุรางิ ฮานามิจิก็หลีกเลี่ยงการล้มโต๊ะไม่ได้ เคราะห์ดีว่าแก้วที่นำมารับแขกเป็นแก้วน้ำเมลามีน อีกทั้งขวดน้ำยังเป็นขวด PET ที่รุคาว่าปิดฝาแน่นหนาดีแล้วจึงไม่มีอะไรเสียหาย

              ความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากเกินไปและสื่อสารกันคนละทางทำให้โกรธจนควันออกหู ทว่าตอนที่ปีนข้ามโต๊ะพับซึ่งถูกโยนทิ้งขว้าง รุคาว่ากลับอ้าแขนออกแล้วกอดซากุรางิไว้พร้อมกับทิ้งตัวลงนอน

              “แกจะหัวร้อนอะไรนัก”

              “...!”

              วินาทีนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่นุงนังอยู่ในหัวถูกพายุหมุนที่ชื่อรุคาว่าเป่าตูมเดียวหายวับ

              ซากุรางิ ฮานามิจิได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนช็อกไปแล้ว

              รุคาว่าไม่ได้เมาแต่กลับโอบกอดซากุรางิเอาไว้ มือหนึ่งแตะบริเวณสันหลัง อีกมือลูบผมสั้นๆ สีแดงขึ้นลง ทั้งที่น้ำเสียงทุ้มต่ำยังแฝงความเย็นชา พอพล่าวออกมาโดยที่ริมฝีปากแตะติ่งหูกลับอ่อนโยนขึ้นราวกับใช้เวทมนต์ พวกเขาทั้งสองมีส่วนสูงใกล้เคียงกันทว่าขนาดตัวซากุรางิใหญ่กว่า น้ำหนักตัวมากกว่า ถูกนอนทับอย่างนี้ไม่มีทางสบายไปได้ ถึงอย่างนั้นรุคาว่าเลือกใช้วิธีปลอบอย่างละมุนละม่อมและยืนหยัดรั้งซากุรางิให้เกยอยู่บนร่างตนเหมือนไม่รู้สึกว่าน้ำหนักพวกนั้นมีปัญหาอะไร

              วิธีปฏิบัติแตกต่างจากตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นสุดขั้ว ไหนจะการแนบชิดเกินพอดีนี่อีก...ซากุรางิถูกโจมตีหนักจนได้แต่นอนบื้อใบ้

              “ใจเย็นลงแล้วหรือยัง?”

              “...”

              จอมโวยวายเงียบกริบไปนานผิดสังเกต รุคาว่าดันไหล่คนด้านบนเล็กน้อย หมายจะดูหน้าให้ชัดๆ ว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง แต่แล้ว...

            พล่อก!

              “ทำไมถึง จะ จะ...เฉยเลยเล่า!

              จูบเดียวกระชากทุกเศษเสี้ยวสติและจิตวิญญาณเข้าร่าง ซากุรางิที่เหม่อลอยฟาดสันมือออกไปตามสัญชาตญาณแล้วกระโดดหนีออกจากร่างรุคาว่าดั่งติดสปริง เขาถดตัวชิดกำแพง แทบจะจมแผ่นหลังเข้ากับผนังห้อง หนีให้ห่างจากผู้ชายผมดำกลางห้องได้เท่าไหร่ก็หนีเท่านั้น

              ถูกล่วงเกินทีเผลอมาสองหนแล้วนะเฟ้ย!

              ซากุรางิแอบคิดว่าสารรูปตัวเองตอนนี้ไม่น่าดูนัก เขายังคงยืนยันว่าตนไม่เคยกลัวอะไรและพฤติกรรมตอนนี้ไม่ใช่การหนีหัวซุกหัวซุน แค่ถอยมาตั้งหลักไม่ได้หมายความว่ากลัวสักหน่อย! ...ถึงอย่างนั้นก็ยังเจ็บใจอยู่ดี สำหรับซากุรางิการถูกคนอย่างรุคาว่าบีบให้ต้องถอยมาตั้งหลักถือว่าเสียศักดิ์ศรีมากแล้ว

              รุคาว่ายันตัวลุกนั่ง ลูบคางที่ถูกซัดจนเกือบกัดลิ้นตัวเองเป็นแผล ดวงตาของเขามืดครึ้ม พอเจ็บตัวก็ชักมีน้ำโห เสียงทุ้มต่ำเรี่ยพื้นดินเย็นยะเยียบ “มองตาแป๋วแบบนั้นไม่ใช่อยากจูบรึไง”

              “ไม่ใช่แกนั่นแหละทำไมคิดถึงแต่เรื่องจูบตลอดเวลา เป็นพวกหมกมุ่นเรอะ!

              “...? จูบแฟนตัวเองผิดตรงไหน?”

              “ต่อให้เป็นแฟนก็ต้องยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่ายโว้ย!

              “อ้อ...” ร่างกายรุคาว่าผ่อนคลายลงอย่างยากจะสังเกต “งั้นก็ว่าง่ายๆมาให้จูบซะ”

              “อย่ามาตบตักตัวเองพูดหน้าตาเฉยนะเว้ย!” ซากุรางิคุกเข่ากุมหัว อยากขุดรูมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด

              พรรคพวกมักจะหอบหิ้วเกมมาเล่นที่บ้าน รวมหัวกันทีก็ส่งเสียงดังเอะอะที นับจากถูกร้องเรียนตอนนั้นซากุรางิลงทุนปรับแต่งห้องติดแผ่นซับเสียง ต่อให้ตอนนี้แหกปากคร่ำครวญข้างบ้านก็ไม่ถึงกับถูกรบกวน

              รุคาว่าที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้องมองเจ้าของบ้านที่สติแตกไปแล้ว เจ็บคางอยู่แท้ๆ กลับอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย เขาคิดเขยิบเข้าไปใกล้ แต่พอยกเข่าขึ้น ซากุรางิราวกับมีตาที่สาม หันขวับมายกมือเป็นปางห้ามญาติ

              “อย่าขยับ!

              “...” รุคาว่านิ่งเงียบไปหนึ่งวินาที มองมือที่กางหราตรงหน้าก่อนกดหัวคิ้วลง “ไม่”

              พลังชีวิตของซากุรางิตกฮวบจากการจู่โจมต่อเนื่อง กายใจถูกเล่นงานถึงขนาดลืมหิวมื้อเย็น เขารับมือการโจมตีระลอกใหม่ๆ ไม่ไหวจึงยอมประนีประนอมให้อย่างหาได้ยาก “รู้แล้วๆ งั้นนั่งอยู่ตรงนั้น อย่าเข้ามา เดี๋ยวฉันเข้าไปหาเอง”

              คำว่า ‘เดี๋ยวฉันเข้าไปหาเอง’ กดสวิทช์ดับเครื่องรุคาว่าลงทันทีทันใด เจ้าตัวหยุดเคลื่อนไหวอย่างว่าง่าย แถมดูพอใจนิดๆ ซากุรางิต้องขยับตัวสองสามครั้งกว่าจะนั่งได้ระยะห่างที่รุคาว่าฝืนใจยอมรับได้

              “รุคาว่า” สุ้มเสียงซากุรางิอ่อนเพลียอย่างหนัก “ช่างหัวมิตจี้ เลิกเอาเรื่องแฟนง่าวๆ นั่นมาหาเรื่องฉันได้แล้ว พอที...ฉันให้แกชกฟรี 2 ครั้งฐานขอยกเลิกก่อนกำหนดก็ได้ ถือเป็นค่าปรับที่ทำตามกติกาไม่ได้”

              เพียงไม่กี่วันก็ถึงขีดจำกัดของซากุรางิแล้ว เขาคุ้นเคยกับการทะเลาะซึ่งหน้า ไม่พอใจอะไรแค่สวนหมัดเตะต่อย สงครามประสาทไม่ใช่ทางถนัดเลย

              รุคาว่าหลุบดวงตาลงมองเจ้าบ้านผมแดงผู้กำลังนั่งห่อไหล่ ไม่ได้เอ่ยอะไรเป็นนาน

              “เฮ้ย พูดอะไรหน่อยสิ รึแกคิดจะถือโอกาสปั่นหัวฉันจนกว่าจะถึงที่สุด?” เพราะคาดคะเนไว้บ้างว่าคนนิสัยเสียแถวนี้จะไม่ให้ความร่วมมือ พอสถานการณ์เริ่มเป็นไปในทิศทางนั้น ซากุรางิชักปวดหัว...แน่สิ ลองเป็นตัวเองที่เป็นฝ่ายได้เปรียบ โขกสับเหยียบย่ำได้ดังใจก็คงไม่ยอมเสียโอกาสไปเหมือนกัน

              “ไอ้บัฟฟาโล่”

              “...”

รอฟังตั้งนานได้รับคำด่าเป็นผลตอบแทน หางคิ้วซากุรางิกระตุก ใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายชักสีหน้าใส่จิ้งจอกปากเสีย ที่บอกให้พูดอะไรหน่อยไม่ใช่ให้ด่าคน ไอ้หอกหักเขากำหมัดแน่น กัดฟันกรอดๆ อยากตบบ้องหูตัวเองครามครันที่ลากศัตรูมาตั้งโต๊ะเจรจาถึงบ้านแล้วยังสู้ทนให้ลูบคมไม่หยุด “เจรจาดีๆ ไม่ได้ก็ไม่ต้อง...”

              เห็นคู่สนทนายัวะขึ้นมาอีก รุคาว่าถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “งอนอะไรอีก”

              ‘คนแสนงอน’ ขนลุกไล่ตั้งแต่ตาตุ่มขึ้นมาถึงเส้นผม องคาพยพบนใบหน้าบิดเบี้ยว “อย่าใช้คำว่างอน!

              “เมื่อตอนงานเลี้ยง ฉันไม่ได้ตามน้ำรุ่นพี่”

              “ยังจะ...!

              ฝ่ามือใหญ่โตแปะลงกลางหน้า หยุดคำพูดของซากุรางิเอาไว้ รุคาว่าซึ่งเหยียดแขนออกมากล่าวต่อโดยสบดวงตาที่มองเห็นผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมือตัวเอง “ฉันหมายความตามที่พูด เป็นคำตอบจากตัวฉัน ไม่เกี่ยวกับฉลากคำสั่ง เลิกคิดเองเออเองได้แล้วเจ้าโง่”

              ‘เจ้าโง่’ มุมปากกระตุก ตอนที่ปัดมือเหิมเกริมออกจากใบหน้า ในที่สุดก็เข้าใจว่าคำพูดของรุคาว่าหมายถึงอะไร เครื่องหน้าของเขาผิดรูปยิ่งกว่าเดิม “เห่าหอนอะไรของแก

              “คำตอบของฉันไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อน” รุคาว่าโพล่งขัด ไม่ยอมถูกพูดแทรกในขณะที่ตัวเองยังพูดสิ่งที่ต้องการออกไปไม่ครบ เขาใช้มือข้างที่เพิ่งถูกสะบัดทิ้งจับซากุรางิไว้ใหม่ จับไม่ยอมปล่อย “คำตอบของฉันในตอนนี้คือ ‘ตกลง’ 

              ซากุรางิแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งเสียง ศีรษะร้อนจี๋แผดเผาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนสิ้น เขาใช้มืออีกข้างบีบข้อมือของรุคาว่าเป็นนัยให้ปล่อยตนซะ

กับระเบิดถูกเหยียบเข้าเต็มๆ

“แกยกเรื่องเก่าเก็บมาพูดเพื่ออะไรฉันไม่สน แล้วก็ไม่สนด้วยว่าแกตอนนี้กับแกตอนนั้นจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันตรงไหน ที่แน่ๆ คือฉันไม่เหมือนเดิมแล้วเฟ้ยใครจะไปหน้าโง่สารภาพรักซ้ำสองกับไอ้คนที่บอกว่าฉันเสียสติวะ!

ซากุรางิ ฮานามิจิมีความลับเล็กๆ หนึ่งอย่าง

สถิติสารภาพรักแล้วอกหักต่อเนื่อง 50 ครั้งของเขา...คนที่เป็นจุดเริ่มต้น เป็นรักแรกอันเจ็บแสบที่สุด

ก็คือรุคาว่า คาเอเดะ

 

ตอนอายุ 14 ปี ซากุรางิ ฮานามิจิไม่ได้ย้อมผมสีแดง เป็นเด็กนักเรียนจอมก่อปัญหาที่ซื่อตรงและไร้เดียงสาเสียยิ่งกว่าตอนนี้ เขามีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งได้รู้จักตอนขึ้นชั้นมัธยมต้น แม้จะปากร้ายไปนิด นิสัยเสียไปหน่อย ทว่ายังเท่มากด้วย พวกเขาเข้ากันได้ดี ไม่ว่าหยิบจับทำอะไรซากุรางิเป็นต้องนึกถึงคนคนนั้นอยู่เสมอ อยากใช้เวลาด้วยกัน แบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ ด้วยกัน

ตอนที่สารภาพรัก เขาไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนเลย

ถ้าเป็นแฟนคงจะได้ใกล้ชิดมากกว่านี้ ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป และอาจจะได้รับความเอาใจใส่เพิ่มมากขึ้น

เพราะเป็นคนใจร้อน เมื่อตัดสินใจได้แล้วซากุรางิก็ลงมือทันที เขาเก็บดอกไม้ที่เห็นใกล้ตาที่สุด วิ่งแท่ดๆ ไปหาคนในใจแล้วบอกความรู้สึกออกไป

แต่ว่า

เสียสติไปแล้วเหรอ จะเพ้อเจ้อก็ให้มันมีขอบเขตซะบ้าง เจ้าโง่

น้ำเสียงนั้นเย็นชามาก

ซากุรางิ ฮานามิจิวัย 14 ปีที่คิดน้อยสารภาพรักไม่ดูสถานที่ถูกหักอกอย่างเจ็บแสบโดยมีสักขีพยานเป็นนักเรียนต่างห้อง เด็กนักเรียนสองสามคนตรงนั้นกำลังเก็บกระเป๋าเพื่อย้ายห้องเรียนทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอฉากราวกับหลุดมาจากละครกะทันหัน พวกเขารีบร้อนหลบฉากออกไป ทิ้งสองหนุ่มด้านหลังให้จัดการปัญหากันเอาเอง

ซากุรางิมองเห็นเพียงผลสำเร็จอันงดงาม ไม่เคยคิดว่าจะถูกปฏิเสธ หนำซ้ำคนที่ตนวางตำแหน่งเพื่อนรักให้ยังตัดรอนอย่างไม่ไว้หน้า

อารมณ์อันอ่อนไหวของวัยรุ่น ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี...ทุกสิ่งผสมปนเปทำให้ความสัมพันธ์อันดีตลอดปีกว่าๆ พังทลายในคราวเดียว

เขาต่อต้านทุกสิ่งที่เป็นหมอนั่น

ความชื่นชมกลายเป็นปรปักษ์ บุคคลในอุดมคติก็เปลี่ยนเป็นหญิงสาวร่างเล็กน่ารักที่อ่อนโยนอ่อนหวาน

หนึ่งปีครึ่งหลังจากเหตุการณ์สารภาพรัก เพื่อนรักกลายเป็นคู่ปรับ

แล้วก็แยกย้ายกันไปตอนจบม.ต้นทั้งอย่างนั้น

 

หลังจากได้เจอกันอีกครั้งในรอบสิบปี เวลาเจอหน้ากันมีแต่การต่อล้อต่อเถียงและใช้กำลังไม่มากก็น้อย ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมงาน 2 ปีเต็มห่างไกลจากคำว่ารักใคร่กลมเกลียว

แต่แล้วจู่ๆ รุคาว่าเกิดเปลี่ยนท่าทีกะทันหันเพราะฉลากใบเดียว นอกจากถูกปั่นหัวโดยอาศัยรอยด่างพร้อยจากอดีตก็ไม่น่ามีสาเหตุอื่นอีกแล้ว

ทั้งที่ซากุรางิในตอนนั้นรู้สึกดีต่ออีกฝ่ายอย่างบริสุทธิ์ใจ สุดท้ายเจ้าหมอนี่กลับเห็นเป็นเครื่องมือมาทิ่มแทง การได้ยินอีกฝ่ายยกเรื่องเก่าๆ มาอ้างถึงจึงมีแต่จะราดน้ำมันลงกองเพลิง

“ไสหัวไป”

ซากุรางิพยายามผลัก แต่ผลักไม่ออก

แม้สรีระร่างกายของรุคาว่าเสียเปรียบอยู่นิดหน่อยแต่ความแข็งแรงของทั้งสองคนใกล้เคียงกัน ที่แล้วมาผลลัพธ์เวลาทะเลาะกันถึงได้จบอย่างสูสีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ซากุรางิในตอนนี้ถูกบั่นทอนพลังกายพลังใจไปมากต่างจากรุคาว่า หลังยื้อยุดกันมาหลายนาทีแล้วยังเตะเจ้าจิ้งจอกชั่วออกไปให้พ้นตัวไม่ได้ ซากุรางิได้แต่ยอมรับว่าวันนี้ไม่ใช่วันของตน...ไว้ค่อยเอาคืนวันหลัง

ดวงตาสีดำของรุคาว่ามองตรงมา นอกจากข้อมือที่จับแน่นไม่ยอมปล่อย อีกฝ่ายไม่ได้พูดหรือทำอะไรอีก รอจนแรงขัดขืนผ่อนลงแล้ว เขาค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการพ่นออกมาคำหนึ่ง

 “ขอโทษ”

ซากุรางิยกคางขึ้น สบตาไม่มีถอย ยืนกรานคำเดิม “ไสหัวไป”

รุคาว่าตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า “ไม่”

“นี่แกยังมีหน้ามาตอบว่าไม่อีกเรอะ?!

หมับ

ด้วยมือขวายังกำข้อมืออีกคนไว้แน่น รุคาว่าจึงใช้มือซ้ายจับข้อเท้าของซากุรางิที่เหวี่ยงออกมาเตะตนอย่างชำนิชำนาญ เขาจับขาข้างนั้นวางลงกับพื้นให้ซากุรางินั่งให้เรียบร้อย และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ถูกทำร้ายร่างกายกะทันหันจากเจ้าคนพิษสงรอบตัวอีก รุคาว่าขยับเข้าไปนั่งประชิด ใช้ขาตัวเองล็อกขาทั้งสองของอีกฝ่าย

“ดีกันเถอะ ฉันไม่อยากทะเลาะกับแกอีกแล้ว”

ซากุรางิไม่ใช่คนใจกว้าง ยิ่งตอนนี้เขาโมโหรุคาว่าจนแทบกระอัก หนำซ้ำยังแตกหักกับอีกฝ่ายมานาน ไม่หวั่นกลัวอะไรทั้งสิ้น คำตอบจึงตรงไปตรงมาอย่างที่สุด

“เสียสติไปแล้วเหรอ จะเพ้อเจ้อก็ให้มันมีขอบเขตซะบ้าง เจ้าโง่”

แต่ขนาดพ่นคำที่ดังก้องอยู่ในใจมานับสิบปีใส่หน้าเจ้าของเสียง ซากุรางิยังไม่รู้สึกดีขึ้นเลย

รุคาว่าที่ปกติหัวร้อนง่ายพอกันกลับมีน้ำอดน้ำทนราวปาฏิหาริย์ ตั้งแต่เริ่มจนจบ นอกจากมองและฟังอย่างเงียบเชียบ สิ่งที่ทำคือค่อยๆ ขยับตัวเข้าหาซากุรางิทีละเล็กละน้อย

“มีอะไรอยากพูดอีกไหม”

“ฉันไม่ได้ชอบแกแล้ว”

“มีอีกหรือเปล่า”

“ปล่อยฉัน”

“มีอีกไหม”

“ไอ้บ้า”

“หมดหรือยัง”

“...”

สุดท้ายก็เอื้อมถึง ใช้แขนสองข้างโอบซากุรางิ ฮานามิจิเข้ามากอดไว้ได้สำเร็จ

 

 

Talk

ลำบากมากกกับการพยายามไม่แสดงมุมมองของรุคาว่าว่าฮีกำลังคิดหรือรู้สึกยังไงอยู่ ปกติเวลาเขียนมุมมองบุคคลที่ 3 ต่อให้เน้นมุมมองของตัวละครใดตัวละครหนึ่งก็ยังมีแทรกเสียงในใจคนอื่น แต่เพราะความคิดรุคาว่าในเรื่องนี้มันช่าง 555555555555 เอาเป็นว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีและเข้าข้างตัวเองสุดๆ เลย ใช้ชีวิตได้แฮปปี้มากนะ 5555555555555

No comments:

Post a Comment