Fanfic Daiya no A
±1
[Part 1]
Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating : SFW
แต่ละโรงเรียนล้วนมี ‘หัวโจก’ ที่มีอิทธิพลอยู่อย่างน้อยโรงเรียนละกลุ่ม อาจมากกว่านั้นได้ขึ้นอยู่กับสภาพของโรงเรียนนั้นๆ
โรงเรียนเซย์โดเป็นโรงเรียนมีชื่อประจำเขต เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย เนื่องจากเป็นโรงเรียนมีชื่อเสียงทั้งการเรียนและกีฬาทำให้มีเด็กจำนวนไม่น้อยถือเป็นเป้าหมายและมีผู้ปกครองอีกมากที่อยากให้บุตรหลานได้เข้าเรียน ด้วยความที่เด็กแต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน เมื่อมีผู้สมหวังก็ต้องมีผู้ผิดหวัง ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยใช้วิธี ‘ซิกแซก’ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เซย์โดจึงมีนักเรียนหลากประเภทอยู่รวมกัน
แต่เราจะมาพูดกันถึงเรื่องหัวโจก
เซย์โดมีเด็กเกอยู่ราว 5%...จำนวนค่อนข้างมาก แต่ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนอันธพาล คนที่เป็นบอสคุมโรงเรียนนี้คือเด็กหนุ่มชื่อมิยูกิ คาซึยะ ฤดูใบไม้ผลิปีนี้จะขึ้นชั้นมัธยมปลายปีสอง เขากลายเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเกือบสองปีก่อน ตอนนี้ก็ยังครองตำแหน่งนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น มิยูกิไม่ยอมรับการค้ายาและไม่ยอมให้คนในกลุ่มเที่ยวออกไประรานใคร สิ่งที่พวกเขาทำคือการตีกับแก๊งเด็กเกโรงเรียนอื่นภายใต้ชื่อโรงเรียนตัวเองเพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมสถาบันคนอื่นๆ ถูกข่มเหง ฟังดูดีแต่ที่จริงไม่ใช่คนดีเสียทีเดียวหรอก พวกมิยูกิอาจไม่ได้วางอำนาจบาตรใหญ่ กระนั้นก็ไม่ยอมให้เด็กในโรงเรียนมาเหิมเกริมกับพวกตัวเอง พวกเด็กเกกลุ่มอื่นในโรงเรียน หากเกิดเหตุขัดขากันขึ้นมาก็เป็นเรื่องเหมือนกัน
ในกลุ่มของมิยูกิมีคนแกร่งๆ อยู่หลายคน อย่างอันดับ 2 ของกลุ่ม คุราโมจิ โยอิจิ สร้างชื่อกระฉ่อนเมื่อครั้งอยู่มัธยมต้นว่าเป็นพยัคฆ์ที่ลองได้กัดใครคนนั้นไม่มีทางรอด เดิมทีเขาอยู่โรงเรียนอื่น แต่ย้ายมาอยู่เซย์โดตั้งแต่ได้รับความอัปยศจากมิยูกิ คาซึยะ
ว่ากันว่าคนเก่งที่สุดในเซย์โดตัวจริงคือคุราโมจิที่เป็นอันดับ 2 เจ้าตัวเองก็บอกว่าทักษะการวิวาทตนเหนือกว่าอันดับ 1 อย่างมิยูกิ ทว่าการต่อยตีไม่ได้วัดผลแพ้ชนะที่ความแข็งแกร่งอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นตอนตีกันทำไมมิยูกิถึงได้ชัยชนะล่ะ? เหตุผลก็เพราะรู้จักเล่นลูกไม้ให้เป็นประโยชน์ไม่ใช่หรือ คุราโมจิถึงกับบอกว่าต่อให้ต่อยกันอีกที คนชนะก็อาจจะยังเป็นมิยูกิเหมือนเดิม ดังนั้นเขาจึงยอมเป็นอันดับสองอย่างว่าง่ายและถึงกับย้ายโรงเรียนมาเพราะอยากเห็นคนคนนี้ยิ่งใหญ่กับตา
อนึ่ง นับจากได้คุราโมจิมาเข้ากลุ่ม แก๊งเด็กเกโรงเรียนเซย์โดเริ่มมีคนเก่งมารวมตัวกันมากขึ้น แม้ดูแล้วน่าจะเป็นปัญหาว่ามีเด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรง แต่พวกเขาไม่เคยรีดไถ ไม่เคยทำร้ายเด็กธรรมดาและคนเดินถนนทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่มีใครมาร้องเรียนกับผู้อำนวยการ
อย่างไรก็ตาม ปีการศึกษาใหม่กำลังก่อให้เกิดปัญหา สายข่าวมือฉมังบอกว่าเด็กใหม่ปีนี้มีคนดังเข้ามา คนคนนั้นอาจทำให้อิทธิพลของกลุ่มตนสั่นคลอนได้
หนุ่มเมืองเคียงเจ้าของสถิติไร้พ่าย แข็งแกร่งดุจพญามาร
ซาวามุระ เอย์จุน
จะปล่อยให้หมอนี่มากำแหงไม่ได้เด็ดขาด ต้องหักปีกทิ้งตั้งแต่เริ่มต้น!
มิยูกิไม่รู้จักซาวามุระ เอย์จุน...แม้แต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยิน ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมพรรคพวกถึงพากันนั่งไม่ติดที่ เขาคิดว่าจะมีคนเกินครึ่งที่ไม่รู้จักเด็กนี่ ไปๆ มาๆ คนที่ไม่รู้จักดันมีอยู่แค่ไม่กี่คนซะได้
“ก็แค่เด็กใหม่ แถมยังตัวคนเดียว คงไม่ได้ขนพรรคพวกจากโรงเรียนเก่ามาด้วยหรอกมั้ง”
พอเขาว่าแบบไม่อินังขังขอบ มาเอโซโนะ เคนตะเป็นคนแรกที่มีปฏิกิริยาตอบสนอง “นายดูถูกหมอนั่นเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้หมอนั่นก็ออกหน้าคนเดียวมาตลอด ลูกน้องมีแต่คอยตามหนุนหลัง แค่หมอนั่นคนเดียวก็เก่งจนไม่รู้จะเก่งยังไง ถึงมาคนเดียวก็ปล่อยไว้ไม่ได้!”
“ฉันเห็นด้วยกับโซโนะ” คุราโมจิรับเงียบๆ ขณะนั่งชันเข่าข้างหนึ่งอยู่ที่กรอบหน้าต่าง “ฉันเคยซัดกับหมอนั่นมาก่อน ตัวต่อตัวไม่มีทางชนะได้เลย”
ได้ยินประโยคหลังมิยูกิหน้าขรึมลงทันตาเห็น คุราโมจิแข็งแกร่งแค่ไหนเขารู้ดี แล้วคนที่แข็งแกร่งขนาดนั้นกลับพูดเองว่าตนไม่มีทางชนะ...หนำซ้ำยังดูเหมือนจะพิสูจน์มาแล้วด้วย เครดิตจากคุราโมจิทำให้มิยูกิต้องประเมินศัตรูใหม่ในพริบตา
“พวกเราต้องรีบจัดการหมอนั่นก่อนจะได้เงยหน้าอ้าปาก” คิจิม่าเอ่ยเรียบๆ
“เปิดเทอมแรกวันพรุ่งนี้ ต้องไปดักจัดการให้รู้ว่าที่นี่ใครคุม” ชิราสึสรุป
ขณะนี้ทุกคนกำลังรวมตัวประชุมกันที่ที่ดินร้างห่างจากโรงเรียนไม่เกินห้าร้อยเมตร พลพรรคหลายสิบชีวิตมากันพร้อมหน้าเพราะประเด็นในคราวนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลถึงความมั่นคงของกลุ่ม แม้แต่ละคนจะไม่คิดว่าคนในกลุ่มจะถูกดึงตัวไป แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ หาทางตัดหน่ออ่อนของปัญหาตั้งแต่แรกจะดีที่สุด
“ว่าแต่ หมอนั่นหน้าตาเป็นยังไง” มิยูกิกลับไปที่ประเด็นสำคัญ ดูเหมือนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะรู้จักซาวามุระ เอย์จุน แต่เขาที่เป็นบอส...คนที่ควรรู้หน้าที่สุดดันไม่รู้ แบบนี้ใช้ไม่ได้
“ไม่มีใครเคยถ่ายรูปหมอนั่นสำเร็จสักคน” คาวาคามิพูดเสียงเครียด “แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวพอหมอนั่นเข้ามาในระยะสายตา เราจะบอกนายเอง มิยูกิ”
คนเป็นบอสสำนึกได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของคู่มือในคราวนี้อีกครั้ง ขนาดถ่ายรูปยังไม่สำเร็จเชียวหรือ จะเป็นคนแบบไหนกันนะ ชักรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ไม่ไหวซะแล้ว
มิยูกิไม่ใช่คนโดดเรียนและเข้าเรียนสาย หากไม่บอกว่าเป็นหัวโจกที่คุมเด็กเกเป็นขโยงคงไม่มีใครเชื่อว่ามิยูกิเป็นเด็กที่มีเรื่องวิวาทเป็นว่าเล่น เขาดูเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง สวมเครื่องแบบตามปกติ รูปร่างหน้าตาดี ผลการเรียนก็ใช้ได้ แทนที่จะบอกว่าเป็นเด็กเก เหมือนนักกีฬามากกว่าซะอีก ไม่รู้เพราะหน้าตาดีหรือเปล่าสาวๆ ในโรงเรียนถึงได้ไม่กลัวเขาเท่าที่ควร
เรื่องนี้กระทั่งครอบครัวยังไม่เข้าใจว่าทำไมมิยูกิถึงไปมีเรื่องชกต่อย แต่พ่อของเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ดูเหมือนแค่ลูกชายเติบโตอย่างแข็งแรงก็พอใจแล้ว
มิยูกิเอง ถึงจะมีเรื่องวิวาทบ่อยจนได้เป็นหัวโจก แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นคนหัวรุนแรงเสียทีเดียว เขาแค่ชอบเรื่องตื่นเต้น และการเอาความปลอดภัยของร่างกายไปเสี่ยงในระดับที่ไม่ถึงตายก็ช่วยให้เลือดลมสูบฉีดดี
ตอนนี้เขาก็ยังสนุกกับการเป็นหัวโจก
ยังไม่เบื่อ
ตั้งแต่มายืนบนทางเส้นนี้เขาพบเจอเรื่องสนุกๆ เยอะแยะ ได้เห็นคนหลากประเภท ได้เปิดโลกของตัวเองให้กว้างขึ้น เรื่องของซาวามุระ เอย์จุนก็ทำให้ตื่นเต้นเช่นกัน มิยูกิวาดหวังว่าคนคนนี้จะทำให้เขารู้สึกสนุกได้
เด็กหนุ่มมาถึงโรงเรียนเป็นคนแรกของกลุ่ม นั่งประจำที่ดาดฟ้า หันหน้าหาประตูทางเข้าโรงเรียนเพื่อสังเกตการณ์ว่าเป้าหมายจะมาถึงเมื่อไหร่ พร้อมกันนั้นก็สำรวจเด็กใหม่คนอื่นๆ ไปด้วยว่ามีใครน่าสนใจอีกบ้าง ด้วยความที่ไม่รู้ว่าเป้าหมายจะมาเรียนสายหรือไม่ พรรคพวกของเขาจึงมารวมพลกันที่ดาดฟ้าจนครบองค์ประชุมแต่เช้าทั้งที่ปกติเข้าเรียนสายกันเป็นว่าเล่น
มิยูกินั่งขัดสมาธิกินขนมปังอย่างร่าเริง ไม่คิดจะซ่อนรอยยิ้มจากความตื่นเต้นแม้แต่น้อย คนอื่นๆ ล้วนรู้นิสัยและพฤติกรรมของเขาดีจึงไม่ทักอะไรกับสีหน้าคึกคักผิดปกติ ขอแค่มิยูกิมีกะใจจะตื้บเด็กใหม่ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม การนั่งรอเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับหลายๆ คน พรรคพวกจำนวนมากพากันหนีไปจับกลุ่มเล่นเกมบ้าง อ่านการ์ตูนบ้าง เหลือคนนั่งสังเกตการณ์ประตูอยู่ไม่กี่คน
ด้วยความที่นักเรียนแต่ละชั้นปีสวมเนกไทต่างสีทำให้สังเกตได้ง่าย เด็กม.ปลายปีหนึ่งจะผูกไทสีแดง...พวกเขาเหล่านั้นมีหลายคนที่แผ่บรรยากาศของเด็กเกออกมา แต่จนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นคนที่มีลักษณะแข็งแกร่งผิดปกติอย่างคุราโมจิสักคน ถึงอย่างนั้นนี่ก็เพิ่งเจ็ดโมงครึ่ง พวกเด็กเกมีจำนวนไม่น้อยที่เข้าเรียนสายหรือถึงขั้นโดดเรียนวันแรก
อย่างไรก็ตามเซย์โดเปิดประตูเข้าออกแค่ประตูหน้า ประตูหลังโดนปิด วันเปิดเรียนวันแรกอย่างนี้ก็คงไม่มีใครปีนกำแพงเข้ามา นั่งเฝ้าแค่ประตูใหญ่ก็พอ
มิยูกิเลียปลายนิ้วเลอะไส้ขนมปัง ทันใดนั้นสายตาก็สะดุดเข้ากับร่างร่างหนึ่ง
เด็กคนหนึ่งดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
เขารู้สึกว่าตัวเองใจเต้นแรงขึ้นกะทันหัน
นั่นเป็นเด็กปีหนึ่งไม่ผิดแน่...เป็นเด็กหนุ่มที่คาดว่าน่าจะตัวเตี้ยกว่ามิยูกินิดหน่อย สำหรับเด็กที่เพิ่งจบ ม.ต้น หมาดๆ แล้วจัดว่าค่อนข้างสูงทีเดียว เขามีใบหน้าได้รูป ดวงตากลมโตหม่นหมองเหมือนมีเรื่องกังวลใจจนอยากเข้าไปกอดแน่นๆ ปลอบประโลม ผมสีน้ำตาลตัดสั้นเป็นทรงดูนุ่มน่าสัมผัส รูปร่างไม่หนาไม่บาง ผิวสีแทนนิดๆ ไม่แน่ใจว่าเล่นกีฬาหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือบรรยากาศรอบตัวบริสุทธิ์มาก รู้สึกเหมือนแค่เด็กคนนั้นมีตัวตนก็ทำให้โลกสะอาดขึ้นเป็นกอง
หากให้เปรียบคงเป็น...เทวดา
มิยูกิละสายตาไปไม่ได้
น่ารัก
เขาลืมเป้าหมายไปสิ้นว่าตนเองกำลังทำอะไรจนคาวาคามิเข้ามาสะกิดด้วยความตื่นเต้นว่าเจอซาวามุรุ เอย์จุนแล้ว มิยูกิยอมถอนสายตาจากพ่อเทวดาน้อยอย่างเสียไม่ได้แล้วหันไปหาเพื่อน
“ไหน”
“นั่นไง คนนั้น!”
หันตามปลายนิ้วพบว่าคาวาคามิกำลังชี้เทวดาของตน หัวโจกประจำโรงเรียนเพิ่งรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้มองคนเพลินจนไม่ทันสังเกตอะไร ข้างๆ คนน่ารักมีเด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งอยู่ด้วย บางทีอาจจะเป็นเพื่อนกัน เด็กหนุ่มคนนั้นตัวสูงแต่ผอมบาง ผิวขาวจัดและมีใบหน้าไร้อารมณ์ จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีประเภทน่าจะมีสาวตามกรี๊ดเยอะๆ ทว่าเซนส์ที่ถูกขัดเกลาอย่างดีหลังพบพานเด็กเกมากหน้าหลายตาฟ้องว่าเจ้าหนุ่มคนนี้เป็นเด็กเกฝีมือไม่ธรรมดาคนหนึ่ง
นี่น่ะเหรอ ซาวามุระ เอย์จุน...
ท่าจะร้ายกาจสมคำเล่าลือ
ระหว่างที่คิดอย่างนั้นสายตาก็ไพล่ไปหาคนข้างๆ อย่างอดไม่ได้ เทวดาน้อยของเขากำลังพูดอะไรบางอย่างกับเพื่อน สีหน้าฉายความกลัดกลุ้มมากกว่าเดิมจนคนมองแทบดิ้น
น่ารักอะไรขนาดน้านนนนนน
เห็นมิยูกิไม่มีปฏิกิริยาเท่าที่ควร คาวาคามิหันไปเรียกคนอื่นๆ ว่าซาวามุระ เอย์จุนมาแล้ว ตัวคาวาคามิรู้จักเด็กคนนี้แค่หน้ากับเสียงเล่าลือ ไม่เคยประจักษ์ฝีมืออีกฝ่ายกับตัว ตอนได้ยินเพื่อนบอกว่าเก่งนักหนาจึงกังวลไปสารพัด ทว่าบอสกลับยังเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อนเหมือนเด็กใหม่ไม่เป็นภัยกล้ำกรายพวกตน เขาชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าเป็นแบบนี้ยังต้องกังวลอีกหรือเปล่า
บางทีพวกคุราโมจิคงกังวลเกินเหตุ มิยูกิอาจชนะสบายๆ เลยก็ได้...ท่าทีไม่แยแสชวนให้คิดเช่นนั้น
พริบตาพลพรรคในกลุ่มก็มาเกาะรั้วสลอนเพื่อมองเป้าหมาย มองจากไกลๆ แล้วเป็นภาพที่น่ากลัวสุดขีด คนที่ทำหน้าน่ากลัวที่สุดในกลุ่มคือคุราโมจิ โยอิจิ...เขาเดาะลิ้น ดวงตาดุๆ มองไปยัง ‘ซาวามุระ เอย์จุน’ กับเด็กหนุ่มคนข้างๆ
“เวรเอ๊ย ไม่ได้มาคนเดียวนี่หว่า กระทั่งฟุรุยะ ซาโตรุก็เข้าโรงเรียนนี้ด้วยงั้นรึ”
มิยูกิเงยหน้าทันที “ฟุรุยะ ซาโตรุงั้นเหรอ นายรู้จัก?”
ตอนนี้มิยูกิสนใจเทวดาน้อยมากกว่าศัตรูในอนาคตเสียอีก
“อือ เห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทซาวามุระ เอย์จุน” คุราโมจิว่า ตาวาวๆ ยังจ้องศัตรูเป๋ง ความแค้นเมื่อครั้งอดีตทำให้แผลฟกช้ำตามตัวที่หายสนิทจนไม่เหลือร่องรอยเจ็บแปล๊บขึ้นมา “จะว่าไปอาจไม่แปลกก็ได้ที่ตามมาด้วย เท่าที่ได้ยินมาสองคนนั้นอยู่ด้วยกันตลอดเหมือนแสงกับเงาเชียวล่ะ”
หา...อยู่กับเทวดาของเขาตลอดงั้นเรอะ แค่เพื่อนเฉยๆ ไม่ได้แอบคิดไม่ซื่อใช่ไหม
ก่อนหน้าไม่สนใจ ได้ยินแบบนี้ความรู้สึกอยากตะบันหน้า ‘ซาวามุระ เอย์จุน’ พุ่งสูงแทบชิดเพดาน จังหวะนั้นเอง คนในกลุ่มที่ยังตามไม่ทันถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“แล้วสรุปคนไหนคือซาวามุระ เอย์จุนครับ?”
จุดที่คาวาคามิชี้ไปมีสองคน จากสายตาคนไม่เชี่ยว คนหนึ่งเป็นเพียงหนุ่มหน้าตาย อีกคนก็น่าจะเป็นนักเรียนธรรมดา เพราะวาดภาพอสุรกายเอาไว้ พอเห็นทั้งสองคนหน้าตาธรรมดาเกินคาดก็แยกไม่ออกว่าใครเก่งกว่ากัน
มาเอโซโนะเป็นตัวแทนตอบคำถามนั้น “คนที่ตัวเตี้ยกว่าน่ะ”
เอ๊ะ...
หน้ายิ้มๆ ของมิยูกิแข็งทื่อโดยพลัน พอร่างคนสองคนหายเข้าไปในตึกเรียนก็เบือนหน้าไปทางเพื่อนตัวใหญ่เจ้าของตำแหน่งอันดับสามของกลุ่มเพื่อขอคำยืนยัน
“นายว่าไงนะ?”
“คนตัวเตี้ยกว่าที่สะพายเป้ข้างซ้าย” คุราโมจิตอบแทน ได้ยินเสียงกัดฟันปนมากับเสียงดังกล่าว “หรือนายคิดว่าคนตัวสูงคือซาวามุระ? หมอนั่นชื่อฟุรุยะต่างหาก”
“...”
มิยูกิยังคงยิ้มค้าง เปลี่ยนสีหน้าไม่ออก
เจ้าพวกนี้พูดอะไรออกมา?
เทวดาน้อยผู้น่ารักของเขาคือซาวามุระ เอย์จุน?
จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไงเล่า...!
บอสใหญ่ผู้ตกอยู่ในภาวะสับสนพูดอะไรไม่ออก เมื่อเข้ามานั่งในห้องเรียนก็ยังอยากจะหนีความจริงไปให้ไกลแสนไกล หนุ่มน้อยผู้ต้องตาตั้งแต่แรกพบกลายเป็นศัตรูที่ต้องรีบจัดการ นี่มันฝันร้ายชัดๆ เขานึกภาพตัวเองซัดเด็กคนนั้นไม่ออกเลย ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น จะให้คนในกลุ่มไปรุมตื้บเหมือนที่เคยทำกับคนอื่นยิ่งยอมรับไม่ได้ไปกันใหญ่ ทว่าจะปล่อยไว้ก็ไม่ได้เช่นกัน ก่อนหน้านี้ทุกคนหารือเรื่องมาตรการรับมือซาวามุระ เอย์จุนอย่างเอาจริงเอาจังขนาดนั้น หากอยู่ๆ เขาไปบอกให้ล้มเลิกแผนดักตีหัวเกรงว่าจะไม่มีใครรับฟัง
ต้องทำอะไรสักอย่าง...เขาไม่อยากทำร้ายเทวดาน้อย แต่ก็ไม่อยากทรยศเป้าหมายของพวกพ้อง
วันแรกอาจารย์ยังไม่ค่อยสอน เป็นโอกาสอันดีให้เขาใช้สมองไปกับเรื่องอื่นแทนที่จะตั้งใจเรียน
มิยูกิเคาะนิ้วกับโต๊ะเสียงดังก๊อกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตอนนี้สิ่งที่นึกออกมีแต่ต้องเกลี้ยกล่อมให้เทวดาน้อยเข้ากลุ่ม นี่เป็นทางเลือกตรงกลางที่ดีที่สุดที่มิยูกิคิดได้ หากเจรจารวมกลุ่มสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง นอกจากนี้ยังได้เก็บไว้ใกล้ๆ ตัว มีแต่ได้กับได้ ยิ่งถ้าเจ้าตัวมีชื่อเสียงจริงๆ อำนาจต่อรองกับโรงเรียนอื่นๆ ในมือก็จะสูงขึ้น เขาไม่ได้อยากให้เด็กคนนั้นไปวิวาทเจ็บตัวหรอก แค่ตั้งไว้เป็นสัญลักษณ์โดยใช้บารมีเก่าก็พอ
ด้วยผลจากการย้ายห้อง ปีนี้มิยูกิดวงซวยโดนจับแยกกับเพื่อนฝูง ในห้องไม่มีคนในแก๊งอยู่สักคน มีแต่เพื่อนร่วมห้องเก่าๆ ที่ไม่ค่อยสนิท พอคิดหาทางออกได้จึงต้องส่งข้อความบอกในไลน์กลุ่มแทนที่จะเดินไปพูดตัวต่อตัวเหมือนปีก่อนหน้า
ทันทีที่เปิดเข้ากลุ่ม ข้อความสนทนาเก่าๆ ที่ยังไม่ได้อ่านปรากฏแก่สายตา
คนอื่นๆ ตกลงกันไปก่อนแล้ว
...ว่าจะไปดัก ‘คุย’ กับเด็กคนนั้น
มิยูกิไม่รู้ว่าเทวดาน้อยของตนเรียนห้องอะไร แต่สายสืบในกลุ่มไปสืบหามาเรียบร้อยถึงได้นัดหมายกันถูก ตอนแรกเขากะจะไปดักก่อนที่พวกพ้องจะไปถึงตัวเด็กใหม่แต่คาบก่อนพักเที่ยงอาจารย์ดันสั่งเขียนเรียงความแบบกำหนดจำนวนตัวอักษรเสียได้ ต่อให้รีบยังไงก็ยังช้ากว่าพวกที่ดอดออกจากห้องก่อนหมดคาบอยู่ดี หน้าห้อง 1-B ตอนนี้มีพวกในกลุ่มยืนออเต็มไปหมด มิยูกิอาศัยบารมีอันดับ 1 แหวกทางเข้าไปกลางวงล้อม ปรากฏว่าพรรคพวกของเขาเริ่ม ‘พูดคุย’ กันไปก่อนแล้ว
“ผมถอนตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าพวกรุ่นพี่จะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับผม” สีหน้าเอย์จุนเคร่งเครียดผิดกับนัยน์ตาโศกเมื่อเช้า แม้ถูกเหล่ารุ่นพี่ชั้นปีสูงกว่ายืนล้อมเด็กหนุ่มก็ยังสบตาไม่มีหลบ “ถอยไปได้แล้ว มันขวางทางคนอื่น”
“สัมมาคารวะไม่มีอย่างนี้จะให้เชื่อได้ไงว่าแกจะอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว สมัยก่อนตัวเองก่อวีรกรรมอะไรไว้บ้างคงยังไม่ลืมหรอกมั้ง” คุราโมจิเลิกคิ้ว อาศัยระยะห่างในการกดดัน เขาเข้าประชิดตัวไม่ได้เพราะส่วนสูงด้อยกว่า เป็นแบบนั้นจะข่มไม่ลง
มิยูกิมาถึงตอนบรรยากาศกำลังระอุได้ที่ เขาไม่ได้สนใจเด็กใหม่คนอื่นที่เดินหน้าซีดหลบเลี่ยงพวกตน แต่พุ่งไปหาคุราโมจิเป็นอันดับแรก “ฉันบอกว่าไม่อยากใช้กำลังไง”
แม้เสียงดังในระดับกระซิบ แต่ระยะห่างแค่นี้คุราโมจิย่อมได้ยินเต็มสองหู อันดับสองของกลุ่มตวัดสายตาแข็งกร้าวมองบอส ความแค้นแต่หนหลังไม่มีทางทำให้คนใจร้อนสามารถเจรจาอย่างเยือกเย็นได้ “แกดูไอ้เด็กเวรนี่...เห็นมั้ย นี่ยังคิดว่าจะคุยกับมันดีๆ ได้หรือไง ยิ่งจะลากเข้ากลุ่มยิ่งไม่มีทาง ก่อนจะให้ไปเข้าร่วมกับพวกอื่น ชิงหักปีกให้กำเริบเสิบสานไม่ออกจะดีกว่า”
ต่อให้อยู่ใต้รั้วโรงเรียนเดียวกันก็ใช่จะเป็นพวกเดียวกัน ในเซย์โดมีกลุ่มอันธพาลหลายกลุ่ม เพียงแต่ผู้แบกชื่อเสียงของโรงเรียนและครองอำนาจเด็ดขาดคือกลุ่มของมิยูกิ เด็กเกแก๊งอื่นจึงไม่มีสิทธิ์ออกหน้าออกตาตามใจชอบ
ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คุราโมจิกังวล แยกกลุ่มเล็กๆ อยู่ในโรงเรียนยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าไปเข้าร่วมกับพวกอื่นนอกโรงเรียนล่ะวิบัติแน่ โรงเรียนอินาชิโระอันเป็นโรงเรียนคู่อริมีเด็กเซย์โดเป็นสมาชิกอยู่ไม่น้อย เดิมทีก็แกร่งอยู่แล้ว หากเสริมซาวามุระ เอย์จุนเข้าไปอีกคนพวกเขาโดนเหยียบจมดินแน่
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน เอย์จุนซึ่งหน้าบูดบึ้งด้วยความหงุดหงิดอาศัยจังหวะนั้นเบียดแทรกคนอื่นๆ ออกจากวง เหล่าเด็กเกที่กำลังยืนล้อมไม่กล้าทำอะไรซี้ซั้ว ทั้งกลัวผิดแผน ทั้งกลัวฝีมือ จึงปล่อยเด็กใหม่ให้หลุดจากวงโดยง่าย
...แต่ไม่ใช่คุราโมจิ ทันทีที่เห็น เด็กหนุ่มก้าวพรวดในพริบตาหมายจะคว้าเด็กอวดดีมาเล่นงานสักหมัด ทว่ามือของเขาถูกคว้าเอาไว้ก่อนจะถึงตัวเป้าหมาย
ฟุรุยะบีบมือข้างนั้นแน่น ดวงตาคุโชนด้วยจิตสังหารทั้งที่ใบหน้ายังไม่แสดงอารมณ์
เอย์จุนหันกลับมามองเมื่อตระหนักได้ถึงความผิดปกติ หัวคิ้วของเด็กหนุ่มกดลงมากกว่าเดิม เขาแตะแขนฟุรุยะเบาๆ ให้เพื่อนผ่อนแรง ครั้นคุราโมจิกระชากมือกลับสำเร็จก็มองเลยไปยังมิยูกิที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ได้สบตาเทวดาน้อยครั้งแรก แทนที่จะดีใจมิยูกิกลับอยากร้องไห้หากก็ร้องไม่ออก...สายตาเย็นชาอะไรปานนั้น ถึงจะน่ารักไม่เปลี่ยนแต่อยากได้ยิ้มหวานๆ มากกว่าสีหน้าแบบนี้นี่นา
“นายคือหัวหน้า?”
กระทั่งคำพูดที่พูดด้วยเป็นครั้งแรกยังพูดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร มิยูกิแทบจะข่มกลั้นความรู้สึกทะลักทลายไม่ไหว อย่างไรก็ตาม เขาเป็นถึงหัวโจก ไม่มีทางหลุดการกระทำแปลกๆ ต่อหน้าเพื่อนพ้องกึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาแน่นอน
“ใช่”
มิยูกิยืนพักขาเล็กน้อย เหมือนกำลังทำตัวตามสบายแต่แผ่ออร่าความยิ่งใหญ่เต็มเปี่ยมโดยไม่ต้องพยายาม เขาพูดเสียงเรียบเรื่อยด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง เป็นกริยาตามปกติเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่อริ ท่าทางเหล่านี้ดูวางโตอยู่ในทีหากก็สะท้อนความมั่นใจในตนเองของผู้กระทำ...เป็นการข่มอีกฝ่ายกลายๆ โดยอาศัยเพียงกิริยา
เอย์จุนย่อมสัมผัสการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูดนั้นได้ เด็กหนุ่มทำหน้ายุ่งกว่าเดิม
หารู้ไม่ว่าคนมองคนหนึ่งแทบจะบ้า
อยากเข้าไปคลายปมที่หว่างคิ้วให้ชะมัดเลยโว้ยยยยยย!
...ทว่าในใจจะทุรนทุรายเช่นไรมิยูกิก็ยังคงยืนยิ้มน้อยๆ เช่นเดิม เพียงแต่ลอบกำนิ้วโป้งตัวเองแน่นโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็นเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้น ขอบอกกับนายที่เป็นหัวหน้าอีกครั้ง...ผม ซาวามุระ เอย์จุน ไม่คิดจะมีเรื่องวิวาทอีก ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องที่ผมจะไปซ่องสุมคนมาแย่งอำนาจกับพวกนาย...และไม่คิดจะเข้ากลุ่มกับใครด้วย” เอย์จุนพูดอย่างหนักแน่น เสียงกังวานทรงพลังได้ยินถ้วนทั่ว “ช่วยทางใครทางมันและอย่ามายุ่งกับผมอีกได้ไหม”
คำว่าอย่ามายุ่งช่างบาดใจ แต่มิยูกิก็ยังตอบโต้กลับสมเป็นหัวหน้าใหญ่
“ฉันไม่คิดจะระรานใครอยู่แล้ว ขอให้ที่นายพูดมาเป็นความจริง แน่นอนว่าพวกเราจะไม่ไปหาเรื่อง”
“ผมพูดจริงอยู่แล้ว”
“อืม...เพื่อพิสูจน์เรื่องนั้น คงต้องขอจับตามองสักระยะล่ะนะ” ใจจริงมิยูกิอยากดึงเข้าพวกให้มาอยู่ใกล้ๆ แต่สถานการณ์ละเอียดอ่อนเกินไป ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ตอนนี้ต้องทำหน้าที่หัวหน้าโดยไม่เอาอารมณ์ส่วนตัวมาเจือปน เขาคิดว่าทางออกนี้น่าจะทำให้คนในกลุ่มพอใจได้ระดับหนึ่ง “จะไม่รบกวนชีวิตส่วนตัวของนายแน่ ตกลงตามนี้ โอเคไหม”
“ดะ...”
“ไม่ได้”
เสียงตอบเหมือนยอมรับอย่างจนใจถูกขัดด้วยเสียงเรียบๆ จากเด็กหนุ่มหน้าตาย...ฟุรุยะ ซาโตรุก้าวมาขวางหน้าเอย์จุน ดวงตาสงบเงียบประสานดวงตาใต้กรอบแว่นของมิยูกิ
“ไม่ระบุกำหนดเวลาและขอบเขตให้ชัดเจน”
ช่องโหว่โดนแบไต๋...
หมอนี่หัวไวแฮะ
ริมฝีปากได้รูปหยักโค้งยิ่งขึ้น สันดานรักสนุกกำเริบอย่างห้ามไม่อยู่ ถูกแล้ว...เขาเพิ่งคิดว่าจะไม่เอาอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาปน แต่อุตส่าห์มีโอกาสตามสตอล์กเทวดาน้อยมาวางอยู่ต่อหน้า สุดท้ายเลยอดไขว้เขวไม่ได้
มิยูกิไม่ได้บอกขอบเขตที่ตนพอใจว่าการกระทำระดับไหนจึงจะเรียกว่าไม่ก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนมาถึงพวกตน และไม่ได้บอกเช่นกันว่า ‘สักระยะ’ ที่ว่านั้นนานเท่าไหร่ หากเล่นลิ้น...จะสิบปีหรือยี่สิบปีก็เรียก ‘สักระยะ’ ได้ทั้งนั้น
เฮ้อ...อยากตะบันหน้านิ่งๆ นั่นเสียจริง
เขาเองก็อยากเป็นองครักษ์พิทักษ์เทวดาบ้าง ตอนนี้ดันยืนคนละข้าง ปล่อยให้เด็กนั่นทำเท่อยู่คนเดียว...ที่พึ่งคนเดียวท่ามกลางวงล้อมศัตรู ทำคะแนนได้ง่ายๆ เลยนะนั่น
ให้ตาย ยิ่งอยากซัดไปกันใหญ่...
มิยูกิเก็บสีหน้าบิดเบี้ยวไว้ในใจ ภายนอกยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเหมือนเดิม ขณะที่เพื่อนๆ กำลังมองเขาด้วยสายตานับถือแกมรังเกียจฐานหลอกล่อเป้าหมายได้หน้าตาเฉย เด็กหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นอันดับ 1 ของโรงเรียนเปิดปากสนทนาต่อด้วยเปลือกนอกเป็นมิตร “ขอโทษทีที่พูดไม่ครบ พวกเราขอเฝ้าระวังหนึ่งเดือนก็พอ แค่พวกนายไม่ติดต่อผูกมิตรกับพวกอันธพาลไม่ว่าจะในโรงเรียนไหนและไม่ใช้กำลังแม้แต่ครั้งเดียว เราจะถือว่านายไม่ใช่ศัตรู...แต่ถ้าพวกนายหันเขี้ยวมาทางเราเมื่อไหร่ เราก็จะตอบโต้โดยไม่มีขอบเขตเวลาน่ะนะ แบบนี้พอใจแล้วหรือยัง?”
“ได้” เอย์จุนรับคำอย่างรวดเร็ว จากสีหน้า...เหมือนไม่ได้สนใจฟังด้วยซ้ำ เจ้าตัวคงเลิกวิวาทแล้วจริงๆ “อย่าลืมล่ะว่าจะไม่มารบกวนชีวิตผมน่ะ”
มิยูกิยิ้มหวานกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อคู่สนทนาเปลี่ยนมือกลับไปเป็นหนุ่มน้อยนัยน์ตาสีอำพัน “ฉันรับปากด้วยเกียรติของอันดับ 1 เลย”
ตั้งแต่นั้นมาคนในกลุ่มก็คอยลอบสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเอย์จุนเงียบๆ ข้อมูลทุกอย่างล้วนต้องส่งถึงมือบอสซึ่งก็คือมิยูกิ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะอยากรู้อะไรเกี่ยวกับเอย์จุนก็สามารถสืบได้อย่างโจ่งแจ้ง ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนพวกโรคจิต ทั้งยังไม่ต้องเอาตัวไปเสี่ยงสืบเองด้วย
มิยูกิไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงสนใจเด็กคนนั้นนัก อาการเอาแต่คิดถึงรวมทั้งไม่อยากให้คนอื่นเข้าใกล้ชวนให้คิดว่าเป็นอาการของหนุ่มน้อยแรกรัก
...บางทีอาจเป็นรักแรกพบก็ได้
ผ่านมาหนึ่งเดือนอาการใจเต้นเป็นบ้าเป็นหลังยังไม่ทุเลา มีแต่จะหนักข้อขึ้นโดยเฉพาะเมื่อถูกทำเย็นชาใส่ ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้นดูเหมือนมิยูกิจะกลายเป็นผู้ร้ายอย่างสมบูรณ์ในสายตาเอย์จุนเสียแล้ว เขาไม่อยากถูกเกลียด...อยากถูกรักต่างหาก แต่ไม่มีโอกาสเหมาะๆ ให้เข้าหาเลย
ผ่านไปหนึ่งเดือนตามสัญญา เขาไม่ให้ใครไปเฝ้าติดตามการใช้ชีวิตประจำวันของเอย์จุนแล้ว ผู้ชายที่ดีต้องรักษาคำพูด จุดนี้น่าจะสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้บ้าง
เรื่องราวของเอย์จุนที่ได้รับรู้เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เขาเบื่อหรือไม่พอใจ น่าแปลกที่มิยูกิยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า เด็กหนุ่มแน่ใจว่าตนไม่ได้หน้ามืดตามัว มันไม่ใช่แค่ความหลงใหลชั่ววูบแน่ ความรู้สึกของเขาไม่ชืดจางลง เพียงแต่สงบขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเท่านั้น...เป็นความสงบอันรุนแรง มิยูกิก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน
คงเหมือนกับลำโพงที่เปิดดังขึ้นเรื่อยๆ แต่จับยัดกล่องไม่ให้เสียงดังรบกวนคนรอบข้างได้สำเร็จ...ประมาณนี้มั้ง
พูดถึงวีรกรรมสมัย ม.ต้นของเอย์จุนแล้วน่าตกตะลึงจนมิยูกิต้องบอกให้เพื่อนเล่าให้ฟังซ้ำ จนกระทั่งมาเอโซโนะกับคุราโมจิฟิวส์ขาดนั่นแหละถึงยอมให้หยุดเล่า...บอกให้ทั้งสองคนพิมพ์อย่างละเอียดมาให้อ่านแทน
ซาวามุระ เอย์จุนสร้างชื่อกระฉ่อนตั้งแต่อยู่มัธยมต้นปีแรก ด้วยพรสวรรค์ฟ้าประทานและความใจเด็ดใจกล้าทำให้เจ้าตัวมีเรื่องกับคนเก่งๆ มากมาย ช่วงแรกๆ ไปท้าเขาสู้ แต่หลังๆ กลับโดนหาเรื่องซะเอง กระนั้นเจ้าตัวก็ไม่เคยแพ้พ่ายให้กับใครหน้าไหน ความแข็งแกร่งอันเป็นที่สุดทำให้หลายคนที่ได้รับความพ่ายแพ้เกิดความนับถือและขอติดตามเป็นลูกน้องบ้าง มิตรสหายบ้าง นับวันกลุ่มของซาวามุระ เอย์จุนก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง
คุราโมจิบอกว่าตำนานสร้างชื่อของซาวามุระ เอย์จุนคือตอนคว่ำบอสของโรงเรียนม.ปลายที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดของเมืองข้างๆ ลงได้ในการวิวาทตัวต่อตัว
แต่ที่ทำให้มิยูกิประทับใจที่สุดคือเหตุวิวาทครั้งแรก
สายสืบสืบมาได้ความว่าเอย์จุนไปช่วยคนที่โดนเด็กเกต่างโรงเรียนรีดไถทั้งที่ไม่รู้จักผู้เคราะห์ร้าย เพราะบ้าเลือดทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังโดดเข้าไปกลางวงที่มีคู่มือตั้งสามคนทั้งที่ตอนนั้นไม่เคยมีเรื่องชกต่อย...ผลสุดท้ายเจ็บตัวจนต้องหยุดเรียนไปสามวัน
การพุ่งไปมีเรื่องเพื่อช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่พวกเขาก็แค่นักเรียนธรรมดา จะหาข้อมูลเชิงลึกให้ครบถ้วนก็ยากเกินไป สรุปได้คร่าวๆ แค่ว่าหลังจากนั้นเอย์จุนไปฝึกฝนเพิ่มเติมและสั่งสมประสบการณ์จนเก่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีพรรคพวกมากขึ้น ถึงจะโดนยกพวกรุมก็สู้ไหว...สถิติไร้พ่ายเป็นของแท้ คนที่ติดตามเขามีไม่น้อยที่ชื่นชมน้ำใจนักกีฬาและนิสัยรักความยุติธรรมนั้น
ส่วนเรื่องถอนตัว...
เท่าที่สืบได้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง แต่หาสาเหตุไม่เจอ คงต้องไปถามตัวเอย์จุนตรงๆ ถ้าหวังจะได้คำตอบ ข้อมูลเกี่ยวกับเอย์จุนหาได้ไม่ยากเพราะมีคนได้รับการช่วยเหลือจากเทวดาน้อยคนนี้เยอะ ทว่าพอเป็นเรื่องในกลุ่มนั้นค้นยากค้นเย็น กระทั่งกลุ่มของเอย์จุนมีสมาชิกกี่คนยังหาไม่ได้
มิยูกิอยากรู้ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเอย์จุน อย่างน้อยๆ ก็เรื่องแฟน หากมี...แฟนคนที่ว่าต้องไม่ได้อยู่เซย์โดแน่ เขาหาตัวไม่เจอ ทว่ากรณีรักระยะไกลมีให้เห็นออกเกลื่อน วางใจไม่ลง
เรื่องของฟุรุยะ ซาโตรุด้วย ให้ไปหาข้อมูลส่วนตัวหยาบๆ มาแล้ว แต่อย่างที่บอกว่าเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มของเอย์จุนหายาก เรื่องของฟุรุยะ ซาโตรุจึงยังเป็นหลุมดำอันมืดมิด รู้แค่เจ้าตัวเป็นเพื่อนสนิทของเทวดาน้อยของเขาและมักไปไหนมาไหนด้วยกันเท่านั้น
...จะว่าไปวันนี้ยังไม่ได้เห็นเทวดาน้อยเลยน้า
ขณะทอดถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม มีเสียงเรียกดึงมิยูกิออกมาจากภวังค์ความคิด
“บอส! แย่แล้วครับ หมอนั่นมา!”
มิยูกิลืมตามองคนเรียก คิ้วเข้มเลิกขึ้นขณะทอดเสียงถามเหมือนไม่ใส่ใจ “หมอนั่น? หมอไหน”
“นารุมิยะ เมย์จากอินาชิโระครับ!”
“...”
สีหน้าเรื่อยเฉื่อยก็กลายเป็นเคร่งขรึมสมเป็นหัวโจกใหญ่ของกลุ่มอันธพาลทันที
บอสใหญ่ของโรงเรียนอินาชิโระคือเด็กหนุ่มร่างยักษ์ หน้าแก่ชนิดไม่อยากเชื่อว่ายังเรียน ม.ปลาย...ฮาราดะ มาสะโทชิ วัดกันจากตำแหน่งแล้วนับว่าเป็นศัตรูตามธรรมชาติของมิยูกิที่เป็นบอสเหมือนกัน ทว่าการนัดดวลเมื่อปีที่แล้ว จู่ๆ ดันมีหน้าใหม่ปรากฏตัว
นารุมิยะ เมย์
คนคนนั้นปรากฏกายโดยไร้ที่มาที่ฝั่งของโรงเรียนอินาชิโระ ทักษะการวิวาทขั้นสูงทำให้เซย์โดเพลี่ยงพล้ำและได้รับความปราชัยในที่สุด ก่อนหน้านี้อินาชิโระเป็นไม้เบื่อไม้เมาที่โรมรันพันตูกันอย่างสูสีมาตลอด ทว่านารุมิยะ เมย์เปลี่ยนความสูสีให้เป็นความห่างชั้น เขาเคยมาร่วมวงต่อยตีเพียงครั้งเดียวแต่ใบหน้าและชื่อนั้นติดตรึงอยู่ในใจของผู้อยู่ในเหตุการณ์ชนิดลืมไม่ลง
มิยูกิไม่รู้ว่านัดดวลครั้งนั้นมีคนเพิ่มขึ้นหรือลดลงกี่คน ที่แน่ๆ คือเด็กหนุ่มผมสีบลอนด์ซีดจนแทบจะเรียกได้ว่าขาวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อินาชิโระกำชัย
แล้วหมอนั่นมีธุระอะไรถึงโผล่มากะทันหัน
มิยูกิสาวเท้าเร็วๆ ไปทางประตูโรงเรียน นี่เพิ่งเปิดเรียนใหม่ได้ไม่นาน หน้าใหม่ที่ได้เพิ่มมามีน้อยกว่าพวกที่จบไป ไม่รู้จะทานกำลังไหวหรือเปล่าหากมีเรื่องกันขึ้นมาจริงๆ โชคดีที่ฝ่ายอินาชิโระไม่ได้ขนสมัครพรรคพวกมาเป็นกองทัพ มีตัวแทนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มายืนพิงเสาประตูโรงเรียนราวกับจะมารอคน
รูปการนี้ ที่แล้วๆ มาเป็นการส่งตัวแทนมาท้าดวล
การปรากฏตัวหน้าประตูของเด็กต่างโรงเรียนยามโรงเรียนเลิกไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมีทั้งคนมารอรับเพื่อนฝูงและแฟน...แต่ไม่ใช่กับพวกอินาชิโระที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีแน่
“มาทำอะไรเหรอ”
มิยูกิ คาซึยะถามเด็กหนุ่มผมขาวด้วยรอยยิ้มทว่าบรรยากาศไม่เป็นมิตรแผ่ซ่านจากกายจนประจุไฟฟ้าในอากาศแทบจะแตกตัวดังเปรี๊ยะ
เมย์ซึ่งกำลังยืนกอดอกพิงเสาโรงเรียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางขยับยิ้มยั่ว “อ้าวๆ คุณบอสกระจอกของเซย์โดที่ชื่อคาซึยะนี่นา~ อุตส่าห์มาต้อนรับแต่ดันทำหน้าน่ากลัวจังน้า~”
เพื่อนพ้องโดนหมอนี่อัดกระเด็นต่อหน้าต่อตาไม่รู้กี่คน ไม่มีทางที่มิยูกิจะอยากเป็นมิตรกับคนคนนี้ หนำซ้ำอารมณ์ยังไม่ดีเท่าไหร่เพราะทั้งวันยังไม่ได้เห็นหน้าเทวดาน้อย
“แหมๆ คนเขายิ้มรับแต่ดันกลัวซะได้ ไม่นึกว่านายจะใจเล็กเท่ามดนะเนี่ย ว่าแต่นายใจมด...วันนี้อยากมาเยี่ยมชมโรงเรียนเหรอ ฉันเป็นไกด์ให้ได้นะ ไหนๆ ก็คนคุ้นหน้ากัน ชั่วโมงละหมื่นเยน ลดให้เป็นพิเศษเลย~” มิยูกิเป็นพวกยิ้มสู้ได้ทุกสถานการณ์ ต่อให้สภาพอารมณ์เลวร้ายก็ยังยิ้มรับและเยือกเย็นได้ นี่เป็นจุดแข็งที่จะสร้างความได้เปรียบในสงครามประสาท เอาเข้าจริงมิยูกิถนัดการวิวาทด้วยถ้อยคำมากกว่าใช้มือเท้าเสียอีก “แต่ถ้ามาท้าดวล...ก็ว่ากันอีกเรื่องนะ”
“ต่อให้มาท้าดวลคนเป็นบอสก็ไม่ควรออกหน้ามารับเองนะ แต่ความใจกล้าที่มาคนเดียวไม่ติดสอยสมุนมาด้วยนั่นฉันขอชื่นชม” เมย์คิ้วกระตุกกับคำเสียดสี หากยังฝืนยิ้มพร้อมโบกนิ้วไปมาอย่างวางมาด “แต่ช้าแต่...ฉันไม่สนใจสู้กับพวกนายหรอก แล้วก็จะบอกให้เอาบุญ ฉันไม่ได้อยู่กลุ่มมาสะซังหรอกนะ เมื่อครั้งที่แล้วแค่ไปช่วยเขานิดๆ หน่อยๆ แลกกับที่เคยได้รับการช่วยเหลือน่ะ”
ไม่ได้เข้ากลุ่ม?
นี่เป็นข่าวใหญ่มาก จริงอยู่ว่านารุมิยะ เมย์โผล่มาร่วมวงแค่ครั้งเดียว ทว่าตัวตนของเขาส่งผลกระทบต่อกำลังรบมากเกินไป จะใครก็คงไม่ยอมปล่อยหลุดมือ พวกมิยูกิจึงเหมาว่าเมย์เข้ากลุ่มเด็กเกโรงเรียนอินาชิโระไปแล้ว มาได้ยินกับปากเจ้าตัวว่าเข้าใจผิดอย่างนี้น่าตกใจเหลือจะกล่าว
...ถ้าเจ้าหมอนี่พูดจริงน่ะนะ
มิยูกิยังคงไม่ประมาท เขาแสร้งตีหน้าประหลาดใจ ทำเป็นถามเสียงซื่อ “งั้นหรอกเหรอ เฮ้อ...ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันเองก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายเท่าไหร่ ถ้ามาท้าดวลจริง มีอะไรใช้ได้ฉันใช้หมดล่ะ ต่อให้นายมาท้าตัวคนเดียวฉันก็จะใช้วิธีหมาหมู่รับมือ โชคดีที่ไม่ต้องทำแบบนั้นเนอะ~”
นารุมิยะ เมย์อยากซัดแข้งฟาดหน้ายิ้มแย้มแทบขาดใจแต่ตรงนี้คนเดินผ่านไปมาเยอะแยะ เขาไม่โง่พอจะทำไรสิ้นคิดอย่างนั้นแน่
“พูดจบแล้วก็ไสหัวไป ฉันไม่ได้มีธุระกับพวกนาย ไม่ต้องรีบออกมาเห่าขู่หรอก”
“พูดจาไม่เพราะเลยน้า นารุมิยะคุง~ งั้นไหนๆ ก็ไหนๆ อุตส่าห์ออกมารับแล้ว ในฐานะเจ้าบ้าน มีอะไรอยากให้ช่วยหรือเปล่า”
“ทำเป็นหยั่งเชิงมาดีด้วยก็เท่านั้น ที่ว่าไม่ได้เข้าร่วมกับมาสะซังน่ะฉันพูดจริง และต่อให้เป็นอย่างนั้นก็ไม่สนใจรวมหัวกับพวกนายหรอก” เมย์แค่นเสียงเยาะ
โดนจับทางได้ ไม่เพียงไม่อาย มิยูกิยังนึกเสียดายที่ไม่มีคนแบบนี้อยู่ในกลุ่ม เขานิยมคนเก่ง และนารุมิยะ เมย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ต่อให้ไม่ชอบหน้า แต่ความชอบกับผลประโยชน์มันเป็นคนละเรื่อง และแม้เมย์จะเคยส่งเด็กเซย์โดไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มมาแล้วหลายรายก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าเด็กหนุ่มเป็นบุคลากรชั้นอ๋องไม่ได้อยู่ดี ในแง่ของความสามารถและความหัวไวแล้ว มิยูกิอยากได้ตัวมาเป็นพันธมิตรจริงๆ
“เฮ้ นายน่ะ รู้จักเทวดาสีดำหรือเปล่า” อยู่ๆ เมย์ก็ถามอะไรแปลกๆ ขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมื่อพูดถึงเทวดา มิยูกินึกถึงเอย์จุนเป็นอย่างแรก แต่เทวดาน้อยของเขาสะอาดพิสุทธิ์อย่างมาก มีแต่จะชำระล้างให้ขาวสะอาด ไม่มีความเชื่อมโยงถึงสีดำแม้แต่น้อย
ทว่า...
“ฉันมาหาเทวดาสีดำ...ซาวามุระ เอย์จุนน่ะ รู้จักหรือเปล่า?” เมย์เอียงคอมามอง พูดไปยิ้มไป รอยยิ้มลึกลับนั้นคาดเดาเจตนาแฝงได้ยากเมื่อมิยูกิรู้จักอีกฝ่ายไม่ดีพอ “หน้าตาแสนซื่อดุจเทวดา เนื้อในนั้นหนาคือปิศาจร้าย...ชื่อเล่นเทวดาสีดำได้มาก็เพราะอย่างนี้ ได้ข่าวว่ามาอยู่เซย์โดเลยแวบมาดูซะหน่อย แต่อย่างนายคงไม่รู้จักล่ะมั้ง เพราะเอาแต่อยู่ในกะลาเล็กๆ นี่นา”
ถ้อยคำสบประมาทไม่อาจรบกวนจิตใจเท่าเรื่องของเอย์จุน
นารุมิยะ เมย์ มาหาเอย์จุน...
จุดประสงค์ล่ะ?
เรื่องที่ไม่รู้มีมากเกินจนเดาไม่ได้ว่าคนตรงหน้ามีเจตนาดีหรือร้าย หมอนี่อาจไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับฮาราดะ มาสะโทชิแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสังกัด นอกจากนี้ยังมีคนจำพวกหมาป่าเดียวดายอยู่อีก...
เมย์ก้มมองนาฬิกาข้อมือ จากนั้นโบกมือไล่มิยูกิ “ไม่รู้จักสินะ เอาเหอะ นายไปซะที ยืนขวางยังงี้ฉันมองไม่เห็นคน”
ดวงตาวาววับและความกระเหี้ยนกระหือรือไม่น่าไว้ใจ สังหรณ์ไม่ดีร้องเตือนมิยูกิ แต่แล้วโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น สายเข้าเป็นคุราโมจิ อันดับสองแผดเสียงใส่ทันทีที่รับสาย...อยู่ที่ไหน เรื่องนารุมิยะเป็นยังไงมั่ง มีเรื่องหรือเปล่า
มิยูกิไม่ทันตอบเพื่อนก็มีคนส่งเสียงข้ามไหล่เขาไปหาเด็กหนุ่มต่างโรงเรียน
“คุณ...นารุมิยะซัง?”
เสียงนั้นเป็นของฟุรุยะ ซาโตรุ ข้างกายเด็กหนุ่มยังมีซาวามุระ เอย์จุนที่ยืนบื้อจ้องเมย์อย่างไม่อยากเชื่อสายตา ทั้งสองคนกำลังจะเดินกลับบ้านแต่ต้องชะงักกะทันหันเมื่อเจอคนไม่คาดคิด
มุมปากของเมย์โค้งขึ้น ริมฝีปากเผยอออกราวเจ้าตัวกำลังแสยะยิ้ม
“ไม่เจอกันนานเลยนะ...พวกนาย”
No comments:
Post a Comment