Fanfic
Daiya no A
±1
[Part 4]
Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating : SFW
ฟุรุยะซึ่งคืนสติเงยหน้าขวับทันทีที่น้ำหนักบนร่างหายไป
เขาพยายามขยับตัวทว่ามือเท้าถูกมัดจนได้แต่ยักแย่ยักยันเป็นดักแด้
ก่อนจะผรุสวาทถ้อยคำหยาบคายไม่เข้ากับนิสัย
เงาร่างปราดเปรียวร่างหนึ่งก็ก้าวพรวดไปถึงตัวแล้วแบกคนหงุดหงิดขึ้นบ่าเหมือนแบกกระสอบทราย
ตัวประกันคนสำคัญมองเด็กหนุ่มผิวสีเข้มในเครื่องแบบโรงเรียนอินาชิโระที่โผล่มาช่วยตนท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนรอบข้าง
ฟุรุยะ ซาโตรุออกคำสั่งอย่างหงุดหงิดแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“แก้มัด...ฉันจะฆ่ามัน”
“ใจเย็นน่า”
เจ้าของร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกล่อมแบบขอไปที คาร์ลอสร้อง ‘ฮึบ’
จากนั้นแบกฟุรุยะไปรวมกลุ่มกับพรรคพวกที่ยืนพร้อมรบหน้าตาเฉย...ไม่มีเด็กอินาชิโระหน้าไหนตั้งสติมาขวางได้ทัน
ร่างกายเกร็งเครียดของเอย์จุนผ่อนคลายลงเมื่อเพื่อนรักได้รับการช่วยเหลือให้ไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัย
เด็กหนุ่มรีบลุกจากร่างของมิยูกิ
ถามไถ่อย่างวิตกกังวลว่าเป็นยังไงบ้างพลางช่วยยึดมืออีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง
ด้วยความที่หลบมือเท้าของเอย์จุนได้ไม่หมด มิยูกิช้ำไปไม่น้อย
เขาไม่มีทางตอบว่าไม่เป็นไรกลับไปได้
เอย์จุนถือวิสาสะปลดเนกไทของหัวโจกแห่งเซย์โดมายึดมือข้างที่หลุดไว้ให้มั่น
การขยับเข้าที่ด้วยตัวเองต้องอาศัยความแม่นยำมาก เขาทำแบบนั้นกับมือตัวเองได้
แต่ทำให้คนอื่นเหมือนจะเกินกำลัง รอให้ถึงมือผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด
“มือนิ่งๆ ไว้ล่ะ”
“...ช่างเถอะ ตอนนี้ขยับไม่ไหวทั้งแขนนั่นแหละ”
ขณะคนกระทำนึกห่วง
คนถูกกระทำกับเย็นใจเหลือแสน...หนุ่มน้อยที่แอบหลงรักมาจับมือจับไม้แสดงความเป็นห่วงอยู่ต่อหน้า
มิยูกิแม้จะเจ็บกายแต่สุขใจสุดๆ หากพวกเซย์โดรู้คงมองด้วยสายตารังเกียจ
โดนเล่นงานขนาดนั้นยังมีหน้า...
มิยูกิเสมองกองกำลังใหม่หลังพ่นคำโกหกออกไปแบบไม่สะทกสะท้าน
เหล่าเด็กหนุ่มตรงนั้นไม่ได้มีเพียงเด็กเซย์โดและอินาชิโระ
ยังมีเด็กโรงเรียนละแวกใกล้เคียงโรงเรียนอื่นอยู่ด้วย
กระนั้นเขากลับไม่คุ้นหน้าพวกที่สวมเครื่องแบบเดียวกันเลยสักนิด
ตอนแรกคิดว่าอาจไม่ใช่เด็กเก...เป็นนักเรียนทั่วไป
แต่เมื่อกี้เจ้ามือขว้างหินเรียกเทวดาน้อยของตนว่า ‘บอส’
แสดงว่าคนพวกนั้นน่าจะเป็นลูกน้องเก่าของเทวดาน้อยทั้งหมด
หรือก็คือเป็นเด็กเกที่ไม่แสดงตัว
“นี่มันอะไรกันน่ะ”
เอย์จุนยังคงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งอยู่กับมิยูกิ
เด็กหนุ่มมองกลุ่มผู้มาใหม่ก่อนถามเสียงเครียด
“การจัดการศัตรูต้องมาก่อน ดังนั้น...ไว้ทีหลังนะบอส”
คนตอบเป็นเด็กเซย์โด
ร่างเล็กปราดเปรียวและมีแขนขาที่แม้มองผ่านเสื้อผ้ายังรู้ว่าผอมบาง...ดูอย่างไรก็ไม่คิดว่าจะเป็นอันธพาลไปได้
มิยูกิเคยเห็นเด็กหนุ่มคนนี้มาก่อน
เพราะผมสีชมพูอันโดดเด่นนั้นแสนจะสะดุดตาทำให้ง่ายต่อการจดจำ...คนคนนี้อยู่ปีสาม
รู้สึกจะเป็นดาวรุ่งชมรมเบสบอลชื่อโคมินาโตะ เรียวสุเกะ
ใบหน้าประดับยิ้มที่เห็นจนชินวันนี้กลับดูน่ากลัวขึ้นอย่างน่าประหลาด
“มาแกว่งเท้าหาเรื่องพวกเราอย่างนี้ต้องทำให้รู้สำนึกซะบ้าง” ร่างเล็กๆ
เดินลากเท้าไปหาบอสโรงเรียนคู่อริที่ยังคงนั่งขมวดคิ้วมองอย่างไม่กริ่งเกรงแรงกดดัน...ระยะห่างลดลงเหลือเพียงหนึ่งก้าว
เรียวสุเกะก้มหน้ามองราวกับเป็นผู้อยู่เหนือกว่า
...จากนั้นยกเท้าเหยียบหน้ามาสะโทชิอย่างจัง...
“...”
นอกจากพวกเอย์จุนที่กุมขมับถอนหายใจแล้ว ทุกชีวิตที่เหลืออ้าปากค้าง
ทำอะไรของเขาฟะ!
คนโดนหยามเลือดขึ้นหน้าอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อไอ้หนุ่มท่าทางหยองกร็อดลงมืออย่างอุกอาจกับหัวหน้าใหญ่อย่างตน
ร่างใหญ่ยักษ์ของมาสะโทชิลุกพรวดพร้อมๆ
กับที่เหล่าเด็กอินาโระคนอื่นพากันลุกฮือตามหัวหน้า
การเคลื่อนไหวของผู้นำเป็นเสมือนการปลดสลักปืน
กองกำลังที่สามกับอินาชิโระเข้าปะทะกันทันที
แม้กลุ่มผู้มาใหม่จะมีเพียงยี่สิบกว่าคนทว่าไม่ย่นย่อต่อศัตรูจำนวนหลายสิบแม้แต่น้อย...ดูเหมือนจะค่อยๆ
ได้เปรียบทีละนิดด้วยซ้ำ
คนพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย...!
มิยูกิกำลังตกตะลึงกับความสามารถอันคาดไม่ถึงของคนแปลกหน้า ขณะเดียวกัน
พวกเซย์โดที่อดทนอยู่เฉยมานาน
เมื่อเห็นบอสของตนไม่มีอันตรายแล้วก็แห่กันไปร่วมวงกับพวกคนใหม่เข้าไล่ต้อนเด็กโรงเรียนคู่อริอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับเก็บกดมาแสนนาน
สถานการณ์พลิกกลับโดยสิ้นเชิง
อินาชิโระพ่ายแพ้ราบคาบ
เซย์โดตอนนี้มีคนมากกว่าอินาชิโระอยู่แล้ว เมื่อรวมกับอดีตลูกน้องของซาวามุระ
เอย์จุนความต่างเรื่องกำลังพลจึงยิ่งเห็นเด่นชัด
เหล่าเด็กหนุ่มผู้ปราชัยนอนแน่นิ่งรวมกันอยู่ตรงกลางโดยมีคนชนะรายล้อม
แต่ละคนมีสภาพน่าอเนจอนาถสมกับที่ใครคนหนึ่งลั่นวาจาไว้ว่า
‘จะซัดให้พ่อแม่จำหน้าไม่ได้’
“กับหัวหน้าของโรงเรียนตัวเองไม่อยากทำอะไรแบบนี้เลยน้า” ซานาดะ
ชุนเปย์ว่าพลางดึงหนุ่มร่างยักษ์ที่นอนหอบรวมกับคนอื่นขึ้นมานั่ง ฮาราดะ
มาสะโทชิเองก็หน้าบวมปูด เลือดสดๆ
ยังทะลักจากแผลข้างขมับที่โดนไม้หน้าสามฟาดอย่างแรง เขาอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
จะจับให้นั่งอย่างนี้ได้ตัวซานาดะเองก็ต้องคอยพยุงหลังเอาไว้ไม่ให้ล้ม
ซาวามุระ เอย์จุนมองเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นตรงหน้า
เด็กหนุ่มนั่งอยู่บนซากวัสดุก่อสร้าง ข้างๆ มีฟุรุยะ
ซาโตรุที่จำต้องประกบตัวเอาไว้ เจ้าตัวเอาแต่พูดว่า ‘จะฆ่ามัน’
จะส่งตัวไปหาหมอก็ดื้อแพ่งไม่ยอมไปจนกว่าจะเคลียร์เรื่องตรงหน้าเสร็จ หากไม่ให้หัวหน้าใหญ่มานั่งคุมตัว
เด็กอินาชิโระหลายคนคงมีอันต้อง ‘แหลก’…ไม่ใช่แค่พ่อแม่จำหน้าไม่ได้ เห็นหน้านิ่งๆ
อย่างนี้ ความจริงฟุรุยะเป็นคนเลือดเดือด ถ้าไม่มั่นใจว่าตัวเองเก่งกว่า
ปกติไม่มีใครกล้าไปหาเรื่องหรอก
มิยูกิซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากเอย์จุนเช่นกันมองอดีตตัวประกันด้วยสายตาชิงชัง...ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นศัตรูของพวกเอย์จุนผนวกกับช้ำไปทั้งตัวเลยได้สิทธิพิเศษนั่งเต๊ะท่าชื่นชมบารมีเทวดาในระยะประชิด
“ทำไมทุกคนมาอยู่ที่นี่ได้” เอย์จุนเปิดฉากจากคนของตัวเองก่อน
ตัวแทนตอบคำถามคือโคมินาโตะ เรียวสุเกะ
“ฮารุอิจิบอกว่าบอสกับฟุรุยะไม่เข้าเรียนทั้งที่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เข้าห้องไม่เคยขาด
ประจวบเหมาะกับวันนี้ได้ข่าวเด็กโรงเรียนเราไปมีเรื่องกับอินาชิโระพอดีเลยเป็นห่วง...ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
หนุ่มร่างเล็กพูดคล่องราวกับอ่านโพย
ฮารุอิจิเป็นเพื่อนร่วมห้องของเอย์จุนกับฟุรุยะและเป็นน้องชายหัวแก้วหัวแหวนของเรียวสุเกะ
เด็กคนนี้มีรูปลักษณ์แทบไม่ต่างจากพี่ชายแต่เป็นคนธรรมดาที่รักสงบ
เขารู้จักเอย์จุนตั้งแต่สมัยยังเป็นอันธพาลในฐานะบอสของเรียวสุเกะ
เพิ่งจะได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวก็ตอนมาอยู่ห้องเดียวกัน
เนื่องด้วยเคยเห็นหน้ากันมาก่อนทำให้เขากลายเป็นเพื่อนสนิทของสองหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“เพราะงั้นเรียวซังก็เลยส่งข้อความมาถามผมว่าทางนี้มีอะไรแปลกๆ
เกิดขึ้นหรือเปล่า” ซานาดะพูดต่อด้วยใบหน้าประดับยิ้มบางๆ เช่นปกติ
“พอลองถามคนอื่นดูก็ได้ความว่าเห็นพวกมาสะซังกำลังลากเด็กใส่เครื่องแบบเซย์โดมาแถวนี้...ฟังจากลักษณะแล้วรู้เลยว่าเป็นฟุรุยะ”
“พวกเราเลยรวมคนที่อยู่แถวนี้เท่าที่มาได้มาเอาคืน”
เรียวสุเกะสรุปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนปรายตามองเด็กในชุดเครื่องแบบเหมือนกับตน
ต่อให้มองไม่เห็นแววตาก็สัมผัสได้ชัดแจ้งว่ากำลังดูถูก
“...ไม่คิดจะให้เจ้าพวกนี้ได้หน้าเลยแท้ๆ”
‘เจ้าพวกนี้’ หรือก็คือพวกมิยูกิหน้าตึง
การวิวาทหนนี้เซย์โดเอาชนะได้สบายๆ
อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนก็เพราะการเคลื่อนไหวของพวกเรียวสุเกะ
พวกเขาได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ
โดยไม่ต้องเหนื่อยแรง...แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเสือนอนกินเลยทีเดียว
“บอสเองก็เถอะ มีเรื่องแล้วทำไมไม่บอกพวกเราซะหน่อยล่ะ” ไรจิว่าบ้าง
เขาหยิบกล้วยทั้งหวีออกมาจากกระเป๋าเป้และแบ่งให้ฟุรุยะที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายชั่วโมงครึ่งหนึ่ง
ส่วนตัวเองแบ่งหนึ่งลูกจากอีกครึ่งมาปอกกินชดเชยพลังงานจากการใช้แรงเมื่อกี้
ฟุรุยะนั่งเคี้ยวกร้วมๆ ด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับข้างเพื่อนสนิท
“ก็ผมยุบกลุ่มไปแล้ว” อดีตหัวโจกตอบไรจิโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
เพราะไม่อยากให้ประเด็นหันเหมาทางตนเองมากกว่าที่เป็น
เอย์จุนรีบหันกลับไปทางบอสมาสะโทชิที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม...เขาไม่ได้อยากเล่นงานใครหนักๆ
อีกแล้ว แต่พอคิดว่าเพื่อนรักโดนทำร้ายร่างกายและถูกมัดมือมัดเท้าจนชาไปทั้งตัวก็ไม่อาจห้ามปรามอดีตลูกน้องไม่ให้ลงมือเกินกว่าเหตุ
เอาแต่นั่งมองอย่างสงบอยู่ข้างๆ ตามประสาผู้ชมที่ดีจนเรื่องจบ
ถามว่าโกรธมั้ย?
โกรธสิ...โกรธมากด้วย
ที่ยังนั่งเฉยอยู่ได้ไม่ไปตีเข่าอัดหน้าบอสใหญ่คนออกคำสั่งอย่างฮาราดะ
มาสะโทชิก็เพราะตัวเองในตอนนี้ใจเย็นกว่าเมื่อก่อน
หากเขาลงมือเองอย่างป่าเถื่อนคนอื่นๆ
ในกลุ่มก็จะพลอยเคลื่อนไหวตามแรงกระตุ้นนั้นของหัวหน้า
เอย์จุนไม่อยากให้มาสะโทชิโทรมไปมากกว่านี้จึงอดทนนั่งดูเพียงอย่างเดียว
เพียงแต่ถ้าผู้เคราะห์ร้ายอย่างฟุรุยะอยากเอาคืนสักทีสองทีเขาก็ตั้งใจว่าจะไม่ห้าม...แต่ฟุรุยะอาการไม่ค่อยดี
อาจเพราะเสียเลือดมากทำให้ระบบคิดอ่านรวนกว่าปกติ
เอย์จุนเกรงว่าถ้าปล่อยเพื่อนสนิทให้ทำตามใจบอสมาสะโทชิอาจพิการเลยก็ได้
ไม่สิ...ว่ากันตามตรงไม่น่าใช่เรื่องนั้น
น่าจะกลัวฟุรุยะอาการทรุดจากการฝืนสังขารมากกว่า
เด็กหนุ่มถามบอสโรงเรียนคู่อริเพื่อเปลี่ยนประเด็น
“ถ้าคุณคิดว่าผมเก่งจริง
ทำไมยังกล้าใช้วิธีแบบนี้มายั่วโมโหผม...แถมยังเลือกเป้าหมายเป็นซาโตรุแทนที่จะเป็นนักเรียนธรรมดาคนอื่นด้วย”
เพื่อนสนิทอาจจะมีแต้มต่อสูงแต่ฟุรุยะ ซาโตรุเป็นคนเก่ง ความเสี่ยงย่อมสูงตาม
ทั้งที่แค่เลือกเพื่อนร่วมห้องคนใดคนหนึ่งมาเอย์จุนก็ยอมทำตามข้อเรียกร้องเหมือนกัน
ทำไมถึงเลือกหนทางที่เสี่ยงมากกว่าอย่างการจับอดีตนักเลงกันล่ะ...ของแบบนี้ถ้ารู้จักเขาก็น่าจะเดาได้ไม่ใช่เหรอ
มิยูกิที่ลงทุนสวมแว่นเลนส์ร้าวจากการกระแทกเพื่อแทะโลมคนน่ารักได้ยินดังนั้นก็หันมาผสมโรงอีกราย
“จริงด้วย ปกติสไตล์ของฮาราดะซังคือพุ่งเข้าชนซึ่งๆ หน้าแท้ๆ
ทำไมคราวนี้ดันเล่นลูกไม้ยุ่งยากอย่างการจับตัวประกันได้ล่ะ
มีกุนซือที่ไหนแนะนำมาหรือไง”
“กุนซืองั้นเหรอ...” เรียวสุเกะหัวเราะเหยียดๆ ทันควัน “ต้องเรียกว่าโดนหลอกใช้มากกว่ามั้ง”
อิซาชิกิ จุนแค่นเสียง “...ก็สมเป็นหมอนั่นไม่ใช่หรือไง”
“ประเด็นคือทำแบบนี้ทำไมมากกว่า” ยูกิ
เท็ตสึยะซึ่งกำลังดูแผลหัวแตกของฟุรุยะอย่างสนอกสนใจว่า
บทสนทนาเป็นไปโดยที่คนไม่รู้เรื่องรู้ราวได้แต่มองตากันเพราะไม่เข้าใจความหมาย
มิยูกิเองเมื่อมีตัวแปรที่ไม่รู้จักเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
ก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้เช่นกัน
ลำพังตอนนี้แค่ได้เห็นฝีมืออันร้ายกาจของเด็กโรงเรียนตัวเองที่ไม่คิดฝันมาก่อนว่าเป็นเด็กเกก็อึ้งจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
ในบรรดาคนพวกนี้คงมีคนที่เก่งกว่าเขาอยู่อย่างที่นารุมิยะ เมย์ว่าไว้จริงๆ
นั่นแหละ
ซานาดะซึ่งกำลังรุนหลังมาสะโทชิเพื่อช่วยประคองตัวเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติหนึ่งระดับ
“ดูอยู่ใช่ไหมล่ะ ออกมาได้แล้วมั้ง นารุมิยะ”
นารุมิยะ...?
เพิ่งจะนึกถึงไปแหมบๆ ก็เป็นชื่อที่โดนเรียก
เครื่องหมายคำถามลอยเต็มหัวมิยูกิ จากนั้นใครคนหนึ่งก็พุ่งหลาวลงมาจากกำแพงฝั่งตรงข้ามของที่ดินร้างราวจะตอบรับเสียงเรียก
“ชิ รู้ทัน”
เด็กหนุ่มผมสีซีดที่กำลังยืดกายขึ้นยืนคือนารุมิยะ
เมย์อย่างไม่ต้องสงสัย...เจ้าตัวเดินนวยนาดอย่างวางท่ามาทางพวกเขา
แหวกคนไปออกปากไล่คนขวางไป สุดท้ายก็ตั้งท่าจะถลาเข้ามาซบเอย์จุนด้วยสีหน้าดี๊ด๊าน่าหมั่นไส้
“เอย์จุนจ๋า~”
ไม่รอให้มิยูกิขยับตัวฟุรุยะก็ยืดขายาวๆ ยันโครมอย่างไม่ปราณี
เสียงหน้ากระแทกพื้นเหมือนจะก้องกังวานกว่าปกติ
คนจูบฝุ่นดีดตัวผึง ชี้นิ้วใส่คนเจ็บอย่างเดือดดาลสุดขีด “ฟุรุยะ!
แกนะแก!”
“หัวหน้าของอินาชิโระ นี่มันอะไรกัน”
“เอย์จุนไม่สนใจฉันอ้ะ!”
เมย์เรียกร้องความสนใจทันทีที่อดีตบอสของตัวเองทำเมินอย่างเย็นชา
ขณะกำลังทำหน้าบึ้งเตรียมกระจองอแงด้วยความขัดใจก็ถูกเรียวสุเกะเตะตัดขาจนล้มกลิ้งเป็นลูกขนุน
พอหยัดตัวขึ้นมาได้จอมก่อเรื่องก็แทบจะแหกปากด่ากราดทว่าพอเห็นหน้ายิ้มแย้มของคนลงมือชัดๆ
ก็รีบสงวนท่าทีอย่างคนมีสมอง
มิยูกิรวมทั้งเด็กเซย์โดคนอื่นพากันงงเป็นไก่ตาแตกกับสิ่งที่เห็นและได้ยิน
ได้แต่รอให้มีคนแถลงไขปัญหาคาใจตรงหน้าอย่างเดียว
“คนบอกให้ฉันทำแบบนี้คือเมย์” มาสะโทชิยอมรับง่ายดายเมื่อผู้สมรู้ร่วมคิดไม่แก้ตัว
“ว่าแล้ว...” ซานาดะครางฮึม พอเห็นเอย์จุนทำหน้าสงสัยก็อธิบายง่ายๆ
ด้วยเสียงใจดีว่า “มันเหมาะเกินไปน่ะ นารุมิยะรู้เรื่องกลุ่มของมาสะซังเยอะเกินไป
แถมยังมาไซโคเรื่องคนใกล้ตัวจะโดนเล่นงานถูกจังหวะพอดี...ใครๆ
ก็รู้ว่าหมอนี่สนิทกับบอส ถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดระดับนี้ออกปากเป่าหู
พวกมาสะซังคงไม่กล้าเคลื่อนไหวซี้ซั้วหรอก”
เอย์จุนพึมพำว่า ‘เข้าใจล่ะ’ เบาๆ
“ก็อย่างที่คาซึยะบอกว่าเรื่องจับตัวประกันมันมีแต่ช่องโหว่นั่นแหละ
ต้องให้คนอย่างฉันรับรองด้วยตัวเองถึงกล้าทำ” เมย์ไม่แก้ตัว ร่างผอมๆ
พูดพลางจะลุกไปรวมกลุ่มกับเพื่อนเก่าพลางแต่สายตาคุกคามจากพ่อคนผมชมพูน่ากลัวมาก
จำต้องหย่อนก้นนั่งรวมกลุ่มอยู่กับเด็กอินาชิโระที่โดนอัดน่วมไปก่อน...สารรูปไม่ต่างจากผู้ร้ายโดนสอบปากคำ
“ฉันบอกมาสะซังไปว่าเอย์จุนจะไม่มีเรื่องวิวาทแล้ว ดังนั้นถึงไปจับตัวฟุรุยะมา
ขอแค่สุดท้ายคืนตัวดีๆ ก็จะไม่กลับมาเอาเรื่องแน่ๆ”
“เรื่องที่ว่าจับตัวหมอนี่แลกกับการเอาชนะฉันนายก็เป็นคนคิดด้วยใช่มั้ย”
มิยูกิใช้มือข้างซ้ายชี้ ‘หมอนี่’
โดยที่ตายังมองเด็กต่างโรงเรียน...ไม่ลืมว่ายังทำสำออยขยับแขนข้างขวาไม่ได้เพื่อเรียกคะแนนสงสารจากเทวดาน้อยสุดที่รัก
“โฮ่ รู้ได้ไง” เมย์เลิกคิ้วด้วยท่าทางโอเวอร์
“ก็ฮาราดะซังไม่ใช่พวกช่างคิดเท่าไหร่”
บอสของเซย์โดเมื่ออยู่สถานะสูงกว่าความเกรงใจยิ่งไม่มีเหลือ
มิยูกิทำเมินสายตาดุดันที่เปิดออกได้ครึ่งเดียวของมาสะโทชิ พูดต่อว่า
“อย่างฮาราดะซังน่าจะคิดตื้นๆ ขอมาเป็นลูกน้องมากกว่า แต่การทำอะไรแบบนั้นมันไม่มีหลักประกัน
คืนตัวประกันไปแล้วก็ไม่มีอะไรมารับรองว่าเท...แค่ก ซาวา...เอ่อ ซาวามุระ
เอย์จุนจะยอมมาเป็นลูกน้องจริง
เงื่อนไขการเอาชนะโรงเรียนศัตรูมันใช้เวลาเหมาะสมและรับรองผลลัพธ์ได้มากกว่าในเมื่อประเมินได้ตั้งแต่แรกว่าฉันจะแพ้...อย่างฮาราดะซังคงไม่คิดลึกขนาดนี้หรอก”
อย่างเมื่อกี้ถ้าพวกซานาดะไม่โผล่มาขวางมิยูกิก็คงจะหมดสภาพและพ่ายแพ้คามือเอย์จุนอย่างไม่ต้องสงสัย
เอย์จุนเคยอัดคนเข้าโรงพยาบาลมาแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
การจะอัดมิยูกิที่ไม่ได้สนิทสนมอะไรด้วยจึงไม่ใช่เรื่องน่าลำบากใจ โดยเฉพาะเมื่อมีฟุรุยะ
ซาโตรุมาเป็นข้อต่อรอง
ระหว่างมิยูกิกับฟุรุยะ ยังไงก็ต้องเลือกฟุรุยะอยู่แล้ว
เอย์จุนลังเลเพราะไม่อยากผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับปู่และไม่อยากทำร้ายคนไม่มีความแค้นต่อกันเท่านั้น
แม้ลังเล...แต่สถานการณ์บีบบังคับขนาดนี้ยังไงก็คงเลือกทำร้ายคนอื่นเพื่อความปลอดภัยของเพื่อนสนิท
มองจากมุมโรงเรียนอินาชิโระ
หากเอย์จุนไม่ไปตามล้างแค้นเอาทีหลังอย่างที่เมย์รับรอง
การชนะโรงเรียนศัตรูที่ปัจจุบันมีกำลังแข็งแกร่งกว่าโรงเรียนตัวเองเป็นข้อเสนอที่ล่อใจอย่างมาก...มีแต่ได้กับได้อย่างนี้เป็นมิยูกิก็คงทำเหมือนกัน
อดีตบอสผู้อำลาวงการต่อยตีขมวดคิ้วมองคนที่นั่งขัดสมาธิสบายอารมณ์อยู่กลางสนามก่อนถามเสียงเครียด
“ทำแบบนี้ทำไม”
นารุมิยะ เมย์ยิ้มน้อยๆ ให้ปิศาจในคราบเทวดา
เด็กหนุ่มตอบคำถามโดยไม่รู้สึกผิดสักนิด “ก็ฉันอยากเห็นเอย์จุนมีเรื่องนี่นา
ถอนตัวลาวงการแบบนั้น...น่าเสียดายจะตาย
ฉันชอบตอนปีกเทวดาถูกย้อมเป็นสีดำที่สุดเลย”
“...”
“ในเมื่อกลุ่มยุบไปแล้ว นิสัยอย่างนายจะไม่เรียกพวกเท็ตสึซังมาช่วยแน่
สุดท้ายก็จะลงมือด้วยตัวเอง...ได้เห็นนายมีเรื่องแน่นอน” หนุ่มผมสีซีดพูดหน้าชื่น
“ถ้าคนอื่นรู้เรื่องแล้วโผล่มาช่วยอย่างตอนนี้ก็มีสิทธิ์กลับไปรวมกลุ่มกันใหม่...เหตุการณ์ทำนองนี้มันเกิดซ้ำซากกันได้
คนในกลุ่มเราไม่มีใครอยากเห็นนายตกที่นั่งลำบากหรอก
ต้องคิดรวมกลุ่มเพื่อมาเป็นกำลังให้ชัวร์”
“และถ้ากลับมารวมกลุ่มกันใหม่
บอสก็มีโอกาสกลับมามีเรื่องอีก...คิดแบบนั้นสินะ” ยูกิ เท็ตสึยะเอ่ยอย่างเยือกเย็น
เจ้าของดวงตาสีฟ้ายิ้มกว้างและกางนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ออกเพื่อบอกว่าถูกต้อง
เมย์กวาดตามองเพื่อนเก่าที่ยืนรายล้อมขณะอธิบายต่ออย่างใจเย็น
“ส่วนที่เลือกจับฟุรุยะทั้งที่มันเซี้ยงเสี่ยงก็เพราะความหมั่นไส้ส่วนตัวน่ะ
ลงทุนเรียกเด็กมหาลัยที่เป็นศิษย์เก่าอินาชิโระไปดักซุ่มโป่งเพื่องานนี้เชียวนะ
อย่างน้อยก็ได้เปรียบเรื่องกำลัง”
“หา...”
เห็นบอสเลิกคิ้วทำหน้าประหลาดใจเหมือนไม่รู้ว่าอะไรคือต้นตอของความหมั่นไส้
จากนั่งวางท่าเมย์ว้ากแตกทันที “ก็เอย์จุนรักแต่หมอนั่น ไม่สนใจฉันเลยอ้ะ!
จะเป็นลูกพี่ลูกน้องหรืออะไรฉันไม่สนหรอกนะ แต่นายโอ๋หมอนั่นออกนอกหน้าเกินไปแล้ว!
น่าหมั่นไส้สุดๆ อยากจะอัดสักป้าบ แต่ถ้าทำแบบนั้นเอย์จุนก็จะโกรธอีก!”
“...ลูกพี่ลูกน้อง?”
ไม่มีใครสนใจมิยูกิที่พึมพำอ้าปากหวอ
มาเอโซโนะมองเมย์ด้วยสายตาเหมือนมองวัตถุจากต่างโลกหลังได้เห็นด้านที่ไม่เคยเห็น
“...ฉันเคยคิดว่านายเป็นคนเก่งซะอีก งี่เง่าชะมัด”
“ฉันเก่งเฟ้ย! สายตานั่นมันอะไร เดี๋ยวพ่อฆ่าหมกส้วมซะหรอก!”
เมย์หันไปแยกเขี้ยวใส่เด็กหนุ่มที่ตัวโตกว่าตนเองเป็นเท่าตัวอย่างไม่กลัวเกรง...อารมณ์กำลังขึ้น
หน้าไหนมาท้าตีตอนนี้ก็ไม่หวั่นทั้งนั้นแหละ “พวกแกที่ไม่เคยเห็นเอย์จุนของฉันตอนเป็นปิศาจต่างหากที่น่าสงสาร
ความแข็งแกร่งนั่นน่ะทั้งสูงส่ง ทั้งน่าหลงใหล หมอบกราบซะเถอะไอ้พวกเหลือขอ...!”
ปั้ก!
ซากไม้ขนาดเท่าแขนปลิวใส่หัวคนพล่าม นารุมิยะ เมย์หน้าหงายก่อนทันพูดจบ
เหล่าเพื่อนเก่าพากันยืนไว้อาลัยเงียบๆ
ส่วนเอย์จุนนั่งเฉยเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ปาอะไรออกไปทั้งสิ้น
“สุดท้ายก็วุ่นวายเพราะความเห็นแก่ตัวของนารุมิยะซังคนเดียวเหรอเนี่ย”
ไรจิบ่นทั้งที่ยังเคี้ยวกล้วยเต็มปาก
ซานาดะยิ้มขม “ครั้งนี้ทำเกินไปจริงๆ นะนารุมิยะ”
“...”
คนพลอยฟ้าพลอยฝนได้ผลประโยชน์อย่างแก๊งหัวโจกปัจจุบันของเซย์โดรูดซิปปากไม่ออกความเห็นใดๆ
ทั้งสิ้น
ที่ตอนนี้ยังยืนอยู่ที่นี่ไม่หนีไปไหนก็เพราะบอสของตนยังนั่งอยู่กับพญามารในคราบเทวดา...อีกอย่างคือขี้เกียจกลับไปเรียน
ทุกคนจึงยังเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างตั้งอกตั้งใจ
“งั้นก็ต้องทำโทษกันหน่อย” เรียวสุเกะก้าวมายืนข้างๆ
คนก่อเรื่องซึ่งกำลังยกร่างท่อนบนขึ้นมาในสภาพเลือดท่วมใบหน้า
เมย์ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “ถ้าเอย์จุนเป็นคนทำโทษล่ะก็
จะอะไรก็ยินดีรับล่ะ”
...ไม่สำนึกจริงๆ
สีหน้าแบบนั้นต่อให้โดนเหยียบมิดดินก็คงยินดีอย่างที่ปากพูด...ขอแค่คนเหยียบเป็นซาวามุระ
เอย์จุนก็พอ น่าเสียดายที่อดีตนักเลงไม่สนใจทำอะไรอย่างนั้น
เอย์จุนลุกขึ้นยืนเมื่อได้รับฟังต้นสายปลายเหตุจนพอใจ เขาสรุปบทลงโทษออกมาง่ายๆ
“เรื่องนารุมิยะซังเอาเป็นว่า...ห้ามเข้าใกล้ผมในระยะสองเมตรเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็แล้วกัน”
“นะ...!”
“ถ้าพูดไม่ฟังจะเลิกคบ”
“...เง่อะ!”
ช่างเป็นการทำโทษที่ไร้สาระสุดๆ
สำหรับคนอื่นทว่ามันหนักหน่วงมากสำหรับเมย์ คนก่อเรื่องคอตกทันที
ไม่กล้าแม้แต่จะประท้วง
คนพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย...
เด็กเซย์โดรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของกลุ่มซาวามุระในสายตาพวกตนเปลี่ยนไปมากหลังจากได้เห็นเหตุการณ์ในวันนี้...หากไม่บอกว่าเป็นกลุ่มเด็กเกที่มีชื่อเสียงระดับตำนานเมืองของเมืองข้างๆ
คงคิดว่าเป็นการรวมกลุ่มของพวกแปลกๆ
“ตรงนี้ฝากพวกเท็ตสึซังหน่อยได้หรือเปล่า ผมจะพาฟุรุยะกับ...”
เอย์จุนเลิกสนใจเมย์
ดวงตาสีอำพันเหล่มองคนที่ตนลงมือทำร้ายร่างกายขณะพยายามนึกชื่ออีกฝ่ายในใจ
“เอ่อ...”
“...”
มิยูกิรอฟังอย่างตื่นเต้น
“...คาซึยะซัง?”
คาซึยะซัง…
คาซึยะซัง...?
คาซึยะซัง...!
น้ำเสียงไม่มั่นใจดังสะท้อนไปมาอยู่ในหู...คนโดนเรียกชื่อเกือบจะหน้าหงายเพราะพลังทำลายล้างมหาศาล
โชคดีที่ตั้งสติก้มหน้าแล้วใช้มือซ้ายอุดจมูกได้ทันท่วงที...เลือดกำเดาแทบจะทะลักผ่านร่องนิ้ว
คาซึยะซังงั้นเหรอ...
จะเรียกคาซึยะห้วนๆ ก็ดี
หรือเรียกคาซึยะซังเหมือนภรรยาเรียกสามีก็ดี...แบบไหนก็ดีทั้งนั้น
แต่เรียกคาซึยะซังเหมือนจะดีเป็นพิเศษ
แย่ล่ะ...สุขสุดๆ
มิยูกิเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้หลุดสีหน้าแปลกๆ สุดความสามารถ
งานนี้ต้องขอบคุณเจ้าหัวหงอกที่เรียกตนจิกหัวว่า ‘คาซึยะ’ มาตลอด
ดูท่าคงไม่มีใครไปเรียกชื่อเต็มของเขาให้เทวดาน้อยฟังเจ้าตัวเลยจำได้แต่ชื่อต้น
ก่อนหน้านี้มิยูกิเคยคิดว่าเมย์เป็นคนน่ารังเกียจที่อยากถูกเรียกแบบนี้แล้วยังยืนหอบแฮ่กๆ
ด้วยความปลื้มปริ่ม
เพิ่งมาถูกเรียกแบบเดียวกันเข้ากับตัวถึงได้รู้ว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากเจ้านั่น...ดังนั้นขอกลับคำเรื่องที่เคยคิดว่าเมย์น่ารังเกียจแล้วกัน
“เจ็บแผลเหรอ” เห็นมิยูกิก้มหน้าตัวสั่นเทิ้ม เอย์จุนชะโงกตัวหมายจะดูอาการ
หารู้ไม่ว่าทำให้คนอยู่ในห้วงรักอาการหนักกว่าเดิม
มิยูกิตัวสั่นริกเมื่อความสุขจู่โจมอย่างหนักหน่วง
เขาพยายามส่งกระแสจิตไปห้ามเลือดไม่ให้ทะลักออกเจ็ดทวารสุดความสามารถ...ไอ้น้ำเสียงกับท่าทางเป็นห่วงนั่นสุดยอดแท้
“ม่ายยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!”
ก่อนเอย์จุนจะได้พูดอะไรมากกว่านี้เมย์ก็ร้องประท้วงเสียงดังเหมือนโดนเหยียบหาง
เด็กหนุ่มแทบจะพุ่งเข้ามาเขย่าคอคนสำออยที่นั่งคอตกไม่เลิก โชคดีที่มาสุโกะ
โทโอรุจับล็อกตัวสำเร็จเลยได้แต่เหวี่ยงแขนขาบ๊งเบ๊งอยู่กับที่
“ทีฉันบอกให้เรียกเมย์ซังเอย์จุนไม่เห็นยอมเรียกทำไมยอมเรียกชื่อหมอนั่นเล่า!
หมอนั่นชื่อมิยูกิ คาซึยะ! มิ ยู กิ คา ซึ ยะ น่ะ!”
เรียกแบบนี้แหละดีแล้ว นายน่ะเงียบไปเลย...!
มิยูกิส่งจิตสังหารในสภาพนั่งก้มหน้า
“เพราะนารุมิยะซังพูดเรื่องสามีภรรยาบ้าบออะไรนั่นแหละผมถึงไม่อยากเรียก”
เอย์จุนตอบแบบขอไปทีก่อนหันมาทางมิยูกิใหม่ “งั้นมิยูกิซัง...เป็นยังไงบ้าง ไหล่หลุดเลยเหรอ?”
เด็กหนุ่มจำได้ว่าไม่ได้ถอดไหล่ แต่ก็คิดว่าตอนเตะสูงๆ
อาจพลาดไปทำไหล่หลุดโดยไม่รู้ตัวจึงไม่ติดใจสงสัยให้มากความ
ของพวกนี้มันหลุดได้เมื่อถูกกระแทกแรงๆ...ไม่แปลกหรอก
“บอกโทโดโรกิซังให้มารับไปโรงพยาบาลใกล้ๆ แล้ว ไม่ต้องห่วง” อิซาชิกิ
จุนบอกให้หัวหน้าสบายใจ “ดูเวลาแล้วอีกไม่กี่นาทีก็คงมาถึง”
“งั้นก็ค่อยยังชั่ว” อดีตบอสพรูลมหายใจโล่งอก ไม่เพียงมิยูกิ
ยังมีฟุรุยะที่ปล่อยให้อยู่ในสภาพหัวแตกมาเป็นเวลานานอยู่อีกคน
เอย์จุนเป็นห่วงฝ่ายหลังมาก...คลุกฝุ่นอย่างนั้นไม่รู้แผลจะติดเชื้อหรือเปล่า
“ส่วนมิยูกิซังน่ะ เดี๋ยวผมรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายเองแล้วกัน”
“ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบสักหน่อย”
ฟุรุยะเหลือบตามองคนเจ็บ...เขาทันเห็นสายตาน่ารังเกียจของอีกฝ่าย
ใจจริงไม่อยากให้เพื่อนรักผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องไปยุ่งกับคนพรรค์นี้เลยด้วยซ้ำ
“สุดท้ายหมอนี่ก็ได้ผลประโยชน์ แถมพวกเราต่างหากที่ถูกลากเข้ามายุ่ง
ฝ่ายเรามากกว่าที่ควรได้รับรับความผิดชอบ”
“ใช่ๆๆ!” เมย์ขานรับราวกับรอจังหวะอยู่แล้ว
“เอางี้...”
คุราโมจิ โยอิจิที่ยืนพินิจพิจารณามาพักใหญ่ออกปากขัดกระแสในที่สุด
เพราะอยากให้เทวดาน้อย ‘รับผิดชอบ’ จนตัวสั่น มิยูกิคาดหวังกับหมายเลขสองของกลุ่มอย่างมาก...จบให้สวยๆ
ล่ะคุราโมจิ!
“ก่อนอื่นก็ต้องตกลงกันให้เรียบร้อย
ผลดวลกับอินาชิโระวันนี้ให้ถือว่าทางเราเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
ถ้าพวกนายไม่เอาเรื่องที่อัดบอสเราซะยับไปปากโป้งและรับปากว่าจะไม่มาขยายอำนาจในแถบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไร”
ฟังแล้วมิยูกิหน้าซีด...ตัวเย็นลงห้าองศาเซลเซียส
การต่อราคาไม่ใช่การขอฟรีแล้วจะเอาของแถมเพิ่มนะเฟ้ย เจ้าบ้าคุราโมจิ!
ขนาดพวกเดียวกันยังออกอาการ
กลุ่มของเอย์จุนย่อมมีปฏิกริยารุนแรงอย่างไม่ต้องสงสัย
“คิดว่าพวกแกเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมายื่นเงื่อนไขฟะ
สำเหนียกสถานะตัวเองซะมั่ง!” เมย์ดิ้นหนีท่อนแขนทรงพลังของมาสุโกะสุดชีวิต
จะเข้าไปต่อยคุราโมจิให้ได้
“พูดเอาแต่ได้” เรียวสุเกะย่นคิ้ว
“น่ารังเกียจ” คาร์ลอสวิจารณ์
“อย่างงี้มันน่าเลาะฟันหน้าสักห้าซี่!” จุนซัดหมัดเข้าฝ่ามือเสียงก้อง
“อืม... แบบนี้มันเกินไป
ทั้งที่ถ้าพวกเราขยับตัวหน่อยกำลังของทางนายก็ไม่มีปัญญาสู้แท้ๆ”
กระทั่งซานาดะที่ไม่ใช่คนหัวรุนแรงยังเห็นด้วย...พูดเอาแต่ได้จริงๆ
ทั้งที่แทบไม่ได้ทำอะไร
มาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์โดยไม่ลงแรงยังมาพูดจาไม่เข้าท่ากับพวกเขาอีก
“บอสของเราอาจจะปล่อยให้พวกนายทำตามใจชอบแต่พวกเราไม่เหมือนบอสหรอกนะ”
แต่ละคนพูดกันสนุกปาก ไม่มีใครสนใจแล้วว่าเอย์จุนกำลังทำสีหน้าแบบไหน
อยากอยู่อย่างสงบหรือเปล่า...เป็นลูกน้องภาษาอะไรกันเนี่ย
“เอาอย่างนี้แล้วกัน...”
เมื่อยูกิ เท็ตสึยะเป็นคนเอ่ยขึ้นมาบ้าง เสียงจ้อกแจ้กพลันหายไป คนอื่นๆ
ในกลุ่มพร้อมใจกลับสู่ความสงบ...ชายคนนี้คืออันดับสองของกลุ่ม
หากไม่นับเอย์จุนแล้วสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในเซย์โด
แม้ปัจจุบันจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเหมือนนักเรียนเตรียมเข้ามหาลัยทั่วไปแต่ตอนต่อยตีกับเด็กอินาชิโระเมื่อครู่ก็ยังเป็นคนที่ล้มศัตรูได้มากที่สุดเหมือนเมื่อก่อน
แรงกดดันไร้รูปร่างเรียกความสงบกลับคืนที่ดินร้างแห่งนี้ในพริบตา
“พวกนายจะยังเป็นบอสของเซย์โดต่อ ชัยชนะครั้งนี้ก็ถือว่าพวกนายได้หน้าไป”
“เท็ตสึ!!” จุนประท้วงอย่างรับไม่ได้
คนถูกเรียกยังคงพูดต่ออย่างใจเย็น ไม่นำพาต่อกระแสคุกคามของเพื่อนหน้าหนวด
“...แต่พวกนายเป็นแค่บอสอยู่เบื้องหน้าเท่านั้น คนกุมอำนาจจริงๆ คือพวกเรา
ตราบใดที่พวกเราไม่ว่าอะไรจะทำตามใจชอบก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าออกคำสั่งเมื่อไหร่ต้องทำตาม”
สีหน้าของจุนค่อยดีขึ้น “พูดให้จบทีเดียวสิฟะ”
“แบบนี้ก็ดี” ซานาดะพยักหน้า
“รับได้” เรียวสุเกะก็เห็นด้วย
อดีตลูกน้องของเอย์จุนพยักหน้าตามเรียงตัว
มีแต่พวกมิยูกิที่ยังยืนขมวดคิ้วหน้าเครียดเพราะไม่อยากตกอยู่ใต้อำนาจใคร
กระนั้นในมือก็ไม่มีไพ่สำหรับต่อรองอยู่เลย
คุราโมจิกัดฟันกรอด
...เอาไงต่อดี
“ได้ ตกลงตามนั้น”
เด็กเซย์โดหันไปทางคนพูดด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย
เจ้าของเสียงคือมิยูกิ คาซึยะ
ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดเป็นตัวแทนตอบรับเงื่อนไขของยูกิ
เท็ตสึยะโดยไม่ถามความเห็นใครหน้าไหน หางตาเห็นพรรคพวกตัวเองร้อง ‘เฮ้ย’
ด้วยความตกใจ ทว่าเด็กหนุ่มเป็นบอส คำพูดของเขาถือเป็นคำขาดและเขาก็ไม่ต้องการให้ใครมาขัดใจในตอนนี้ด้วย
ยูกิ เท็ตสึยะมองมิยูกิราวจะประเมินแวบหนึ่งก่อนรวบรัดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“งั้นหัวหน้าใหญ่ก็คือบอสของพวกเรา ซาวามุระ เอย์จุน”
“เฮ้…!”
คนโดนมองข้ามอย่างเอย์จุนประท้วงเสียงดังเมื่อคนอื่นตัดสินใจกันเอาเอง
มาสุโกะเห็นเมย์สงบลงแล้วก็ปล่อยแขนแล้วหันมาเกลี้ยกล่อมเอย์จุนที่กำลังแสดงอาการต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด
“ซาวามุระจัง...เป็นบอสเนี่ยดีนะ
อย่างน้อยถ้าเป็นบอสเวลามีคนยกพวกมาหาเรื่องก็จะมีคนช่วยรับมือ
ถึงซาวามุระจังไม่อยากมีเรื่องก็คงห้ามคนอื่นไม่ให้มาหาเรื่องไม่ได้
งั้นถ้ามีคนมาหาเรื่องอีกจะทำยังไง”
“ใช่ๆ”
ซานาดะรีบเป็นลูกคู่อย่างรู้จังหวะ “บอสไม่ต้องไปหาเรื่องก็ได้
คอยรับเรื่องอย่างเดียวไง บอสคงไม่ยอมอยู่เฉยๆ ให้มีคนมาทำร้ายตามใจชอบใช่ไหมล่ะ
งั้นก็รวมกลุ่มใหม่แต่คอยรับเรื่องอย่างเดียว ไม่ไปหาเรื่องใคร...แบบนั้นก็ได้นี่!”
“เจ้าโง่พวกนี้อยากมีเรื่องก็ส่งไปรับมือพวกปลาซิวปลาสร้อยแทนตัวเอง
เห็นมั้ย ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย” เรียวสุเกะเสริม…ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า
‘เจ้าโง่พวกนี้’ น่ะพวกไหน
“เอาตามนี้เหอะน่า
ถึงนายจะพูดยังไงพวกเราก็คงกลับมารวมกลุ่มกันอยู่ดีแหละ” ผลลัพธ์นี้เป็นผลลัพธ์ที่เมย์คาดหวังจึงรีบสนับสนุนสุดตัว
“เป็นบอสก็รีบตัดสินใจซะจะได้รีบๆ
ไปโรงพยาบาล” จุนเร่งอย่างใจร้อน ตู่อดีตบอสที่ยังไม่ยอมรับให้เป็นบอสหน้าตาเฉย
แต่ละคนพยายามล้างสมองเอย์จุนสุดชีวิต...ไม่เปิดช่องให้พูดแทรกเลย
ฟุรุยะเห็นเพื่อนยังขมวดคิ้วนิ่วหน้าก็มัดมือชกด้วยการกดหัวเอย์จุนลงแทนการพยักหน้า
แน่นอนว่าคนโดนกดหัวไม่มีทางต่อว่าฟุรุยะซึ่งกำลังเจ็บตัวได้ลง
ยิ่งคนอื่นทึกทักเอาเองว่าบอสเต็มใจรับตำแหน่งแล้ว...สลับกันพูดไม่เว้นช่องว่าง
คนโดนกดดันจึงจำยอมเลยตามเลยอย่างช่วยไม่ได้
สรุปทุกอย่างก็จบลงด้วยดี
โทโดโรกิคนพ่อขับรถมารับหลังจากนั้นไม่นานตามที่จุนบอก
ตาลุงวัยกลางคนที่มีลูกชายวัยกำลังปีกกล้าขาแข็งบ่นเล็กน้อยว่าตนไม่ใช่โชเฟอร์บริการฟรีนะเฟ้ย...แต่ถึงปากจะบ่นแบบนั้นก็ไม่ได้เก็บเงินค่าบริการเหล่านักเรียนนักเลงแต่อย่างใด
คนที่ไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว
นอกจากคนเจ็บสองคนก็มีเพียงคุราโมจิ โยอิจิกับซาวามุระ เอย์จุน
รถยนต์ห้าที่นั่งจึงบรรจุคนเต็มคันรถพอดี
ส่วนเด็กอินาชิโระที่สารรูปน่าอดสูกว่าจะเป็นยังไงพวกเขาไม่เกี่ยว...รับผิดชอบตัวเองไปก็แล้วกัน
ฟุรุยะออกจากห้องตรวจมาพบเพื่อนที่รออยู่ในสภาพหัวพันผ้า
ส่วนมิยูกิ...จริงๆ
ไม่ได้เป็นอะไรแต่สำออยขอความช่วยเหลือกึ่งบังคับหมอให้ทำแผลให้ดูโอเวอร์
ที่ต้องใส่เฝือกน่ะเรื่องจริง แต่ไม่จำเป็นต้องใส่เฝือกแขนอย่างที่เห็น
แค่ข้อมือก็พอแล้ว นอกจากนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าช่วยพยุงด้วย
การรักษาที่ดูเกินกว่าเหตุเรียกความสงสัยให้ทั้งฟุรุยะและคุราโมจิ
...ก็มันไม่น่าเจ็บหนักขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ
เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าคู่ต่อสู้ออมมือ
ทว่ามิยูกิไม่ใส่ใจสายตาเคลือบแคลงของทั้งคู่
เขาจงใจทำเวอร์เพราะอยากให้เอย์จุนเห็นใจ ขอแค่เอย์จุนเชื่อ
คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่าง
ปรากฏว่าเอย์จุนเชื่อจริงๆ
ถึงแม้การรักษาพยาบาลเป็นเรื่องของใครของมัน...อยากมีเรื่องก็ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของร่างกายตัวเอง
ทว่าพอเห็นการทำแผลสุดโอเวอร์ของมิยูกิเอย์จุนดันรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างที่เจ้าคนช่างคิดหวัง
พอเห็นสีหน้าซีดเซียว (อันมาจากความเสแสร้ง) ของคนเจ็บ เด็กหนุ่มผู้มีจิตใจดีก็หลุดปากพูดตามสัญชาตญาณ
“ยังไงก็อยากชดใช้สักหน่อย...”
มิยูกิได้ยินแล้วปลื้มนัก
ไม่เสียทีที่เมื่อครู่ทำเป็นเรียกคะแนนสงสารว่าตนถนัดขวา...แขนเป็นแบบนี้คงดำเนินชีวิตประจำวันได้ลำบาก
“ยกตำแหน่งบอสในนามให้ก็ดีถมไป”
ฟุรุยะอดแขวะอย่างหมั่นไส้ไม่ได้
ด้วยไม่อยากกระตุกหนวดเสือคุราโมจิจึงไม่กล้าปากพล่อยขอให้ชดใช้อะไร
สถานะของเขาตอนนี้ถือว่าเป็นเบี้ยล่างเอย์จุน จะปากบอนบอกว่า ‘ไปยึดโรงเรียน xxx
มาเป็นการชดใช้ก็แล้วกัน’ ก็ไม่ได้
พวกลูกน้องแต่ละคนของเจ้าเทวดาสีดำร้ายกาจจะตาย นอกจากนี้ตอนที่ตีกับมิยูกิขนาดออมมือยังชนะใส
ฝีมือแท้จริงของเอย์จุนยังคงยากแท้หยั่งถึง
เรื่องอะไรจะหาเหาใส่หัวด้วยการพูดอะไรโง่ๆ
แต่มิยูกิ คาซึยะไม่ใช่คุราโมจิ โยอิจิ
เขาอยากได้ ‘ของชดใช้’...และมันก็ไม่ใช่การยึดโรงเรียน
“งั้นจนกว่าฉันจะหายช่วยมาพยาบาลให้หน่อยได้มั้ย?”
“พยาบาล?” เอย์จุนเอียงคอ
“ก็...ป้อนข้าวป้อนน้ำช่วงพักกลางวัน?”
เด็กหนุ่มคนใส่แว่น (ร้าวๆ) ตีหน้าอิดโรยได้แนบเนียนจนยากจะแยกแยะ
แม้เคล็ดขัดยอกทั้งตัวเพราะผลจากแรงช้างสารของเทวดาผู้น่ารักทว่าท่าทางอ่อนแอที่แสดงออกมาดู
‘เยอะ’ กว่าปกติเนื่องจากมิยูกิไม่ใช่คนชอบโอดครวญเวลาเจ็บตัวหลังวิวาท
ใจจริงที่หลุดออกมาทำให้ฟุรุยะกับคุราโมจิหันขวับ
โดยเฉพาะคุราโมจิ...มองบอสตัวเองด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
เฮ้ยๆๆ เจ้าบ้ามิยูกิ เป็นอะไรของมันเนี่ย
จะคำพูดหรือการแสดงออกก็ไม่ปกติทั้งนั้น
คุราโมจิคิดว่าให้ออกค่ารักษายังดูเข้ากับความเป็นจริงมากกว่า
มาป้อนข้าวป้อนน้ำบ้าบออะไร จะบ้าเรอะ!
“แค่นั้นเองเหรอ จะดีเหรอ?”
ทว่าเอย์จุนกลับไม่คิดว่าสิ่งที่คู่กรณีเรียกร้องดูแปลกประหลาด
พูดให้ถูกต้องคือเด็กหนุ่มผู้เถรตรงตีความทุกอย่างที่ได้ยินอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่คำนึงว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่
เขาเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาขณะถาม
มิยูกิพยักหน้ารับหงึกๆ เมื่อได้ยินคำถามซื่อๆ
ของเทวดาน้อย
อดีตหัวโจกเซย์โดผู้โดนลดขั้นพยายามกลั้นรอยยิ้มไม่ให้ดูกะลิ้มกะเหลี่ยเกินไป...รักษาหน้ากากซึ่งกำลังแตกร้าวจนแทบจะแหลกเป็นผุยผงสุดชีวิต
“ได้เลย สบายมาก!”
เอย์จุนยิ้มออกมาเมื่อได้รับคำยืนยัน เขาวางมือระดับอกก่อนตอบตกลงอย่างหนักแน่น
พอสบายใจแล้ว เด็กหนุ่มพูดต่อเหมือนชวนคุยขณะพากันเดินกลับ
“ผมเคยนึกว่ามิยูกิซังจะเป็นคนไม่ดีซะอีก พวกนารุมิยะซังเคยพูดถึงในทางแย่ๆ
ไว้เยอะน่ะ...ก็เลยนึกว่าจะขออะไรจำพวก ‘ไปยึดโรงเรียน xxx มาเป็นการชดใช้ก็แล้วกัน’…ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงคิดหนัก
แต่ดูเหมือนจริงๆ แล้วนายจะเป็นคนดีนะ!”
ไม่เลย ไม่ใช่แบบนั้นล่ะมั้ง...
คุราโมจิกับฟุรุยะพร้อมใจกันนึกปฏิเสธ
นี่ถ้าทั้งคู่รู้ว่าเฝือกแขนเป็นของปลอมคงยิ่งมองมิยูกิด้วยสายตารังเกียจมากกว่าเดิม
โดยที่ไม่รู้ว่าอีกสองชีวิตกำลังดิสเครดิต
มิยูกิยิ้มอย่าง ‘คนดี’
แล้วบอกเทวดาน้อยให้เรียกตนว่าคาซึยะก็ได้...ไม่บอกให้โง่ว่าถ้าคู่กรณีเป็นคนอื่นตนจะเรียกร้องให้
‘ไปยึดโรงเรียน xxx มาเป็นการชดใช้ก็แล้วกัน’
ทั้งสี่คนออกมาถึงประตูทางเข้าในเวลาไม่นาน
โทโดโรกิคนพ่อนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นเหล่าเด็กหนุ่มเดินมาถึงก็พยักพเยิดให้ไปขึ้นรถแต่หัวเด็ดตีนขาดฟุรุยะก็ไม่ยอมให้พวกมิยูกิติดรถไปด้วย
ทั้งสองคนจึงต้องนั่งรอแท็กซี่อย่างไม่มีทางเลือก
คุราโมจิมองรถสี่ประตูวิ่งจากไป
ปากเอ่ยถามบอสตัวเองโดยไม่หันไปมองว่า “เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
มิยูกินั่งเหยียดขายังเก้าอี้แถวๆ นั้นอย่างสบายอารมณ์
“หมายถึงอะไร”
เด็กหนุ่มมีความสุขสุดๆ
เมื่อจินตนาการถึงอนาคตแสนสุขอันใกล้...ตอนนี้เขาไม่ใช่ศัตรูของเทวดาน้อยแล้วด้วย
ต่อให้โดนถอดไหล่หรือหักกระดูกจนต้องรักษาสักสองสามเดือนยังคุ้มเลย
อดีตหมายเลขสองประจำโรงเรียนหันกลับมาเจอบอสของตนกำลังทำหน้าน่าขยะแขยงอยู่พอดี
ท่าทางน่าหมั่นไส้นั้นกระตุ้นให้ความหงุดหงิดที่สะสมมาตั้งแต่เจอพวกเทวดายึดอำนาจพุ่งทะลุปรอท
กำปั้นลุ่นๆ จึงซัดเข้าไปที่หน้าระรื่นเกินเหตุอย่างสุดทน
... ทว่าคนเจ็บกลับยกแขนข้างที่ใส่เฝือกขึ้นมาเบี่ยงหมัดที่พุ่งเข้ามาออกไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
เท่านั้นพ่อคนหัวไวก็ถึงบางอ้อ
ดวงตาดุจสัตว์นักล่าฉายความรู้สึกที่แท้จริงอย่างไม่คิดเก็บอาการ “ไอ้ทุเรศเอ๊ย!”
คนมากเล่ห์หัวเราะหึๆ...มีหรือจะไม่รู้ว่าคุราโมจิเดาเรื่องได้หมดแล้ว
“แกเต็มใจเป็นลูกหาบลูกเบี้ยหมอนั่นมาตั้งแต่แรกงั้นสิ
ไปตกหลุมไอ้เด็กนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่!”
“ตั้งแต่แรก”
มิยูกิไหวไหล่ยอมรับหน้าชื่นขณะแสร้งกลับไปทำตัวเป็นคนเจ็บอย่างเดิม
พอเพื่อนรู้แล้วก็ไม่คิดจะปิดบังใจจริงอีก “แหม...
ไม่นึกว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดอย่างนี้เลยนะเนี่ย สวรรค์เข้าข้างแบบนี้เนื้อคู่แหงๆ
อยู่กลุ่มเดียวกันยิ่งง่ายเข้า เทวดาน้อยดูซื่อๆ
ซะด้วย...อีกไม่นานต้องเกี่ยวมาเป็นแฟนได้สำเร็จแน่”
“เทวดาน้อย...” คนฟังลมจะจับ
ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะหึหึเหมือนลาสบอสในเกมที่ตนชอบเล่นหลังจบประโยคทั้งหมดคุราโมจิก็ยิ่งอยากเอาหัวโขกกำแพง
เจ้าบ้านี่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกเลยงั้นเรอะ!
“อาวละ
ทีนี้ก็ไม่มีทั้งความขัดแย้งภายในทั้งอินาชิโระมาขวาง...รุกตรงๆ ได้แล้ว
ต่อจากนี้ก็...”
รอยยิ้มตามแบบฉบับ ‘บอสผู้ชั่วร้าย’
ซึ่งไม่ค่อยปรากฏให้เห็นนอกเหนือจากตอนวางแผนตลบหลังโรงเรียนคู่แข่งยามนี้ฉายชัดบนใบหน้าของมิยูกิ
คาซึยะ
เสียงหัวเราะในลำคอของอดีตบอสแห่งเซย์โดชวนขนหัวลุกเป็นอย่างมาก
No comments:
Post a Comment