Thursday, 22 September 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] อย่าซี้ซั้วเก็บของตกพื้น

Fanfic Daiya no A

อย่าซี้ซั้วเก็บของตกพื้น



Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating  : SFW




       
ซาวามุระ เอย์จุนกำลังเผชิญหน้าพายุฝนกระหน่ำระหว่างทางกลับบ้าน เด็กหนุ่มจงใจไม่พกร่มติดตัวเพราะคิดว่าอากาศร้อนจัดเช่นนี้คงไม่มีฝนเทลงมาสร้างความเดือดร้อนให้ แต่ดูเหมือนจะคิดผิด...ไม่ดูเหมือนสิ ก็ฝนมันตกอยู่นี่หว่า แสดงว่าเขาคิดผิดเลยแหละ

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่ว่าคุราโมจิ โยอิจิ...พี่ชายข้างบ้าน บังคับขู่เข็ญให้เขาออกนอกเส้นทางมาซื้อนิตยสารกีฬาให้ ป่านนี้เขาคงนอนตีพุงอยู่ที่บ้านแล้ว
           
เป็นความผิดของพี่คุราโมจิคนเดียว!
           
เอย์จุนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะกำนิตยสารที่ตนเองไม่มีวันปรายตามอง ปัจจุบันเขาติดอยู่ที่ร้านหนังสือ มีคุณป้าวัยกลางคนเจ้าของร้านนั่งเฝ้าเคาน์เตอร์เป็นเพื่อน...ชีวิตช่างหงอยเหงาเสียนี่กระไร
           
 เด็กหนุ่มทรุดตัวนั่งจ๋องหน้าร้านหลังเริ่มเมื่อยจากการยืนขาแข็งมาเป็นเวลานาน ทันใดนั้นเอง ดวงตาที่กวาดมองไปเรื่อยก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างข้างถังขยะ

         
ลูกแมว

           
ตัวนิดเดียวเอง...
           
เห็นมันนอนสั่นด้วยความหนาวแล้ว จิตมโนธรรมได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เอย์จุนเก็บนิตยสารของคุราโมจิใส่กระเป๋าแล้วเดินไปอุ้มลูกแมวตัวนั้นขึ้นมา โชคดีที่วันนี้เขาเรียนพละจึงมีผ้าขนหนูติดตัว ถึงจะเป็นของใช้แล้วแต่ได้ผ้าแห้งมาช่วยเช็ดตัวยังดีกว่าปล่อยให้เปียกม่อล่อกม่อแลกล่ะน่า
           
เอย์จุนนั่งเช็ดขนเปียกๆ ให้ลูกแมวก่อนจะห่อตัวมันเอาไว้ ผืนผ้าสีขาวตัดกับขนสีน้ำตาลจนหน้าเล็กๆ ที่โผล่พ้นผ้าขนหนูดูน่ารักน่าชังขึ้นมาทันตา
           
สัตว์ตัวน้อยคลอเคลียใบหน้ากับผืนผ้านุ่มนิ่มก่อนร้องเสียงใส
           
เมี้ยว...

           
อุ....!


            แม้ไม่ใช่ทาสแมวแต่เจอการโจมตีทางสายตาแบบนี้เข้าไปเอย์จุนถึงกับไปไม่เป็น เขารู้สึกว่าตาแป๋วๆ ของสิ่งมีชีวิตในอ้อมแขนเป็นขีปนาวุธร้ายแรงพอกับระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาทันที พอรวมเข้ากับความสงสารแล้ว สุดท้ายเมื่อฝนขาดเม็ดเอย์จุนก็ตัดสินใจหิ้วแมวตัวนั้นกลับบ้านไปด้วยกัน




“หาเหาใส่หัว”
           
เมื่อมาถึง แทนที่จะได้รับคำขอบคุณจากการอุตส่าห์ถ่อไปซื้อหนังสือให้จนติดฝน คุราโมจิกลับพ่นคำสรรเสริญดังกล่าวออกมาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองสิ่งน่าขยะแขยง

เอย์จุนทำเมินขณะนั่งอุ้มเจ้าแมวเหมียว
           
“มิยูกิน่ารักออก!
           
“นี่แกสะแหลนไปตั้งชื่อให้ไอ้ตัวหน้าขนนี่แล้วด้วยงั้นเรอะ!
           
มิยูกิ ร้องเหมียวออกมาคำหนึ่ง เหมือนจะตกใจเสียงแผดลั่นของคุราโมจิจึงรีบซุกตัวเข้าหาเจ้านายคนใหม่ เอย์จุนรีบโอ๋เจ้าแมวน้อยกับอกทันที
           
“ไม่เห็นเป็นไรเลย พ่อกับแม่ก็อนุญาตแล้วนี่นา” เด็กหนุ่มเถียง มือข้างหนึ่งโอบร่างเล็กๆ อีกข้างก็ลูบหัวลูบหางพะเน้าพะนอ เขาไม่กล้าปากมากต่อว่าคนข้างบ้านว่าอย่างพี่คุราโมจิเกี่ยวอะไรด้วย...เดี๋ยวโดนอัดพอดี เงียบปากไว้ดีกว่า
           
คนอายุมากกว่าเกาหัวอย่างรำคาญใจ “ทีนี้เวลาฉันมานอนกลิ้งก็จะติดขนแมว ทุเรศเอ๊ย”
           
“ก็ไปนอนบ้านตัวเองสิ...” เอย์จุนงึมงำ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าพี่ชายข้างบ้านชอบมานั่งเล่นนอนเล่นบ้านตนจนเป็นเหมือนลูกชายอีกคนก็เพราะที่บ้านเขาโทรทัศน์จอใหญ่ เล่นเกมสะดวก ไปๆ มาๆ พ่อเขาทำท่าจะโอ๋เจ้าพี่ชายข้างบ้านคนนี้มากกว่าเขาแล้วด้วยซ้ำ...ไม่รู้จะคุยถูกคออะไรกันนักหนา
           
คุราโมจิหันมาถลึงตาใส่ “นี่แกกล้ามีปัญหากับฉันเรอะ”
           
“...ไม่มีครับ...”
         
ใครจะกล้า...
           
เอย์จุนรีบหลบตาหันไปโอ๋แมวต่อ

มิยูกิฉลาดมาก ไม่เอะอะน่ารำคาญแล้วยังช่างอ้อนกับผู้พบเห็น ตอนไปขออนุญาตเลี้ยง ปู่เขาคัดค้านไม่อยากเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นภาระ แต่พอเจ้าเหมียวเดินต้วมเตี้ยมไปหา ช้อนตามองแล้วเอาอุ้งเท้าหน้าวางแหมะบนตัก...เท่านั้นปู่ของเขาก็ใจอ่อนยวบ
           
ส่วนแม่กับพ่อไม่มีปัญหาตั้งแต่แรก แม่ดูเหมือนจะชอบสัตว์น่ารักๆ ส่วนพ่อบอกว่าการเลี้ยงสัตว์จะทำให้เขามีความรับผิดชอบ แน่นอนว่าการอนุญาตให้เลี้ยงครั้งนี้มีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องดูแลธุระทุกอย่างตั้งแต่อาบน้ำ ให้อาหาร เก็บอึ เก็บฉี่
           
ปัญหาคือตอนไปเรียน ยังไงก็ต้องปล่อยทิ้งไว้ที่บ้าน เลยฝากฝังแม่เอาไว้ให้ช่วยดูแลเจ้าตัวน้อยนี่ด้วย
           
แต่ตอนใส่รองเท้ากำลังจะออกจากบ้านปรากฏว่ามิยูกิทำตาละห้อยมองมา เอย์จุนคิดว่าคงจะคิดไปเองเพราะมนุษย์กับสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภท จะไปอ่านใจกันออกได้ยังไง

แต่ว่า...

อุ้งเท้าวางแหมะบนหลังมือ

“...อึก”

...โว้ยยยยยยยยยยยยยยย!


           
“หลังจากนั้นก็พามาโรงเรียนตลอดงั้นสินะ”
           
ระหว่างนั่งทานอาหารกลางวันที่ห้อง วาคานะพยายามจะลูบหัวมิยูซึ่งนอนคว่ำอยู่บนโต๊ะแต่เจ้าตัวกลิ้งหนีไปหาเจ้าของราวกับไม่อยากถูกสาวแตะต้องซะงั้น ถ้าไม่รู้ว่ามันเป็นตัวผู้เอย์จุนคงคิดว่ามันเป็นตัวเมียเพราะเอาแต่เกาะตัวเองหนึบหนับ
           
เด็กหนุ่มอุ้มลูกแมวตัวเล็กมานั่งตักอย่างที่ทำเป็นประจำตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ตักของเขาเรียกได้ว่าเป็นที่นั่งประจำของมิยูกิไปแล้ว เอย์จุนยอมให้มันนั่งตามสบายเพราะมิยูกิสงบเสงี่ยมรู้ความดี อย่างน้อยก็ไม่เคยฉี่รดหรือข่วนตอนเขาเข้าใกล้ แมวบ้านอื่นเป็นแบบนี้กันหมดหรือเปล่านะ?
           
ตั้งแต่เก็บมิยูกิมาเลี้ยง เวลาสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรื่องที่เขาเอาแมวมาโรงเรียนก็ไม่มีใครต่อว่า...คงเพราะมิยูกิแสนรู้นั่นแหละ ระหว่างเรียนก็ไม่ร้องหรือวิ่งพล่านไปไหนมาไหน เดี๋ยวนี้พอเข้าช่วงพักกลางวันเพื่อนในห้องต้องพากันมาเล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของเขาตลอด
           
เพียงแต่มันดูไม่ค่อยชอบวาคานะเท่าไหร่
           
เรื่องนี้ทำเอาเพื่อนสาวของเขาเสียเซลฟ์ไม่น้อย
           
เอย์จุนลูบคอซึ่งมีสร้อยร้อยกระดิ่งแขวนอยู่ เขาไปซื้อกระดิ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว...แค่กระดิ่งอย่างเดียว เอามาร้อยสายสร้อยแล้วสวมที่คอเจ้าสัตว์แสนรู้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ใช่แมวจรจัด

สาเหตุที่ไม่ซื้อปลอกคอมีสองประการ
           
หนึ่ง...เขาไม่มีเงิน แค่กระดิ่งก็พอ
           
สอง...ร้อยสร้อยมันถอดง่าย ในเมื่อนอนอยู่ด้วยกันคงทนหนวกหูกับเสียงกระดิ่งไม่ไหว
           
ช่วงอาทิตย์แรกที่เก็บมิยูกิมาเลี้ยงเอย์จุนใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ทุกวัน กลัวสัตว์เลี้ยงตัวใหม่จะทำตัวสร้างปัญหาให้คนในบ้านไม่พอใจ ถ้ามันทำตัวไม่ดีจนครอบครัวสั่งให้เอาไปโยนทิ้งเขาคงขัดขืนไม่ได้
           
โชคดีที่มิยูกิน่ารัก
           
เอย์จุนมองมิยูกิขณะป้อนไข่ม้วนให้มันอีกคำ
         
ไม่นึกไม่ฝันสักนิดว่าแค่เก็บแมวมาเลี้ยงจะเกิดเรื่องพิลึกๆ อะไรขึ้นมาได้

           
           

วันนี้เอย์จุนเข้านอนแต่หัวค่ำเหมือนเคย หลังอาบน้ำเช็ดตัวให้มิยูกิเสร็จก็ทำการบ้านประจำวันแล้วเข้านอน เขาดับไฟตั้งแต่สามทุ่มครึ่งทว่าคราวนี้ไม่ได้หลับยาวจนถึงเช้าอย่างเช่น ปกติ
           
“อือ...”
           
เด็กหนุ่มรู้สึกตัวขณะกำลังฝันหวาน
           
อะไรหนักๆ พาดเอวจนหลับไม่สบาย พอลองขยับตัวเปลี่ยนท่านอนคราวนี้น้ำหนักที่พันรอบตัวกลับเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น
           
เอย์จุนลืมตาพรวดทันทีที่รู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ

เขาเอื้อมมือไปเปิดไฟ ทั้งห้องสว่างโร่ในพริบตา
           
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจไม่ใช่นาฬิกาแขวนที่แสดงเวลาตีสองครึ่ง แต่เป็น...

           
“ว้ากกกกกกกกกกกกก!!

           
เอย์จุนกระโดดผลุงลงจากเตียงไปหลบหลังเก้าอี้ หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความหวาดกลัวขณะที่เหงื่อเริ่มซึมตามข้างขมับทั้งที่เครื่องปรับอากาศยังคงทำงานตามปกติ
         
ไอ้บ้านั่นมันใครฟะ! โจรเรอะ!
           
ที่นอนที่เคยนอนกับมิยูกิกลับมีมนุษย์เพศชายแปลกหน้าโผล่มาแทน

คนที่กำลังลุกขึ้นมานั่งขยี้ตาด้วยท่าทีงัวเงียเป็นเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับตัวเขาเอง มีผมสีน้ำตาลสั้นระต้นคอ รูปร่างหนากว่าเอย์จุนและเหมือนจะสูงกว่านิดหน่อยด้วย ที่สำคัญ...หล่อจนน่าหมั่นไส้เลยเฟ้ย!
           
เอย์จุนเหลียวซ้ายแลขวาจากหลังเก้าอี้ ตั้งใจจะโทรแจ้งเหตุด้วนเหตุร้ายแต่เพิ่งสำเหนียกได้ว่าวางโทรศัพท์ไว้ที่หัวนอนซึ่งอยู่ในระยะเอื้อมถึงของมนุษย์แปลกหน้าหน้าหล่อคนนั้น

...พลาดซะแล้ว

เด็กหนุ่มน้ำตาไหลพราก

ระหว่างกำลังสะอึกสะอื้นพร้อมคิดหาทางเอาตัวรอดโดยไม่ให้โจร(?)รู้ตัว อยู่ๆ มีมือสองข้างตะปบหมับเข้าที่แก้มบังคับให้เขาหันไปทางเตียง

ดวงตากลมโตเบิกกว้าง

เขาอ้าปากค้างแต่ร้องไม่ออก

เก้าอี้ถูกผลักกระเด็นไปอีกทางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมเจ้าคนที่เพิ่งตื่นกลับมานั่งตรงหน้าโดยไร้สุ้มเสียง ใบหน้าหล่อเหลายื่นเข้ามาชิดจนปลายจมูกชนกัน ความกลัวท่วมท้นขึ้นมาในใจจนฝ่ามือชุ่มเหงื่อของเอย์จุนสั่นระริก

ตายแน่…!

           
“มาทำอะไรตรงนี้น่ะ ไปนอนกันเถอะ”

           
“...”
           
หา...?
           
เอย์จุนเกือบจะหลุดเสียงร้องเอ๋อๆ ด้วยตามสถานการณ์ไม่ทัน แต่แล้วกลับสะดุดตากับเสื้อที่อีกฝ่ายใส่...คุ้นจังแฮะ เหมือนที่เรามีเลยนี่...เหลือบลงต่ำอีกหน่อยก็เห็นกางเกงขายาวที่เหมือนกับของตัวเองเปี๊ยบเช่นกัน เพียงแต่พอมาอยู่บนตัวคนที่รูปร่างใหญ่กว่าอย่างคนคนนี้แล้วชุดไซส์เดียวกับเขาดูพอดีตัวเกินไปนิดหน่อย
           
หือ...
           
หือออ...?
           
“เฮ้ยยยยยยยยยยย ไอ้โรคจิตตตตตตตตตตตตตต!!!
           
เอย์จุนว้ากลั่น เค้นกำลังความกล้าเฮือกสุดท้ายผลักคนแปลกหน้าล้มโครมแล้วพุ่งไปที่เตียง ตั้งใจจะวิ่งไปอุ้มมิยูกิหนีแล้วเรียกให้คนช่วยแต่กลับไม่เห็นสัตว์เลี้ยงสุดรักแม้แต่เงา
           
ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า...เขาไม่มีเวลาโอ้เอ้แท้ๆ
           
ไปไหนกันนะ... “...มิยูกิ”

           
“อะไรเหรอ”
           
           
...มีเสียงตอบว่ะเฮ้ย
           
เอย์จุนที่เมื่อกี้ยังเสียงสั่นค่อยๆ หมุนคอเหมือนตุ๊กตาไขลานเก่าๆ ที่ฝืดจนขยับตัวไม่ได้ คนที่ส่งเสียงตอบเขาคือไอ้หน้าหล่อคนนั้นไม่ผิดแน่ อย่าบอกนะว่าชื่อมิยูกิเหมือนกัน?
           
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย เริ่มรู้สึกตัวว่าแปลก...เป็นโจรแท้ๆ ทำไมไม่ลนลานอะไรเลยนะ มันน่าจะรีบหนีไม่ก็ทำร้ายเจ้าของบ้านไม่ใช่เหรอ หรือถ้าเป็นโรคจิตธรรมดาก็น่าจะรีบหนีไปแล้วเหมือนกัน แต่หมอนั่นเอาแต่นั่งเฉย ไม่เห็นทำอะไรเลย
           
...แล้วยังมานอนกอดเขาอีก
           
ขนลุกพรึบ เอย์จุนสั่นไปทั้งตัวขณะกอดตัวเอง
           
           
“เอย์จุน มีอะไรหรือเปล่าลูก” ประตูถูกเคาะ ตามมาติดๆ ด้วยเสียงอันคุ้นเคย

           
พ่อ...!
           
กำลังจะอ้าปากตะโกนขอความช่วยเหลือปรากฏเด็กหนุ่มแปลกหน้ากลับตะโกนตัดหน้าซะเฉย “ไม่มีอะไรหรอกครับ ไปนอนเถอะ”
           
“คราวหน้าอย่าตะโกนเสียงดังกลางดึกล่ะ” เสียงของพ่อซึ่งไม่กระตือรือร้นมาแต่แรกเนือยลงอีกระดับ เสียงต่อมาขนาดฟังผ่านประตูยังรู้ว่าเจ้าตัวพูดไปหาวไป “งั้นพ่อไปนอนก่อนล่ะ”
           
นี่ก็เชื่อง่ายจั๊ง! ลูกชายเสียงเปลี่ยนก็รู้สึกตัวหน่อยเซ่!
           
ยังไม่ทันจะแหกปากพร้อมพุ่งไปที่ประตู มือหนาๆ ก็อุดปากเข้าเสียก่อน เอย์จุนตาเหลือก...หมอนี่โผล่มาเมื่อไหร่เนี่ย!

            รอจนเสียงฝีเท้าหายลับไปคนแปลกหน้าก็ทรุดตัวนั่งยังขอบเตียงโดยไม่ปล่อยมือ “เอย์จุน ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งโวยวายนะ”
           
ไม่โวยก็บ้าแล้ว งี่เง่าเอ๊ย!
           
คงอ่านสายตาเขาได้อีกฝ่ายถึงไม่ยอมปล่อยมือ ทั้งยังกอดแน่นกว่าเก่าเมื่อเห็นว่าเอย์จุนชักจะดิ้นเกินรับมือ เด็กหนุ่มพูดต่อด้วยสีหน้าหนักใจ “ฉันคือมิยูกิไง เอย์จุน จำฉันไม่ได้เหรอ นายตั้งชื่อให้ฉันเองนะ”
           
คนกำลังดิ้นตัวแข็งทื่อในชั่วอึดใจ
           
เขาตั้งชื่อให้?
           
มือที่ปิดปากคลายออกในที่สุด เอย์จุนไม่ได้โวยวาย เพียงแต่หันไปจ้องใบหน้าสะดุดตาตาค้าง จากนั้นก็...
           
“เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!
           
“...อืม ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะ”
           
เอย์จุนมองใบหน้าแต้มยิ้มนิดๆ นั่น หัวใจแทบวาย

นี่มันอะไรกันฟร้า~~~~~~~~~!!




            มิยูกินั่งทับส้นอยู่กับพื้นในขณะที่เอย์จุนนั่งกอดอกขัดสมาธิบนเตียง เขาจำเป็นต้องเอาความสูงเข้าข่มเพื่อตอกย้ำสถานะเจ้านาย หมอนี่ตัวใหญ่เกินไป ขืนนั่งระดับเดียวกันได้โดนกลบรัศมีมิดแน่

            ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่แมวกลายเป็นคนเอาดื้อๆ เอย์จุนคิดว่าโดนหลอก...มีแต่คนบอกว่าเขาหลอกง่าย แต่รอบนี้เขาไม่ยอมโดนหลอกด้วยมุกโง่ๆ แน่ แมวกลายเป็นคนบ้าบออะไร เหลวไหล!

กระนั้น พอลองทดสอบด้วยการถามคำถามโน่นนี่ดู หมอนี่กลับตอบได้หมดซะงั้น แถมการเคลื่อนไหวที่แทบจะไร้เสียงนั่น...พอบอกว่าเป็นแมวก็น่าฟังขึ้นเยอะ

“เพราะร่างคนต้องใส่เสื้อผ้าฉันเลยเอาเสื้อผ้าของเอย์จุนมาใส่น่ะ” มิยูกิให้เหตุผลเรื่องเสื้อผ้าบนตัวอย่างว่าง่าย ท่าทางสงบเสงี่ยมแบบนั้นเอย์จุนเห็นแล้วทำใจแข็งโกรธต่อไม่ลง ยิ่งอีกฝ่ายเหลือบตามองจากระดับต่ำกว่าเหมือนช้อนมองแบบนั้นเอย์จุนก็แทบจะลืมความโมโหก่อนหน้าเสียสิ้น

หมอนี่คงเป็นมิยูกิจริงๆ น่ะแหละ ในเมื่อเขาไม่เคยใจแข็งกับมิยูกิได้เลย

เอย์จุนยอมให้มิยูกินั่งระดับเดียวกันในเวลาไม่นาน

“ว่าแต่ นายเอาชุดของฉันมาใส่ แล้ว...ชั้นในล่ะ”

“อือ ใส่สิ”

หนนี้จากที่เริ่มกลับมาอารมณ์ดี เอย์จุนคิ้วกระตุก “อะไรนะ”

“ก็ใส่นะ มันต้องใส่ไม่ใช่เหรอ” มิยูกิเอียงคอ ดวงตาใส่ซื่อ ไม่รู้จริงๆ ว่าทำอะไรผิดเอย์จุนถึงได้หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนอายขนาดนั้น เขาก็เห็นเอย์จุนใส่ตลอดนี่นา... “หรือว่ามันไม่ต้องใส่...”

“ไอ้บ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!

หมอนใบโตฟาดเข้าที่หน้าแมวบื้อตามด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทที่สุดในรอบปีของซาวามุระ เอย์จุน
           

           

วันถัดมาคนทั้งครอบครัวก็รู้เรื่องที่สัตว์เลี้ยงน่ารักกลายสภาพเป็นหนุ่มหล่อ แม่ถึงกับกรี๊ดลั่นบ้าน แม้เสียงจะไม่ดังเท่าเอย์จุนเมื่อคืนแต่ก็ทำคนในครอบครัวหัวใจแทบกระดอนจากอก...ก็ปกติแม่ไม่ใช่คนเสียงดังนี่นา

            เรื่องชุดต้องอาศัยใส่ชุดของพ่อขัดตาทัพไปก่อน อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของสมาชิกใหม่ในบ้านสร้างความคึกคักอย่างยิ่ง ภายในวันนั้นจึงขนกันไปหาซื้อของใช้จำเป็นมาให้มิยูกิ...รวมทั้งแว่นตาด้วย ดูเหมือนมิยูกิพออยู่ในสภาพคนแล้วจะสายตาสั้น ตอนนั้นถึงได้ยื่นหน้ามาซะชิด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้ามากกว่า...โดยเฉพาะเสื้อผ้าเลยแหละ แม่ช็อปสนุกเป็นพิเศษ มิยูกิร่างคนไม่ใช่แค่หน้าตาดี รูปร่างยังไร้ที่ติ ใส่อะไรก็ขึ้น วันนั้นเลยได้เสื้อผ้ากลับมากองใหญ่...พอๆ กับเสื้อผ้าทั้งหมดที่เอย์จุนมีด้วยซ้ำ
           
เด็กหนุ่มอยากจะบอกว่าหมอนั่นเป็นแมวนะ ทำไมต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย
           
เป็นแมวก็ต้องอยู่ร่างแมวสิ!
           
“ต้องอยู่ร่างคนถึงจะคุยกับเอย์จุนได้นี่นา”
           
พอกลับถึงบ้านมิยูกิให้เหตุผลมาแบบนั้น พอถามว่าทำไมถึงแปลงร่างได้เจ้าตัวก็ส่ายหน้าบอกไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นคนแล้ว เพียงแต่มิยูกิก็ยังกลับสภาพแมวเป็นบางครั้งบางคราว เช่นตอนนอน แม้เอย์จุนจะรักมิยูกิมากก็ยังทำใจนอนกับมิยูกิในร่างคนไม่ได้ ดังนั้นทุกคืนมิยูกิจึงอยู่ในสภาพแมวเช่นเดียวกับตอนที่เขาไปโรงเรียน

            มิยูกิเคยพูดเรื่องนี้ให้แม่ของเขาฟังว่าพอเป็นร่างคนแล้วเอย์จุนไม่ค่อยยอมให้เข้าใกล้อย่างตอนเป็นแมว แม่ได้ยินก็ดุเขาว่าเป็นเจ้านายต้องรับผิดชอบสัตว์เลี้ยงให้ดี หลังจากนั้นก็บอกว่าจะเปลี่ยนเตียงที่ห้องเป็นเตียงคู่เพราะคงวางเตียงสองหลังไม่ไหว

            เอย์จุนถึงกับรับไม่ได้ แทบจะตะโกนออกไปแล้วด้วยซ้ำ

            มองยังไงก็คนไม่ใช่เรอะ! คนชัดๆ เลยนะแม่!

            พ่อโอ๋พี่คุราโมจิมากกว่าเขาคนแล้วนี่แม่ยังจะโอ๋มิยูกิมากกว่าเขาอีกเหรอ เอย์จุนรับไม่ได้!

            พูดถึงคุราโมจิ พักนี้พี่แกก็ยังแวะมากลิ้งเกลือกที่บ้านครอบครัวซาวามุระบ่อยๆ เหมือนเดิม ดังนั้นจึงเป็นอีกคนที่รู้ความลับของมิยูกิ ตอนที่รู้เรื่องรุ่นพี่คนสนิทนิ่งไปอึดใจ จากนั้นก็มองมิยูกิที่คอยแต่จะเกาะติดเจ้านายด้วยสายตารังเกียจมากกว่าเดิม

            พี่ชายข้างบ้านทิ้งประโยคแสบๆ ไว้แค่ประโยคเดียว ไม่วิจารณ์อะไรมากกว่านั้น

          ฉันบอกแล้วว่าแกหาเหาใส่หัว

            แหม...มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปหมดทุกอย่างเสียหน่อย เอย์จุนแก้ตัว

            ถ้าไม่นับเรื่องที่แม้จะอยู่ในร่างคนเจ้าตัวก็ยังคอยออดอ้อนตัวติดกันเหมือนตอนเป็นแมว การที่มิยูกิอยู่ในสภาพคนก็ไม่ได้แย่อะไร เอย์จุนเพิ่งตระหนักเอาเดี๋ยวนี้เองว่ามิยูกิหัวดีเกินคาด เรื่องอ่านเขียนแน่นอนว่าหวังพึ่งไม่ได้เพราะไม่ได้เรียนตั้งแต่พื้นฐาน แต่กับเรื่องที่ไม่ต้องอาศัยความเข้าใจพรรค์นั้น...ยอดเยี่ยมสุดๆ ดูเหมือนวิชาสายจำทั้งหลายมิยูกิจะจำได้หมดขอแค่อาจารย์ได้พูดไว้ในห้อง หลังค้นพบทักษะอันยอดเยี่ยมดังกล่าว เอย์จุนไม่เคยมีปัญหากับการบ้านวิชาจำพวกประวัติศาสตร์อีกเลย ดังนั้นตอนนี้จึงพยายามสอนเจ้าตัวเขียนอ่านและคำนวณเพื่อเป็นที่พึ่งในยามยาก วะฮ่าๆๆๆ
           
กระนั้นก็ยังมีเรื่องหนึ่งที่เขาเพิ่งนึกออกว่าตัวเองเคยสงสัย
           
“นายไม่ชอบวาคานะเหรอ”
           
ปกติเอย์จุนจะยกตักให้มิยูกิยึดครองแต่ตอนนี้เขาตัวเล็กกว่าอีกฝ่ายจึงทำอย่างนั้นไม่ได้ แรกๆ ก็เลยนั่งข้างๆ กันตอนทำการบ้านแต่มิยูกิบอกว่าอยากลองให้เขานั่งตักบ้าง ตอนนี้เอย์จุนเลยนั่งตักอีกฝ่ายอยู่
           
...บอกเลย ตอนแรกเขาอายจนแทบแหกปากด่าแต่พอมิยูกิทำหน้าหงอยก็...ใจอ่อนตามระเบียบ
           
เขาแพ้สายตามิยูกิจริงๆ ...เพราะทนใจแข็งไม่ได้ เดี๋ยวนี้ตกกลางคืนมิยูกิก็เลยมานอนด้วยในสภาพคนแล้ว มีแค่ช่วงที่เจ้าตัวอยากอ้อนบางเวลาเท่านั้นที่กลับไปอยู่สภาพแมว เพื่อนที่ห้องเคยบอกว่าแมวเอาแต่ใจทว่าก็ขี้อ้อน แต่เขาเห็นมิยูกิเอาแต่อ้อนอย่างเดียว ไม่เห็นเคยเอาแต่ใจสักครั้ง
           
มิยูกิเกยคางกับผมสีน้ำตาล “ผู้หญิงคนนั้นจะมาแย่งเอย์จุนกับฉันนี่นา”
           
มือที่กำลังตอบโจทย์คณิตศาสตร์เสียจังหวะไปเล็กน้อย...เหมือนได้ยินอะไรแหม่งๆ
           
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วก่อนแกว่งดินสอ การบ้านคราวนี้มิยูกิพึ่งไม่ได้ ได้แต่ให้กำลังใจอย่างเดียว ดังนั้นจนป่านนี้จึงยังทำไม่เสร็จ เขาวางโจทย์ลงชั่วคราว หันไปตีความคำพูดของแมวตัวโต...ทั้งที่ร่างแมวตัวนิดเดียวแท้ๆ
           
“หมายถึงแย่งเจ้านายน่ะเหรอ”
           
...คิดแบบนี้ค่อยเข้าเค้า เอย์จุนพยักหน้า พึงพอใจในความฉลาดเฉลียวของตัวเองยิ่งนัก
           
มิยูกิเงียบไปนิดหนึ่ง เอย์จุนรู้สึกว่าแขนที่โอบรอบตัวเองเพิ่มแรงมากขึ้น เขาเหลียวไปมองมิยูกิด้วยความประหลาดใจ “มิยูกิ...?”
           
“เอาแบบนั้นก็ได้...”
           
น้ำเสียงหงอยเหงาบาดใจเกินไป
           
เอย์จุนลุกจากตักแล้วลูบหัวอีกฝ่าย เด็กหนุ่มยิ้มยิงฟันจนตาหยี พยายามให้กำลังใจสัตว์เลี้ยง(?)เต็มที่  "หายห่วงน่า ยัยนั่นเป็นคนแต่นายเป็นแมว ไม่เหมือนกันซะหน่อย”
           
“...”
           
“โอ๋ๆ เด็กดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันเลี้ยงไอติมปลอบใจละกันนะ!
           
มิยูกิเพียงแนบใบหน้าและกอดเอวอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไร




            ซาวามุระ เอย์จุนเป็นที่รักของเพื่อนๆ วันนี้มีงานกลุ่ม เหล่านักเรียนชายหญิงเกือบสิบคนจึงเลือกมารวมตัวกันที่บ้านของหัวโจกของแก๊ง

            คุราโมจิที่กำลังนั่งเล่นเกมแข่งกับมิยูกิหมุนคอไปหน้าบ้านเมื่อได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กวัยรุ่น เด็กหนุ่มวางจอยก่อนดึงไอติมแท่งออกจากปาก เขาเดินลากเท้าไปหน้าบ้านแล้วก็พบกับคนคุ้นหน้าคุ้นตา หนึ่งในนั้นมีวาคานะ...เด็กสาวที่เขาต้องตาเป็นพิเศษอยู่ด้วย

            “อ๊ะ คุราโมจิซัง...” หนุ่มน้อยคนหนึ่งร้องออกมาด้วยเสียงเหมือนหมาถูกเหยียบหาง

            ทำหน้ากลัวหาอะไรวะ ไอ้เด็กเวร...

            คุราโมจิที่กำลังเก๊กหล่อต่อหน้าสาวเส้นเลือดกระตุกทันที ต้องซุกซ่อนความหงุดหงิดอย่างไวว่อง “ตามสบายล่ะ”

            “พูดอย่างกับบ้านตัวเอง...”

            เอย์จุนซึ่งปากบอนโดนเสียบลิ้นปี่ด้วยความรวดเร็วชนิดมองด้วยตาเปล่าไม่ทัน คนอื่นมาเห็นอีกทีก็ตอนลูกพี่ของกลุ่มนอนคุดคู้อยู่กับพื้น ทว่าคุราโมจิกลับบอกว่าเอย์จุนแค่หน้ามืด เชิญน้องๆ ทั้งหลายเข้ามานั่งหลบร้อนในบ้านตามสบาย

            หน้ามืดที่ไหนจะทำหน้าแบบนั้น...
           
หนุ่มๆ ทั้งหลายรู้ฤทธิ์พี่ชายคนนี้ดีจึงแสร้งทำเป็นไม่ติดใจสงสัยแล้วเดินเข้าไปด้านในตามคำเชื้อเชิญ
           
คุณแม่บ้านซาวามุระยกแตงโมมาให้เพื่อนลูกชายก่อนขอตัวอย่างรวดเร็วด้วยไม่อยากรบกวนเด็กๆ พวกเขารีบค้อมหัวขอบคุณขณะนั่งล้อมโต๊ะซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลกับจุดที่คุราโมจิกำลังนั่งเล่นเกมอยู่
           
เพียงแต่...พี่ชายสุดหล่อคนข้างๆ นั่นใครหว่า หน้าไม่คุ้นเลย
           
เหล่าหนุ่มสาวทั้งหลายแอบชะเง้อมองพี่ชายแปลกหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
           
“เอย์จัง นั่นใครเหรอ”
           
เพื่อนคนหนึ่งเกาะแขนเจ้าบ้านที่นั่งกินแตงโมด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข พอมีคนเริ่มถามเป็นคนแรก คนอื่นๆ ก็เริ่มถามต่อราวกับรอจังหวะอยู่แล้ว
           
“นั่นสิ ออร่าสุดๆ เลย”
           
“ว่าแต่มิยูกิล่ะ ฉันมาเล่นกับมิยูกิเลยนะเนี่ย”
           
“ใช่ๆ เอาปลาย่างมาด้วยล่ะ”
           
โดนยิงคำถามติดๆ กันเอย์จุนตกใจจนเผลอกลืนเม็ดแตงโม เขาสำลักเมื่อหายใจไม่ออกชั่วขณะ 
           
ได้ยินเอย์จุนไอคอกแคกเช่นนั้นมิยูกิทิ้งคุราโมจิ รีบปราดเข้ามาหาเจ้านาย ลูบหลังไปก็ถามด้วยความเป็นห่วงไป “เป็นอะไรหรือเปล่า”
           
คนอื่นๆ มองหนุ่มหล่อตาค้าง...เห็นใกล้ๆ แล้วผิดจากเห็นไกลๆ ลิบเลยแฮะ
           
มิยูกิเหลือบตามองแต่ละคน...สายตาที่เอย์จุนไม่เห็นแทบจะทำให้คนอื่นหายใจไม่ออก คนที่จับแขนเอย์จุนรีบปล่อยมือราวกับต้องของร้อน...ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเพราะอะไรแต่รู้สึกว่าควรปล่อยอะ
           
เอย์จุนโบกไม้โบกมือ “ไม่เป็นไรๆ ลงท้องไปแล้ว ช่างมันเหอะ”
           
“งั้น...เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้นะ”
           
เพื่อนร่วมชั้นของเอย์จุนมองเจ้าของเสียงอ่อนโยนด้วยสีหน้าแปลกๆ คล้อยหลังมิยูกิเดินไปหลังบ้านเอย์จุนเพิ่งสังเกตเห็นอาการของเพื่อนตัวเอง
           
“แค่ติดคอนิดหน่อยไม่เป็นไรน่า” เขานึกว่าเพื่อนเป็นห่วงตัวเองเลยคุยโวเสียงใส
           
วาคานะกลืนน้ำลายก่อนเป็นตัวแทนคนอื่นๆ ออกปากถาม “เอย์จุน พี่ชายคนนั้นเป็นใครเหรอ”
           
“เอ่อ...” เป็นไรดีล่ะ...เป็นไรดี... “ก็...ญาติ...น่ะ...”
           
เขาโกหกคำโต
           
เพื่อนอีกคนพูดต่อด้วยสีหน้าหวาดๆ “สายตาน่ากลัวจังเนอะ”
           
“ฮะ..” เอย์จุนแทบจะหัวเราะ น่ากลัว? มิยูกิเนี่ยนะ? บ้าเหอะ...จะเป็นยังงั้นไปได้ไง ไม่ใกล้สักนิด ทว่าจะบอกว่าเป็นแมวก็กระไร เอย์จุนแก้ต่างไปเรื่อย “มองผิดแล้วล่ะ มิ...หมอนั่นนิสัยเหมือนเด็กออก ทั้งซื่อทั้งขี้อ้อน จะว่าไปก็เป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกับพี่คุราโมจิเลยล่ะ!
           
ไม่มีใครเถียงอะไรออกเพราะไม่รู้จักคนแปลกหน้าที่ว่า...ถ้าเอย์จุนว่าดีก็คงดีแหละ

...มั้งนะ
           
ไม่นานหลังจากนั้น มิยูกิกลับมาพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว การกระทำที่แทบจะเรียกได้ว่าป้อนยังผลให้ทุกคนในที่นั้นกระอักกระอ่วนกันเป็นแถว...เป็นญาตินี่สนิทกันขนาดนี้เชียว?

ทว่าเอย์จุนได้รับการออดอ้อนเอาใจจนชินจึงไม่รู้สึกแปลกแต่อย่างใด

มิยูกิไม่ได้พูดอะไร หลังเอย์จุนดื่มน้ำจนหมดแก้วก็ยกกลับไปล้าง ทว่ายังไม่ทันเริ่มหยิบน้ำยาล้างจาน เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าคุราโมจิมายืนพิงกรอบประตูอยู่ด้านหลัง

“ฉลาดเป็นกรดเชียวนะแก ไปโรงเรียนในสภาพแมวแต่ใช้ร่างคนไปกันท่าเจ้าพวกที่สนิทกับหมอนั่น”

แม้ไม่หันไปมองก็พอบอกได้ว่าคนพูดคงกำลังยิ้มเยาะ มิยูกิล้างแก้วด้วยน้ำเปล่าก่อนหยิบสก๊อตไบรท์ เขายืนฟังเงียบๆ ไม่ตอบคำ

“ท่าทางแกมันปิดไม่มิดเองหรือแกไม่คิดจะปิดกันแน่ ซาวามุระอาจหลงแกจนไม่ทันสังเกต แต่พฤติกรรมแกมันชักไม่ใช่สัตว์เลี้ยงขึ้นทุกวันแล้วนะ มิยูกิ”

มิยูกิยังคงล้างแก้วยิ้มๆ ต่อไป

“เฮ้ย นี่แก...”

“ฉันก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับเอย์จุนหรือบ้านหลังนี้นี่นา นายก็รู้ไม่ใช่เหรอถึงได้ไม่เคยพูดอะไร” มิยูกิเปิดปากในที่สุด เขาเช็ดแก้วด้วยผ้าแห้งก่อนเก็บเข้าที่อย่างเป็นธรรมชาติราวกับทำเป็นกิจวัตร

คุราโมจิย่นคิ้ว เห็นร่างสูงของคนใส่แว่นหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับตน

เขามองรอยยิ้มหวานหยดเคลือบยาพิษที่ไอ้น้องโง่ไม่เคยได้เห็นแล้วอยากบอกหมอนั่นเหลือเกินให้สังเกตสังกาสิ่งรอบตัวซะบ้าง...ตวัดสายตาไปมองด้วยความเร็วแสงซะ! ใสซื่อบ้าอะไร...ใช้ตาตุ่มมองเรอะ หมอนี่ไม่ได้ใสซื่อเลยสักนิด!

เผลอๆ ไอ้ท่าทางใสซื่อที่แล้วมาน่ะ...

“ฉันแค่อยากอยู่กับเอย์จุนสงบๆ เอง เป็นเพื่อนน่ะได้ แต่สนิทเกินไปก็น่าโมโห” ดวงตาใต้เลนส์แว่นเปล่งประกายประหลาดแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นสายตาตามปกติ มิยูกิยิ้มหวาน “แน่นอนว่าคนรักก็ไม่จำเป็น มีฉันอยู่ก็พอแล้ว ในเมื่อฉันดูแลเอย์จุนได้ทุกอย่างนี่นา หรือนายว่าไง”

“ไอ้แมวเวร...” คุราโมจิแสยะยิ้ม

ตราบใดที่เจ้าแมวนี่ยังอยู่แกหาแฟนไม่ได้แน่ ซาวามุระ

ชีวิตภายภาคหน้าท่าจะลำบากแล้วล่ะ...

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าซี้ซั้วเก็บของตกพื้น


เอย์จุนนั่งจามกลางวงเพื่อนโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ 

No comments:

Post a Comment