Fanfic Daiya no A
อย่าซี้ซั้วเก็บของตกพื้น
Pairing :
Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating :
SFW
ซาวามุระ เอย์จุนกำลังเผชิญหน้าพายุฝนกระหน่ำระหว่างทางกลับบ้าน
เด็กหนุ่มจงใจไม่พกร่มติดตัวเพราะคิดว่าอากาศร้อนจัดเช่นนี้คงไม่มีฝนเทลงมาสร้างความเดือดร้อนให้
แต่ดูเหมือนจะคิดผิด...ไม่ดูเหมือนสิ ก็ฝนมันตกอยู่นี่หว่า
แสดงว่าเขาคิดผิดเลยแหละ
อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่ว่าคุราโมจิ โยอิจิ...พี่ชายข้างบ้าน
บังคับขู่เข็ญให้เขาออกนอกเส้นทางมาซื้อนิตยสารกีฬาให้
ป่านนี้เขาคงนอนตีพุงอยู่ที่บ้านแล้ว
เป็นความผิดของพี่คุราโมจิคนเดียว!
เอย์จุนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะกำนิตยสารที่ตนเองไม่มีวันปรายตามอง
ปัจจุบันเขาติดอยู่ที่ร้านหนังสือ มีคุณป้าวัยกลางคนเจ้าของร้านนั่งเฝ้าเคาน์เตอร์เป็นเพื่อน...ชีวิตช่างหงอยเหงาเสียนี่กระไร
เด็กหนุ่มทรุดตัวนั่งจ๋องหน้าร้านหลังเริ่มเมื่อยจากการยืนขาแข็งมาเป็นเวลานาน
ทันใดนั้นเอง ดวงตาที่กวาดมองไปเรื่อยก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างข้างถังขยะ
ลูกแมว
ตัวนิดเดียวเอง...
เห็นมันนอนสั่นด้วยความหนาวแล้ว จิตมโนธรรมได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
เอย์จุนเก็บนิตยสารของคุราโมจิใส่กระเป๋าแล้วเดินไปอุ้มลูกแมวตัวนั้นขึ้นมา
โชคดีที่วันนี้เขาเรียนพละจึงมีผ้าขนหนูติดตัว
ถึงจะเป็นของใช้แล้วแต่ได้ผ้าแห้งมาช่วยเช็ดตัวยังดีกว่าปล่อยให้เปียกม่อล่อกม่อแลกล่ะน่า
เอย์จุนนั่งเช็ดขนเปียกๆ ให้ลูกแมวก่อนจะห่อตัวมันเอาไว้
ผืนผ้าสีขาวตัดกับขนสีน้ำตาลจนหน้าเล็กๆ
ที่โผล่พ้นผ้าขนหนูดูน่ารักน่าชังขึ้นมาทันตา
สัตว์ตัวน้อยคลอเคลียใบหน้ากับผืนผ้านุ่มนิ่มก่อนร้องเสียงใส
เมี้ยว...
อุ....!
แม้ไม่ใช่ทาสแมวแต่เจอการโจมตีทางสายตาแบบนี้เข้าไปเอย์จุนถึงกับไปไม่เป็น
เขารู้สึกว่าตาแป๋วๆ ของสิ่งมีชีวิตในอ้อมแขนเป็นขีปนาวุธร้ายแรงพอกับระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาทันที
พอรวมเข้ากับความสงสารแล้ว สุดท้ายเมื่อฝนขาดเม็ดเอย์จุนก็ตัดสินใจหิ้วแมวตัวนั้นกลับบ้านไปด้วยกัน
“หาเหาใส่หัว”
เมื่อมาถึง แทนที่จะได้รับคำขอบคุณจากการอุตส่าห์ถ่อไปซื้อหนังสือให้จนติดฝน
คุราโมจิกลับพ่นคำสรรเสริญดังกล่าวออกมาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองสิ่งน่าขยะแขยง
เอย์จุนทำเมินขณะนั่งอุ้มเจ้าแมวเหมียว
“มิยูกิน่ารักออก!”
“นี่แกสะแหลนไปตั้งชื่อให้ไอ้ตัวหน้าขนนี่แล้วด้วยงั้นเรอะ!”
‘มิยูกิ’ ร้องเหมียวออกมาคำหนึ่ง
เหมือนจะตกใจเสียงแผดลั่นของคุราโมจิจึงรีบซุกตัวเข้าหาเจ้านายคนใหม่
เอย์จุนรีบโอ๋เจ้าแมวน้อยกับอกทันที
“ไม่เห็นเป็นไรเลย พ่อกับแม่ก็อนุญาตแล้วนี่นา” เด็กหนุ่มเถียง
มือข้างหนึ่งโอบร่างเล็กๆ อีกข้างก็ลูบหัวลูบหางพะเน้าพะนอ
เขาไม่กล้าปากมากต่อว่าคนข้างบ้านว่าอย่างพี่คุราโมจิเกี่ยวอะไรด้วย...เดี๋ยวโดนอัดพอดี
เงียบปากไว้ดีกว่า
คนอายุมากกว่าเกาหัวอย่างรำคาญใจ “ทีนี้เวลาฉันมานอนกลิ้งก็จะติดขนแมว
ทุเรศเอ๊ย”
“ก็ไปนอนบ้านตัวเองสิ...” เอย์จุนงึมงำ
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าพี่ชายข้างบ้านชอบมานั่งเล่นนอนเล่นบ้านตนจนเป็นเหมือนลูกชายอีกคนก็เพราะที่บ้านเขาโทรทัศน์จอใหญ่
เล่นเกมสะดวก ไปๆ มาๆ พ่อเขาทำท่าจะโอ๋เจ้าพี่ชายข้างบ้านคนนี้มากกว่าเขาแล้วด้วยซ้ำ...ไม่รู้จะคุยถูกคออะไรกันนักหนา
คุราโมจิหันมาถลึงตาใส่ “นี่แกกล้ามีปัญหากับฉันเรอะ”
“...ไม่มีครับ...”
…ใครจะกล้า...
เอย์จุนรีบหลบตาหันไปโอ๋แมวต่อ
มิยูกิฉลาดมาก ไม่เอะอะน่ารำคาญแล้วยังช่างอ้อนกับผู้พบเห็น
ตอนไปขออนุญาตเลี้ยง ปู่เขาคัดค้านไม่อยากเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นภาระ
แต่พอเจ้าเหมียวเดินต้วมเตี้ยมไปหา
ช้อนตามองแล้วเอาอุ้งเท้าหน้าวางแหมะบนตัก...เท่านั้นปู่ของเขาก็ใจอ่อนยวบ
ส่วนแม่กับพ่อไม่มีปัญหาตั้งแต่แรก แม่ดูเหมือนจะชอบสัตว์น่ารักๆ
ส่วนพ่อบอกว่าการเลี้ยงสัตว์จะทำให้เขามีความรับผิดชอบ
แน่นอนว่าการอนุญาตให้เลี้ยงครั้งนี้มีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องดูแลธุระทุกอย่างตั้งแต่อาบน้ำ
ให้อาหาร เก็บอึ เก็บฉี่
ปัญหาคือตอนไปเรียน ยังไงก็ต้องปล่อยทิ้งไว้ที่บ้าน
เลยฝากฝังแม่เอาไว้ให้ช่วยดูแลเจ้าตัวน้อยนี่ด้วย
แต่ตอนใส่รองเท้ากำลังจะออกจากบ้านปรากฏว่ามิยูกิทำตาละห้อยมองมา
เอย์จุนคิดว่าคงจะคิดไปเองเพราะมนุษย์กับสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภท
จะไปอ่านใจกันออกได้ยังไง
แต่ว่า...
อุ้งเท้าวางแหมะบนหลังมือ
“...อึก”
...โว้ยยยยยยยยยยยยยยย!
“หลังจากนั้นก็พามาโรงเรียนตลอดงั้นสินะ”
ระหว่างนั่งทานอาหารกลางวันที่ห้อง วาคานะพยายามจะลูบหัวมิยูซึ่งนอนคว่ำอยู่บนโต๊ะแต่เจ้าตัวกลิ้งหนีไปหาเจ้าของราวกับไม่อยากถูกสาวแตะต้องซะงั้น
ถ้าไม่รู้ว่ามันเป็นตัวผู้เอย์จุนคงคิดว่ามันเป็นตัวเมียเพราะเอาแต่เกาะตัวเองหนึบหนับ
เด็กหนุ่มอุ้มลูกแมวตัวเล็กมานั่งตักอย่างที่ทำเป็นประจำตลอดสองเดือนที่ผ่านมา
ตักของเขาเรียกได้ว่าเป็นที่นั่งประจำของมิยูกิไปแล้ว
เอย์จุนยอมให้มันนั่งตามสบายเพราะมิยูกิสงบเสงี่ยมรู้ความดี
อย่างน้อยก็ไม่เคยฉี่รดหรือข่วนตอนเขาเข้าใกล้
แมวบ้านอื่นเป็นแบบนี้กันหมดหรือเปล่านะ?
ตั้งแต่เก็บมิยูกิมาเลี้ยง เวลาสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องที่เขาเอาแมวมาโรงเรียนก็ไม่มีใครต่อว่า...คงเพราะมิยูกิแสนรู้นั่นแหละ
ระหว่างเรียนก็ไม่ร้องหรือวิ่งพล่านไปไหนมาไหน
เดี๋ยวนี้พอเข้าช่วงพักกลางวันเพื่อนในห้องต้องพากันมาเล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของเขาตลอด
เพียงแต่มันดูไม่ค่อยชอบวาคานะเท่าไหร่
เรื่องนี้ทำเอาเพื่อนสาวของเขาเสียเซลฟ์ไม่น้อย
เอย์จุนลูบคอซึ่งมีสร้อยร้อยกระดิ่งแขวนอยู่
เขาไปซื้อกระดิ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว...แค่กระดิ่งอย่างเดียว
เอามาร้อยสายสร้อยแล้วสวมที่คอเจ้าสัตว์แสนรู้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ใช่แมวจรจัด
สาเหตุที่ไม่ซื้อปลอกคอมีสองประการ
หนึ่ง...เขาไม่มีเงิน แค่กระดิ่งก็พอ
สอง...ร้อยสร้อยมันถอดง่าย
ในเมื่อนอนอยู่ด้วยกันคงทนหนวกหูกับเสียงกระดิ่งไม่ไหว
ช่วงอาทิตย์แรกที่เก็บมิยูกิมาเลี้ยงเอย์จุนใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ทุกวัน
กลัวสัตว์เลี้ยงตัวใหม่จะทำตัวสร้างปัญหาให้คนในบ้านไม่พอใจ ถ้ามันทำตัวไม่ดีจนครอบครัวสั่งให้เอาไปโยนทิ้งเขาคงขัดขืนไม่ได้
โชคดีที่มิยูกิน่ารัก
เอย์จุนมองมิยูกิขณะป้อนไข่ม้วนให้มันอีกคำ
ไม่นึกไม่ฝันสักนิดว่าแค่เก็บแมวมาเลี้ยงจะเกิดเรื่องพิลึกๆ อะไรขึ้นมาได้
วันนี้เอย์จุนเข้านอนแต่หัวค่ำเหมือนเคย
หลังอาบน้ำเช็ดตัวให้มิยูกิเสร็จก็ทำการบ้านประจำวันแล้วเข้านอน
เขาดับไฟตั้งแต่สามทุ่มครึ่งทว่าคราวนี้ไม่ได้หลับยาวจนถึงเช้าอย่างเช่น ปกติ
“อือ...”
เด็กหนุ่มรู้สึกตัวขณะกำลังฝันหวาน
อะไรหนักๆ พาดเอวจนหลับไม่สบาย
พอลองขยับตัวเปลี่ยนท่านอนคราวนี้น้ำหนักที่พันรอบตัวกลับเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น
เอย์จุนลืมตาพรวดทันทีที่รู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ
เขาเอื้อมมือไปเปิดไฟ ทั้งห้องสว่างโร่ในพริบตา
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจไม่ใช่นาฬิกาแขวนที่แสดงเวลาตีสองครึ่ง แต่เป็น...
“ว้ากกกกกกกกกกกกก!!”
เอย์จุนกระโดดผลุงลงจากเตียงไปหลบหลังเก้าอี้
หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความหวาดกลัวขณะที่เหงื่อเริ่มซึมตามข้างขมับทั้งที่เครื่องปรับอากาศยังคงทำงานตามปกติ
ไอ้บ้านั่นมันใครฟะ! โจรเรอะ!
ที่นอนที่เคยนอนกับมิยูกิกลับมีมนุษย์เพศชายแปลกหน้าโผล่มาแทน
คนที่กำลังลุกขึ้นมานั่งขยี้ตาด้วยท่าทีงัวเงียเป็นเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับตัวเขาเอง
มีผมสีน้ำตาลสั้นระต้นคอ รูปร่างหนากว่าเอย์จุนและเหมือนจะสูงกว่านิดหน่อยด้วย
ที่สำคัญ...หล่อจนน่าหมั่นไส้เลยเฟ้ย!
เอย์จุนเหลียวซ้ายแลขวาจากหลังเก้าอี้
ตั้งใจจะโทรแจ้งเหตุด้วนเหตุร้ายแต่เพิ่งสำเหนียกได้ว่าวางโทรศัพท์ไว้ที่หัวนอนซึ่งอยู่ในระยะเอื้อมถึงของมนุษย์แปลกหน้าหน้าหล่อคนนั้น
...พลาดซะแล้ว
เด็กหนุ่มน้ำตาไหลพราก
ระหว่างกำลังสะอึกสะอื้นพร้อมคิดหาทางเอาตัวรอดโดยไม่ให้โจร(?)รู้ตัว อยู่ๆ
มีมือสองข้างตะปบหมับเข้าที่แก้มบังคับให้เขาหันไปทางเตียง
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
เขาอ้าปากค้างแต่ร้องไม่ออก
เก้าอี้ถูกผลักกระเด็นไปอีกทางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
แถมเจ้าคนที่เพิ่งตื่นกลับมานั่งตรงหน้าโดยไร้สุ้มเสียง
ใบหน้าหล่อเหลายื่นเข้ามาชิดจนปลายจมูกชนกัน
ความกลัวท่วมท้นขึ้นมาในใจจนฝ่ามือชุ่มเหงื่อของเอย์จุนสั่นระริก
ตายแน่…!
“มาทำอะไรตรงนี้น่ะ ไปนอนกันเถอะ”
“...”
หา...?
เอย์จุนเกือบจะหลุดเสียงร้องเอ๋อๆ ด้วยตามสถานการณ์ไม่ทัน แต่แล้วกลับสะดุดตากับเสื้อที่อีกฝ่ายใส่...คุ้นจังแฮะ
เหมือนที่เรามีเลยนี่...เหลือบลงต่ำอีกหน่อยก็เห็นกางเกงขายาวที่เหมือนกับของตัวเองเปี๊ยบเช่นกัน
เพียงแต่พอมาอยู่บนตัวคนที่รูปร่างใหญ่กว่าอย่างคนคนนี้แล้วชุดไซส์เดียวกับเขาดูพอดีตัวเกินไปนิดหน่อย
หือ...
หือออ...?
“เฮ้ยยยยยยยยยยย ไอ้โรคจิตตตตตตตตตตตตตต!!!”
เอย์จุนว้ากลั่น
เค้นกำลังความกล้าเฮือกสุดท้ายผลักคนแปลกหน้าล้มโครมแล้วพุ่งไปที่เตียง ตั้งใจจะวิ่งไปอุ้มมิยูกิหนีแล้วเรียกให้คนช่วยแต่กลับไม่เห็นสัตว์เลี้ยงสุดรักแม้แต่เงา
ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า...เขาไม่มีเวลาโอ้เอ้แท้ๆ
ไปไหนกันนะ... “...มิยูกิ”
“อะไรเหรอ”
...มีเสียงตอบว่ะเฮ้ย
เอย์จุนที่เมื่อกี้ยังเสียงสั่นค่อยๆ หมุนคอเหมือนตุ๊กตาไขลานเก่าๆ
ที่ฝืดจนขยับตัวไม่ได้ คนที่ส่งเสียงตอบเขาคือไอ้หน้าหล่อคนนั้นไม่ผิดแน่
อย่าบอกนะว่าชื่อมิยูกิเหมือนกัน?
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย เริ่มรู้สึกตัวว่าแปลก...เป็นโจรแท้ๆ ทำไมไม่ลนลานอะไรเลยนะ
มันน่าจะรีบหนีไม่ก็ทำร้ายเจ้าของบ้านไม่ใช่เหรอ
หรือถ้าเป็นโรคจิตธรรมดาก็น่าจะรีบหนีไปแล้วเหมือนกัน แต่หมอนั่นเอาแต่นั่งเฉย
ไม่เห็นทำอะไรเลย
...แล้วยังมานอนกอดเขาอีก
ขนลุกพรึบ เอย์จุนสั่นไปทั้งตัวขณะกอดตัวเอง
“เอย์จุน มีอะไรหรือเปล่าลูก” ประตูถูกเคาะ ตามมาติดๆ ด้วยเสียงอันคุ้นเคย
พ่อ...!
กำลังจะอ้าปากตะโกนขอความช่วยเหลือปรากฏเด็กหนุ่มแปลกหน้ากลับตะโกนตัดหน้าซะเฉย
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ไปนอนเถอะ”
“คราวหน้าอย่าตะโกนเสียงดังกลางดึกล่ะ”
เสียงของพ่อซึ่งไม่กระตือรือร้นมาแต่แรกเนือยลงอีกระดับ
เสียงต่อมาขนาดฟังผ่านประตูยังรู้ว่าเจ้าตัวพูดไปหาวไป “งั้นพ่อไปนอนก่อนล่ะ”
นี่ก็เชื่อง่ายจั๊ง! ลูกชายเสียงเปลี่ยนก็รู้สึกตัวหน่อยเซ่!
ยังไม่ทันจะแหกปากพร้อมพุ่งไปที่ประตู มือหนาๆ ก็อุดปากเข้าเสียก่อน
เอย์จุนตาเหลือก...หมอนี่โผล่มาเมื่อไหร่เนี่ย!
รอจนเสียงฝีเท้าหายลับไปคนแปลกหน้าก็ทรุดตัวนั่งยังขอบเตียงโดยไม่ปล่อยมือ
“เอย์จุน ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งโวยวายนะ”
ไม่โวยก็บ้าแล้ว งี่เง่าเอ๊ย!
คงอ่านสายตาเขาได้อีกฝ่ายถึงไม่ยอมปล่อยมือ
ทั้งยังกอดแน่นกว่าเก่าเมื่อเห็นว่าเอย์จุนชักจะดิ้นเกินรับมือ
เด็กหนุ่มพูดต่อด้วยสีหน้าหนักใจ “ฉันคือมิยูกิไง เอย์จุน จำฉันไม่ได้เหรอ
นายตั้งชื่อให้ฉันเองนะ”
คนกำลังดิ้นตัวแข็งทื่อในชั่วอึดใจ
เขาตั้งชื่อให้?
มือที่ปิดปากคลายออกในที่สุด เอย์จุนไม่ได้โวยวาย
เพียงแต่หันไปจ้องใบหน้าสะดุดตาตาค้าง จากนั้นก็...
“เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!”
“...อืม ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะ”
เอย์จุนมองใบหน้าแต้มยิ้มนิดๆ นั่น หัวใจแทบวาย
นี่มันอะไรกันฟร้า~~~~~~~~~!!
มิยูกินั่งทับส้นอยู่กับพื้นในขณะที่เอย์จุนนั่งกอดอกขัดสมาธิบนเตียง
เขาจำเป็นต้องเอาความสูงเข้าข่มเพื่อตอกย้ำสถานะเจ้านาย หมอนี่ตัวใหญ่เกินไป ขืนนั่งระดับเดียวกันได้โดนกลบรัศมีมิดแน่
ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่แมวกลายเป็นคนเอาดื้อๆ
เอย์จุนคิดว่าโดนหลอก...มีแต่คนบอกว่าเขาหลอกง่าย
แต่รอบนี้เขาไม่ยอมโดนหลอกด้วยมุกโง่ๆ แน่ แมวกลายเป็นคนบ้าบออะไร เหลวไหล!
กระนั้น พอลองทดสอบด้วยการถามคำถามโน่นนี่ดู หมอนี่กลับตอบได้หมดซะงั้น
แถมการเคลื่อนไหวที่แทบจะไร้เสียงนั่น...พอบอกว่าเป็นแมวก็น่าฟังขึ้นเยอะ
“เพราะร่างคนต้องใส่เสื้อผ้าฉันเลยเอาเสื้อผ้าของเอย์จุนมาใส่น่ะ”
มิยูกิให้เหตุผลเรื่องเสื้อผ้าบนตัวอย่างว่าง่าย
ท่าทางสงบเสงี่ยมแบบนั้นเอย์จุนเห็นแล้วทำใจแข็งโกรธต่อไม่ลง
ยิ่งอีกฝ่ายเหลือบตามองจากระดับต่ำกว่าเหมือนช้อนมองแบบนั้นเอย์จุนก็แทบจะลืมความโมโหก่อนหน้าเสียสิ้น
หมอนี่คงเป็นมิยูกิจริงๆ น่ะแหละ ในเมื่อเขาไม่เคยใจแข็งกับมิยูกิได้เลย
เอย์จุนยอมให้มิยูกินั่งระดับเดียวกันในเวลาไม่นาน
“ว่าแต่ นายเอาชุดของฉันมาใส่ แล้ว...ชั้นในล่ะ”
“อือ ใส่สิ”
หนนี้จากที่เริ่มกลับมาอารมณ์ดี เอย์จุนคิ้วกระตุก “อะไรนะ”
“ก็ใส่นะ มันต้องใส่ไม่ใช่เหรอ” มิยูกิเอียงคอ ดวงตาใส่ซื่อ ไม่รู้จริงๆ
ว่าทำอะไรผิดเอย์จุนถึงได้หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนอายขนาดนั้น
เขาก็เห็นเอย์จุนใส่ตลอดนี่นา... “หรือว่ามันไม่ต้องใส่...”
“ไอ้บ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!”
หมอนใบโตฟาดเข้าที่หน้าแมวบื้อตามด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทที่สุดในรอบปีของซาวามุระ
เอย์จุน
วันถัดมาคนทั้งครอบครัวก็รู้เรื่องที่สัตว์เลี้ยงน่ารักกลายสภาพเป็นหนุ่มหล่อ
แม่ถึงกับกรี๊ดลั่นบ้าน แม้เสียงจะไม่ดังเท่าเอย์จุนเมื่อคืนแต่ก็ทำคนในครอบครัวหัวใจแทบกระดอนจากอก...ก็ปกติแม่ไม่ใช่คนเสียงดังนี่นา
เรื่องชุดต้องอาศัยใส่ชุดของพ่อขัดตาทัพไปก่อน อย่างไรก็ตาม
การปรากฏตัวของสมาชิกใหม่ในบ้านสร้างความคึกคักอย่างยิ่ง
ภายในวันนั้นจึงขนกันไปหาซื้อของใช้จำเป็นมาให้มิยูกิ...รวมทั้งแว่นตาด้วย
ดูเหมือนมิยูกิพออยู่ในสภาพคนแล้วจะสายตาสั้น ตอนนั้นถึงได้ยื่นหน้ามาซะชิด
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้ามากกว่า...โดยเฉพาะเสื้อผ้าเลยแหละ แม่ช็อปสนุกเป็นพิเศษ
มิยูกิร่างคนไม่ใช่แค่หน้าตาดี รูปร่างยังไร้ที่ติ ใส่อะไรก็ขึ้น
วันนั้นเลยได้เสื้อผ้ากลับมากองใหญ่...พอๆ กับเสื้อผ้าทั้งหมดที่เอย์จุนมีด้วยซ้ำ
เด็กหนุ่มอยากจะบอกว่าหมอนั่นเป็นแมวนะ ทำไมต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย
เป็นแมวก็ต้องอยู่ร่างแมวสิ!
“ต้องอยู่ร่างคนถึงจะคุยกับเอย์จุนได้นี่นา”
พอกลับถึงบ้านมิยูกิให้เหตุผลมาแบบนั้น
พอถามว่าทำไมถึงแปลงร่างได้เจ้าตัวก็ส่ายหน้าบอกไม่รู้
รู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นคนแล้ว เพียงแต่มิยูกิก็ยังกลับสภาพแมวเป็นบางครั้งบางคราว
เช่นตอนนอน แม้เอย์จุนจะรักมิยูกิมากก็ยังทำใจนอนกับมิยูกิในร่างคนไม่ได้
ดังนั้นทุกคืนมิยูกิจึงอยู่ในสภาพแมวเช่นเดียวกับตอนที่เขาไปโรงเรียน
มิยูกิเคยพูดเรื่องนี้ให้แม่ของเขาฟังว่าพอเป็นร่างคนแล้วเอย์จุนไม่ค่อยยอมให้เข้าใกล้อย่างตอนเป็นแมว
แม่ได้ยินก็ดุเขาว่าเป็นเจ้านายต้องรับผิดชอบสัตว์เลี้ยงให้ดี
หลังจากนั้นก็บอกว่าจะเปลี่ยนเตียงที่ห้องเป็นเตียงคู่เพราะคงวางเตียงสองหลังไม่ไหว
เอย์จุนถึงกับรับไม่ได้ แทบจะตะโกนออกไปแล้วด้วยซ้ำ
มองยังไงก็คนไม่ใช่เรอะ! คนชัดๆ เลยนะแม่!
พ่อโอ๋พี่คุราโมจิมากกว่าเขาคนแล้วนี่แม่ยังจะโอ๋มิยูกิมากกว่าเขาอีกเหรอ
เอย์จุนรับไม่ได้!
พูดถึงคุราโมจิ
พักนี้พี่แกก็ยังแวะมากลิ้งเกลือกที่บ้านครอบครัวซาวามุระบ่อยๆ เหมือนเดิม
ดังนั้นจึงเป็นอีกคนที่รู้ความลับของมิยูกิ
ตอนที่รู้เรื่องรุ่นพี่คนสนิทนิ่งไปอึดใจ
จากนั้นก็มองมิยูกิที่คอยแต่จะเกาะติดเจ้านายด้วยสายตารังเกียจมากกว่าเดิม
พี่ชายข้างบ้านทิ้งประโยคแสบๆ ไว้แค่ประโยคเดียว
ไม่วิจารณ์อะไรมากกว่านั้น
‘ฉันบอกแล้วว่าแกหาเหาใส่หัว’
แหม...มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปหมดทุกอย่างเสียหน่อย เอย์จุนแก้ตัว
ถ้าไม่นับเรื่องที่แม้จะอยู่ในร่างคนเจ้าตัวก็ยังคอยออดอ้อนตัวติดกันเหมือนตอนเป็นแมว
การที่มิยูกิอยู่ในสภาพคนก็ไม่ได้แย่อะไร
เอย์จุนเพิ่งตระหนักเอาเดี๋ยวนี้เองว่ามิยูกิหัวดีเกินคาด
เรื่องอ่านเขียนแน่นอนว่าหวังพึ่งไม่ได้เพราะไม่ได้เรียนตั้งแต่พื้นฐาน
แต่กับเรื่องที่ไม่ต้องอาศัยความเข้าใจพรรค์นั้น...ยอดเยี่ยมสุดๆ
ดูเหมือนวิชาสายจำทั้งหลายมิยูกิจะจำได้หมดขอแค่อาจารย์ได้พูดไว้ในห้อง หลังค้นพบทักษะอันยอดเยี่ยมดังกล่าว
เอย์จุนไม่เคยมีปัญหากับการบ้านวิชาจำพวกประวัติศาสตร์อีกเลย
ดังนั้นตอนนี้จึงพยายามสอนเจ้าตัวเขียนอ่านและคำนวณเพื่อเป็นที่พึ่งในยามยาก
วะฮ่าๆๆๆ
กระนั้นก็ยังมีเรื่องหนึ่งที่เขาเพิ่งนึกออกว่าตัวเองเคยสงสัย
“นายไม่ชอบวาคานะเหรอ”
ปกติเอย์จุนจะยกตักให้มิยูกิยึดครองแต่ตอนนี้เขาตัวเล็กกว่าอีกฝ่ายจึงทำอย่างนั้นไม่ได้
แรกๆ ก็เลยนั่งข้างๆ กันตอนทำการบ้านแต่มิยูกิบอกว่าอยากลองให้เขานั่งตักบ้าง
ตอนนี้เอย์จุนเลยนั่งตักอีกฝ่ายอยู่
...บอกเลย ตอนแรกเขาอายจนแทบแหกปากด่าแต่พอมิยูกิทำหน้าหงอยก็...ใจอ่อนตามระเบียบ
เขาแพ้สายตามิยูกิจริงๆ ...เพราะทนใจแข็งไม่ได้
เดี๋ยวนี้ตกกลางคืนมิยูกิก็เลยมานอนด้วยในสภาพคนแล้ว
มีแค่ช่วงที่เจ้าตัวอยากอ้อนบางเวลาเท่านั้นที่กลับไปอยู่สภาพแมว
เพื่อนที่ห้องเคยบอกว่าแมวเอาแต่ใจทว่าก็ขี้อ้อน แต่เขาเห็นมิยูกิเอาแต่อ้อนอย่างเดียว
ไม่เห็นเคยเอาแต่ใจสักครั้ง
มิยูกิเกยคางกับผมสีน้ำตาล “ผู้หญิงคนนั้นจะมาแย่งเอย์จุนกับฉันนี่นา”
มือที่กำลังตอบโจทย์คณิตศาสตร์เสียจังหวะไปเล็กน้อย...เหมือนได้ยินอะไรแหม่งๆ
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วก่อนแกว่งดินสอ การบ้านคราวนี้มิยูกิพึ่งไม่ได้
ได้แต่ให้กำลังใจอย่างเดียว ดังนั้นจนป่านนี้จึงยังทำไม่เสร็จ
เขาวางโจทย์ลงชั่วคราว
หันไปตีความคำพูดของแมวตัวโต...ทั้งที่ร่างแมวตัวนิดเดียวแท้ๆ
“หมายถึงแย่งเจ้านายน่ะเหรอ”
...คิดแบบนี้ค่อยเข้าเค้า เอย์จุนพยักหน้า
พึงพอใจในความฉลาดเฉลียวของตัวเองยิ่งนัก
มิยูกิเงียบไปนิดหนึ่ง เอย์จุนรู้สึกว่าแขนที่โอบรอบตัวเองเพิ่มแรงมากขึ้น
เขาเหลียวไปมองมิยูกิด้วยความประหลาดใจ “มิยูกิ...?”
“เอาแบบนั้นก็ได้...”
น้ำเสียงหงอยเหงาบาดใจเกินไป
เอย์จุนลุกจากตักแล้วลูบหัวอีกฝ่าย เด็กหนุ่มยิ้มยิงฟันจนตาหยี
พยายามให้กำลังใจสัตว์เลี้ยง(?)เต็มที่
"หายห่วงน่า ยัยนั่นเป็นคนแต่นายเป็นแมว ไม่เหมือนกันซะหน่อย”
“...”
“โอ๋ๆ เด็กดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันเลี้ยงไอติมปลอบใจละกันนะ!”
มิยูกิเพียงแนบใบหน้าและกอดเอวอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไร
ซาวามุระ เอย์จุนเป็นที่รักของเพื่อนๆ วันนี้มีงานกลุ่ม
เหล่านักเรียนชายหญิงเกือบสิบคนจึงเลือกมารวมตัวกันที่บ้านของหัวโจกของแก๊ง
คุราโมจิที่กำลังนั่งเล่นเกมแข่งกับมิยูกิหมุนคอไปหน้าบ้านเมื่อได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กวัยรุ่น
เด็กหนุ่มวางจอยก่อนดึงไอติมแท่งออกจากปาก
เขาเดินลากเท้าไปหน้าบ้านแล้วก็พบกับคนคุ้นหน้าคุ้นตา
หนึ่งในนั้นมีวาคานะ...เด็กสาวที่เขาต้องตาเป็นพิเศษอยู่ด้วย
“อ๊ะ คุราโมจิซัง...”
หนุ่มน้อยคนหนึ่งร้องออกมาด้วยเสียงเหมือนหมาถูกเหยียบหาง
ทำหน้ากลัวหาอะไรวะ ไอ้เด็กเวร...
คุราโมจิที่กำลังเก๊กหล่อต่อหน้าสาวเส้นเลือดกระตุกทันที
ต้องซุกซ่อนความหงุดหงิดอย่างไวว่อง “ตามสบายล่ะ”
“พูดอย่างกับบ้านตัวเอง...”
เอย์จุนซึ่งปากบอนโดนเสียบลิ้นปี่ด้วยความรวดเร็วชนิดมองด้วยตาเปล่าไม่ทัน
คนอื่นมาเห็นอีกทีก็ตอนลูกพี่ของกลุ่มนอนคุดคู้อยู่กับพื้น
ทว่าคุราโมจิกลับบอกว่าเอย์จุนแค่หน้ามืด เชิญน้องๆ
ทั้งหลายเข้ามานั่งหลบร้อนในบ้านตามสบาย
หน้ามืดที่ไหนจะทำหน้าแบบนั้น...
หนุ่มๆ
ทั้งหลายรู้ฤทธิ์พี่ชายคนนี้ดีจึงแสร้งทำเป็นไม่ติดใจสงสัยแล้วเดินเข้าไปด้านในตามคำเชื้อเชิญ
คุณแม่บ้านซาวามุระยกแตงโมมาให้เพื่อนลูกชายก่อนขอตัวอย่างรวดเร็วด้วยไม่อยากรบกวนเด็กๆ
พวกเขารีบค้อมหัวขอบคุณขณะนั่งล้อมโต๊ะซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลกับจุดที่คุราโมจิกำลังนั่งเล่นเกมอยู่
เพียงแต่...พี่ชายสุดหล่อคนข้างๆ นั่นใครหว่า หน้าไม่คุ้นเลย
เหล่าหนุ่มสาวทั้งหลายแอบชะเง้อมองพี่ชายแปลกหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เอย์จัง นั่นใครเหรอ”
เพื่อนคนหนึ่งเกาะแขนเจ้าบ้านที่นั่งกินแตงโมด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
พอมีคนเริ่มถามเป็นคนแรก คนอื่นๆ ก็เริ่มถามต่อราวกับรอจังหวะอยู่แล้ว
“นั่นสิ ออร่าสุดๆ เลย”
“ว่าแต่มิยูกิล่ะ ฉันมาเล่นกับมิยูกิเลยนะเนี่ย”
“ใช่ๆ เอาปลาย่างมาด้วยล่ะ”
โดนยิงคำถามติดๆ กันเอย์จุนตกใจจนเผลอกลืนเม็ดแตงโม
เขาสำลักเมื่อหายใจไม่ออกชั่วขณะ
ได้ยินเอย์จุนไอคอกแคกเช่นนั้นมิยูกิทิ้งคุราโมจิ รีบปราดเข้ามาหาเจ้านาย
ลูบหลังไปก็ถามด้วยความเป็นห่วงไป “เป็นอะไรหรือเปล่า”
คนอื่นๆ มองหนุ่มหล่อตาค้าง...เห็นใกล้ๆ แล้วผิดจากเห็นไกลๆ ลิบเลยแฮะ
มิยูกิเหลือบตามองแต่ละคน...สายตาที่เอย์จุนไม่เห็นแทบจะทำให้คนอื่นหายใจไม่ออก
คนที่จับแขนเอย์จุนรีบปล่อยมือราวกับต้องของร้อน...ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเพราะอะไรแต่รู้สึกว่าควรปล่อยอะ
เอย์จุนโบกไม้โบกมือ “ไม่เป็นไรๆ ลงท้องไปแล้ว ช่างมันเหอะ”
“งั้น...เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้นะ”
เพื่อนร่วมชั้นของเอย์จุนมองเจ้าของเสียงอ่อนโยนด้วยสีหน้าแปลกๆ
คล้อยหลังมิยูกิเดินไปหลังบ้านเอย์จุนเพิ่งสังเกตเห็นอาการของเพื่อนตัวเอง
“แค่ติดคอนิดหน่อยไม่เป็นไรน่า” เขานึกว่าเพื่อนเป็นห่วงตัวเองเลยคุยโวเสียงใส
วาคานะกลืนน้ำลายก่อนเป็นตัวแทนคนอื่นๆ ออกปากถาม “เอย์จุน
พี่ชายคนนั้นเป็นใครเหรอ”
“เอ่อ...” เป็นไรดีล่ะ...เป็นไรดี... “ก็...ญาติ...น่ะ...”
เขาโกหกคำโต
เพื่อนอีกคนพูดต่อด้วยสีหน้าหวาดๆ “สายตาน่ากลัวจังเนอะ”
“ฮะ..” เอย์จุนแทบจะหัวเราะ น่ากลัว? มิยูกิเนี่ยนะ?
บ้าเหอะ...จะเป็นยังงั้นไปได้ไง ไม่ใกล้สักนิด ทว่าจะบอกว่าเป็นแมวก็กระไร เอย์จุนแก้ต่างไปเรื่อย
“มองผิดแล้วล่ะ มิ...หมอนั่นนิสัยเหมือนเด็กออก ทั้งซื่อทั้งขี้อ้อน
จะว่าไปก็เป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกับพี่คุราโมจิเลยล่ะ!”
ไม่มีใครเถียงอะไรออกเพราะไม่รู้จักคนแปลกหน้าที่ว่า...ถ้าเอย์จุนว่าดีก็คงดีแหละ
...มั้งนะ
ไม่นานหลังจากนั้น มิยูกิกลับมาพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว
การกระทำที่แทบจะเรียกได้ว่าป้อนยังผลให้ทุกคนในที่นั้นกระอักกระอ่วนกันเป็นแถว...เป็นญาตินี่สนิทกันขนาดนี้เชียว?
ทว่าเอย์จุนได้รับการออดอ้อนเอาใจจนชินจึงไม่รู้สึกแปลกแต่อย่างใด
มิยูกิไม่ได้พูดอะไร หลังเอย์จุนดื่มน้ำจนหมดแก้วก็ยกกลับไปล้าง
ทว่ายังไม่ทันเริ่มหยิบน้ำยาล้างจาน
เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าคุราโมจิมายืนพิงกรอบประตูอยู่ด้านหลัง
“ฉลาดเป็นกรดเชียวนะแก
ไปโรงเรียนในสภาพแมวแต่ใช้ร่างคนไปกันท่าเจ้าพวกที่สนิทกับหมอนั่น”
แม้ไม่หันไปมองก็พอบอกได้ว่าคนพูดคงกำลังยิ้มเยาะ
มิยูกิล้างแก้วด้วยน้ำเปล่าก่อนหยิบสก๊อตไบรท์ เขายืนฟังเงียบๆ ไม่ตอบคำ
“ท่าทางแกมันปิดไม่มิดเองหรือแกไม่คิดจะปิดกันแน่
ซาวามุระอาจหลงแกจนไม่ทันสังเกต
แต่พฤติกรรมแกมันชักไม่ใช่สัตว์เลี้ยงขึ้นทุกวันแล้วนะ มิยูกิ”
มิยูกิยังคงล้างแก้วยิ้มๆ ต่อไป
“เฮ้ย นี่แก...”
“ฉันก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับเอย์จุนหรือบ้านหลังนี้นี่นา
นายก็รู้ไม่ใช่เหรอถึงได้ไม่เคยพูดอะไร” มิยูกิเปิดปากในที่สุด
เขาเช็ดแก้วด้วยผ้าแห้งก่อนเก็บเข้าที่อย่างเป็นธรรมชาติราวกับทำเป็นกิจวัตร
คุราโมจิย่นคิ้ว เห็นร่างสูงของคนใส่แว่นหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับตน
เขามองรอยยิ้มหวานหยดเคลือบยาพิษที่ไอ้น้องโง่ไม่เคยได้เห็นแล้วอยากบอกหมอนั่นเหลือเกินให้สังเกตสังกาสิ่งรอบตัวซะบ้าง...ตวัดสายตาไปมองด้วยความเร็วแสงซะ! ใสซื่อบ้าอะไร...ใช้ตาตุ่มมองเรอะ
หมอนี่ไม่ได้ใสซื่อเลยสักนิด!
เผลอๆ ไอ้ท่าทางใสซื่อที่แล้วมาน่ะ...
“ฉันแค่อยากอยู่กับเอย์จุนสงบๆ เอง เป็นเพื่อนน่ะได้ แต่สนิทเกินไปก็น่าโมโห”
ดวงตาใต้เลนส์แว่นเปล่งประกายประหลาดแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นสายตาตามปกติ
มิยูกิยิ้มหวาน “แน่นอนว่าคนรักก็ไม่จำเป็น มีฉันอยู่ก็พอแล้ว
ในเมื่อฉันดูแลเอย์จุนได้ทุกอย่างนี่นา หรือนายว่าไง”
“ไอ้แมวเวร...” คุราโมจิแสยะยิ้ม
ตราบใดที่เจ้าแมวนี่ยังอยู่แกหาแฟนไม่ได้แน่ ซาวามุระ
ชีวิตภายภาคหน้าท่าจะลำบากแล้วล่ะ...
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าซี้ซั้วเก็บของตกพื้น
เอย์จุนนั่งจามกลางวงเพื่อนโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่
No comments:
Post a Comment