Thursday, 22 September 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] ±1 Part 3

Fanfic Daiya no A

 ±1

 [Part 3]

 

 

Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW




                แม้จะเป็นเด็กเก มิยูกิ คาซึยะก็เป็นเด็กเกที่ขยันเรียนมาก...เข้าห้องเรียนตลอด จดเลคเชอร์สม่ำเสมอ งานส่งครบ ทั้งยังทำคะแนนสอบได้ดี เด็กหนุ่มเป็นคนมีความรับผิดชอบ เรื่องเรียนเป็นเรื่องหลัก เรื่องวิวาทเป็นงานอดิเรก จะยอมให้งานอดิเรกมาส่งผลกระทบต่องานหลักอย่างการเรียนหนังสือไม่ได้

                เขารักอนาคตมากกว่า

                และเพราะเวลาวิวาทบางครั้งตรงกับเวลาเรียน มิยูกิจึงไม่ยอมใช้โควตาขาดเรียนอันล้ำค่าไปกับการโดดเรียนเพื่อนั่งๆ นอนๆ ลอยชายอย่างคนอื่น

                เป็นเด็กเกที่มีวินัย

                ด้วยเหตุนี้หากมิยูกิไม่เข้าห้องเรียน เพื่อนร่วมห้องจะรู้ได้ทันทีว่าถ้าไม่ป่วยก็ไปมีเรื่อง

                วันนี้สาเหตุการขาดเรียนคืออย่างหลัง...มีนัดกับอินาชิโระตอนเที่ยง ค่อนข้างจะเป็นนัดกะทันหันเพราะเด็กของโรงเรียนฝ่ายตรงข้ามมายืนรอหน้าประตูตอนเกือบเก้าโมงครึ่ง คนออกไปรับหน้าคือคุราโมจิ อันดับสองของกลุ่มโทรมาตอนกำลังเรียนวิชาวรรณกรรมร่วมสมัย ครูหน้าห้องเป็นครูใหม่ รู้จักมิยูกิแค่เป็นหัวโจกจึงไม่กล้าต่อว่าฐานใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน

                แม้ไม่รู้ทำไมทางนั้นนัดมากะทันหัน เขาก็ยังออกคำสั่งให้เพื่อนตอบรับคำท้า

                เหล่าอันธพาลรวมกลุ่มโดดเรียนตั้งแต่ก่อนเที่ยงไปเติมท้องพอไม่ให้ว่างก่อนตรงไปยังที่นัดหมายตามเวลานัด ณ ที่ดินร้างไม่ไกลจากโรงเรียนอินาชิโระ

                พวกคู่อริมาถึงก่อนแล้ว คาดว่าคงมารอได้สักพัก คนที่ปรากฏตัวอยู่หน้าสุดคือเด็กหนุ่มร่างใหญ่ชื่อฮาราดะ มาสะโทชิผู้เป็นหัวหน้า


                “ไม่เจอกันนาน เหมือนน้ำหนักจะขึ้นหรือเปล่าครับ~”


                คำทักแรกเปิดมาก็อ้อนเท้า...บอกได้คำเดียวว่าสมเป็นมิยูกิ

                มันช่วยไม่ได้ที่อยากกวนโอ๊ย บอสฝ่ายนั้นทำหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตนชนะแน่ เห็นแล้วเกิดสันดานเสียอยากอัดให้ผยองไม่ออก ไม่แน่ใจว่าที่อีกฝ่ายทำหน้ามั่นใจอย่างนั้นเพราะเจ้าเด็กหัวหงอกยอมตกลงมาช่วยวิวาทหรือเปล่า...แต่เขาเคยคิดเผื่อกรณีนี้ไว้เหมือนกัน เตรียมมาตรการรับมือมาระดับหนึ่งแล้วล่ะ

                ขณะหักไม้หักมือรอสัญญาณลั่นระฆังรบ บอสของอิชิโระกลับก้าวขึ้นมาจนอยู่ห่างจากพรรคพวกด้านหลังหลายวา

                “ฉันอยากกำหนดเงื่อนไขการดวล”

                ...มือชะงักในท่ากำลังหักนิ้ว คิ้วเข้มเลิกขึ้น

                จะมาไม้ไหนล่ะนั่น

                ความสงสัยผุดพรายพร้อมกับความตื่นเต้นที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เลือดลมสูบฉีดจนใจเต้นแรง...มิยูกิรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นมาในบัดดล

                หัวโจกฝั่งเซย์โดเดินนำลูกน้องมายืนประจันหน้ากับมาสะโทชิในระยะห่างห้าก้าว ยอมรับข้อเสนอด้วยน้ำเสียงระรื่นน่าหมั่นไส้ “ว่ามาเลยครับ~”

                เขาไม่กลัวเงื่อนไขสักนิด

                ไม่ว่าเงื่อนไขจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็ใช่ว่าผู้เจรจาจะทำตามข้อตกลงเสมอไป สำหรับมิยูกิสัจจะเป็นอะไรที่หวังพึ่งไม่ได้ มีแต่ศักดิ์ศรีนั่นแหละที่จะเป็นตัวบังคับให้ทำตาม เขาอาศัย ‘ช่องโหว่’ ของเงื่อนไขเล่นลูกไม้อยู่ตลอด ไม่นึกว่าศัตรูที่รู้เช่นเห็นชาตินิสัยนี้ดีจะยังขวัญกล้ายื่นข้อเสนอ

                การตะลุมบอนแบบไร้กฎน่าจะดีกว่าแท้ๆ

                บางทีคงวางแผนอะไรไว้…

                ทว่ามิยูกิรู้ดีว่ามาสะโทชิไม่ใช่บอสเจ้าแผนการ นอกจากนี้ยังไม่เคยได้ยินว่าอินาชิโระมีกุนซืออยู่เบื้องหลัง...ทว่านี่มันปีการศึกษาใหม่แล้ว อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปได้ จะคิดเผื่อว่าอีกฝ่ายมีพวกหัวเสธฯ อยู่ในกลุ่มไว้ก่อนก็แล้วกัน เท่าที่ประเมินจากสายตา อินาชิโระมีคนน้อยกว่า หากไม่มีลูกไม้ส่งกำลังเสริมมาสมทบภายหลัง...ไอ้ข้อตกลงที่ว่าน่ะรับๆ ไปก่อนก็ไม่มีปัญหา เพลี่ยงพล้ำขึ้นมาค่อยแหกมันซะ

                คนขี้โกงวางแผนเป็นช่องเป็นฉาก

                มาสะโทชิพูดด้วยสีหน้าจริงจังเมื่อได้รับความเห็นชอบ “เซย์โดกับอินาชิโระ...จะส่งตัวแทนหนึ่งคนมาดวลตัวต่อตัวนัดเดียวจบ คนชนะจะได้เขตอำนาจที่อีกฝ่ายดูแลไปครอง หลังจากนั้นใครมาอวดเบ่งที่อาณาเขตอีกฝ่ายจะถูกสำเร็จโทษตามที่เจ้าถิ่นเห็นชอบ”

                ฟังแล้วมิยูกิถึงกับผิวปากหวือ

                ตัวต่อตัวเหรอ...ไม่ได้กำหนดว่าเป็นบอสด้วยสิ

                “เงื่อนไขการแพ้ชนะกับอาวุธล่ะ”

                “ทางนายมีข้อเสนอมั้ยล่ะ” มาสะโทชิถามย้อนด้วยเสียงทุ้มต่ำเคร่งขรึมผิดกับคู่สนทนา หากมิยูกิเป็นพวกยิ้มรับทุกสถานการณ์ มาสะโทชิก็เป็นบอสผู้เอาจริงเอาจัง “ถ้าตามปกติก็ต้องตัดสินแพ้ชนะด้วยการยอมแพ้หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดสภาพจนสู้ต่อไม่ไหว แต่ถ้าอยากจะเพิ่มน็อกนับสิบด้วยก็ไม่ว่ากัน...กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหนีจะนับว่าแพ้ทันที และผู้ชนะสามารถจัดการได้ตามใจชอบ ส่วนอาวุธแล้วแต่ตัวแทนจะดีกว่ามั้ง”

                พูดอย่างกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง...

                มิยูกิมองประเมินศัตรูขณะรับฟังอย่างตั้งใจ ก่อนหน้านี้เวลาตีกัน เมื่อสู้ไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ยอมแพ้ก็จะเผ่นป่าราบเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนยำเละ การตัดสินตัวต่อตัวนอกจากจะเห็นผลแพ้ชนะได้ชัดเจนยังลดความเสียหายลงได้มาก บางทีอินาชิโระอาจมีคนเท่าที่เห็นจริงๆ ถึงได้พยายามหลีกเลี่ยงการตะลุมบอนโดยใช้วิธีดวลตัวต่อตัวมาเสนอ

                หากสมมติฐานของเขาถูกต้อง แสดงว่าเซย์โดได้เปรียบ

                ...และมาท้าเองแบบนี้แสดงว่ามั่นใจในฝีมือคนที่จะส่งมาสู้อย่างมาก

                แต่ไม่กลัวฝั่งพวกเขาตระบัดสัตย์หรือไง? ในเมื่อแข็งแกร่งกว่า เกิดแพ้ขึ้นมาก็ยกพวกรุมตีได้

                หรือจะไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้? หรือจะไว้ใจเซย์โดมาก?

                ปลายนิ้วแตะคาง สมองยังคงทำงานเต็มกำลัง มิยูกิกำลังแตกแขนงความยิบย่อย ใคร่ครวญอย่างหนักว่าสมควรรับคำท้าไหม ควรเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือเปล่า หากไม่ทำตามข้อตกลงอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับคืออะไร

                เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเวลาบอสคนอื่นจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างคิดเยอะอย่างตนหรือไม่ ทว่าเวลานี้เขาแบกชื่อของโรงเรียนอยู่ ทำอะไรซี้ซั้วไม่ได้

                มาสะโทชิเงียบไปเมื่อเด็กหนุ่มคู่กรณียืนนิ่งเป็นรูปปั้น


                “ตกลงซะ”


                เสียงสนับสนุนดังมาจากแนวหลัง เจ้าของเสียงจะเป็นใครไปได้นอกจากพ่อหนุ่มห้าวจัดคุราโมจิ โยอิจิ อันดับสองของกลุ่มเดาะลิ้นขณะเชิดคางมองเด็กอินาชิโระด้วยแววตาหยามเหยียดทั้งที่ปากพูดกับผู้นำฝ่ายตน


                “แกจะมาป๊อดอะไร เป็นบอสก็ต้องโชว์พาวสิวะ อย่ามาหยำฉานะเว้ย!”


                หยาบคายชะมัด...หยำฉงหยำฉาอะไร

                มิยูกิถอนใจ ขณะเดียวกันรอยยิ้มที่เริ่มเลือนหายก็กลับมาปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง...นี่สินะการเป็นนักเลง บางทีก็ต้องขว้างเหตุผลทิ้งไปบ้างเพื่อชักจูงใจของเหล่าคนข้างหลัง มีหัวหน้าปอดแหกที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไร เป็นเขาก็คงไม่เอาด้วย อุตส่าห์เดินทางสายนี้เพื่อความสนุกสนานทั้งที...

                ...ถ้าแพ้ค่อยมาแก้มือแล้วกัน

                “ได้ ทางเราตกลง”

                เขายอมรับง่ายๆ

                คำตอบออกมาแล้ว เก็บกลับคืนไม่ได้อีก

                มิยูกิยืนหลังตรงอย่างองอาจขณะเอียงคอมองบอสฝั่งตรงข้ามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้ทุกการกระทำจะชวนมอง ทว่าในสายตาคู่อริเด็กหนุ่มกลับดูอวดดีขึ้นจากที่อวดดีอยู่แล้วเป็นทบทวี

                “ฝั่งเซย์โดจะส่งใครมาล่ะ” บอสมาสะโทชิว่าขณะถอยกลับไปรวมกับคนอื่นเมื่อการเจรจาลุล่วง เขาเลือกนั่งชันเข่าขึ้นหนึ่งข้างบริเวณที่มีหญ้าปกคลุมบางๆ แสดงออกชัดมากว่าตนไม่ใช่ตัวแทน

                แม้กังวลใจอยู่บ้างที่การดวลเดี่ยวทำให้ระบบหมาหมู่ถูกขับออกจากรายชื่อตัวช่วย กระนั้นมิยูกิก็ยังมั่นใจในความสามารถของตนว่าจะไม่แพ้ใครก็ตามที่ฝ่ายตรงข้ามส่งมา เขายกมือขวาขึ้นระดับไหล่ ตอบอย่างเย็นใจเหลือแสนว่า “ผมเอง~”

                เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบๆ รอดูว่านารุมิยะ เมย์จะมาปรากฏตัวจากมุมไหน บางทีอาจปะปนอยู่ในกลุ่มเด็กอินาชิโระที่ยืนออแน่นขนัดทางด้านหลัง...เปิดตัวด้วยการให้คนอื่นแหวกทางให้แล้วเดินเก๊กออกมา

                มิยูกิมีบัญชีหมั่นไส้ติดค้างกับหมอนี่ฐานมาวอแวเทวดาน้อยของตน รับรองว่าจะไม่ออมมือแน่

                ทว่าสิ่งที่รอคอยไม่เกิด ฝูงชนไม่ได้แหวกออก การเคลื่อนไหวกลับเกิดขึ้นที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านข้างระหว่างเด็กเซย์โดและเด็กอินาชิโระ

                เสียงแซ่กๆ ดังขึ้น

                ...ใบไม้ร่วงกราว

                และแล้วร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ร่อนลงพื้นอย่างงดงาม

                มิยูกิมองเงาร่างที่กำลังยืดตัวขึ้นยืนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

                ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้...


                “...ผมเป็นตัวแทนฝั่งอินาชิโระ”


                เด็กหนุ่มคนดังกล่าวเป็นคนเดียวกับที่เป็นรักแรกพบคนนั้น

                ซาวามุระ เอย์จุนเอ่ยด้วยเสียงเรียบเย็น ใบหน้าไร้อารมณ์ผิดกับสีหน้ายิ้มแย้มร่าเริงตอนอยู่กับเพื่อนร่วมห้อง...กลายเป็นเทวดาที่ยืนกลางสมรภูมิรบแล้วจริงๆ มิยูกิที่ควบคุมการแสดงออกได้ดีมาตลอดเผลอหลุดใจจริงออกมาในตอนนั้น โชคดีที่เขาหันหลังให้พวกคุราโมจิ ไม่อย่างนั้นเจ้าพวกนั้นคงรู้แน่ว่าตนลงมือกับคนตรงหน้าไม่ได้

                ทำไมล่ะ...

                ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม

                “ทั้งที่รับปากไปแล้วว่าจะไม่มีเรื่อง เสียใจจริงๆ ที่รักษาคำพูดไม่ได้” เอย์จุนเอ่ยอย่างรู้สึกผิด ใบหน้าหมองลงเล็กน้อย ทว่ายังคงยืนเผชิญหน้ากับมิยูกิอย่างองอาจ “ผมจำเป็นต้องชนะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้นายถอนตัวจะได้ไม่เจ็บฟรี”

                “ทำไมแกถึงไปอยู่กับพวกนั้นได้!!”

                จังหวะที่บอสยังพูดไม่ออก พวกเซย์โดคนอื่นตั้งท่าพร้อมรบอย่างตึงเครียด โดยเฉพาะเหล่าคนที่เคยเผชิญหน้ากับเอย์จุนโดยตรงมาก่อนจะเครียดเป็นพิเศษ สาเหตุเป็นเพราะรู้ดีว่าบอสคนปัจจุบันไม่สามารถเอาชนะคนตรงหน้าได้

                ดวงตาสีอำพันมองเหล่าเด็กหนุ่มที่แผ่ความเป็นอริออกมาจนแสบผิวก่อนละทิ้งความสนใจแล้วหันมาทางคู่ต่อสู้ ริมฝีปากเปล่งเสียงคล้ายจะขอความเมตตาว่า “คุณหัวโจก ยอมแพ้เถอะ เราไม่มีความแค้นต่อกัน ผมไม่อยากทำร้ายคุณเลย”

                “งั้นนายก็ถอนตัวสิ” หัวโจกใหญ่พึมพำเมื่อหาเสียงตัวเองพบ สีหน้าย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด

                เอย์จุนขมวดคิ้วอย่างอึดอัด “ทำแบบนั้นไม่ได้”

                ...โดนบังคับรึ

                มิยูกิมองทางฝั่งอินาชิโระที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ราวกับนึกสงสารอยากตอบปัญหาคาใจ คนพวกนั้นแหวกทางให้คนด้านในเดินออกมา ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกผลักล้มลงพื้น มือและเท้าถูกมัดอย่างแน่นหนา แม้มองไม่เห็นแผลตามตัวแต่อีกฝ่ายไม่มีสติแล้ว

                เด็กหนุ่มคนนั้นคือฟุรุยะ ซาโตรุ

                ตัวประกัน...

                มิยูกิเข้าใจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

                “คุณให้เท..แค่ก ให้ซาวามุระ เอย์จุนเป็นลูกน้องแลกกับหมอนั่นงั้นเหรอฮาราดะซัง ความคิดพรรค์นั้นมีแต่ช่องโหว่เต็มไปหมด” ใจไม่อยากสู้ ต่อให้สู้ก็อาจจะสู้ไม่ได้อย่างที่คนอื่นคิด มิยูกิมีแต่ต้องหาทางแก้ปัญหาอื่นนอกเหนือจากการดวลเดี่ยวกับเทวดาน้อย “ปกติแล้วคนที่จับตัวคนอื่นเป็นตัวประกันต้องปิดบังตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกตามล้างแค้นถูกเว้นแต่จะมีกำลังเหนือกว่า แต่กรณีของคุณมันไม่ใช่! ฮาราดะซังน่ะสู้ซาวามุระ เอย์จุนไม่ได้! ทำแบบนี้มีแต่จะเพาะความแค้นให้หมอนี่ไปตามเอาคืนทีหลังก็เท่านั้น ไม่รู้หรอกว่าคิดอะไรอยู่แต่เปลี่ยนแผนตอนนี้ก็ยังทันนะ!”

                ใครคนหนึ่งก้าวเท้าออกมาตามหลังตัวประกัน ผมสีดำแสกกลางยาวปรกต้นคอ...มุไค ไทโย

                ผู้มาใหม่นั่งทับแผ่นหลังฟุรุยะอย่างวางมาด มือจับมีดผีเสื้อจ่อใบหน้าคนหมดสติอย่างไม่ลังเล คมมีดสัมผัสผิวสีขาวถากๆ ออกแรงขึ้นอีกนิดเลือดสีแดงฉานคงไหลอาบใบมีดเปล่งประกายนั้น

                “อย่ายืดเยื้อ พ่อเทวดาสีดำ อยากให้หน้าหล่อๆ ของเพื่อนรักเป็นแผลหรือไง นี่ไม่ใช่เวลามาทำตัวรักคุณธรรมหรอกน่า ลงมือได้แล้ว”

                มุไคเมินเฉยต่อวาจาของมิยูกิโดยสิ้นเชิง

                เอย์จุนเห็นใบมีดสัมผัสผิวเพื่อนก็กลับมามีสมาธิ ดูท่าจะไม่อยากเสียเวลาจนเกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตัวประกัน เขาเอ่ยกับมิยูกิว่า “เงื่อนไขการแลกตัวหมอนั่นคือเอาชนะนายไม่ใช่ไปเป็นลูกน้องใคร ดังนั้นขอโทษด้วยที่ต้องลงมือ”

                เห็นเอย์จุนเข้าโหมดเตรียมพร้อม มาสะโทชิให้คำแนะนำในฐานะผู้มีประสบการณ์มาก่อน “ระวังลูกตุกติกของหมอนั่นไว้ด้วยล่ะ ครั้งที่แล้วฉันโดนสเปรย์พริกไทยอัดสองตาเต็มๆ”

                “ขี้โกงจริงๆ...” เอย์จุนพึมพำขณะขมวดคิ้ว

                มิยูกิอยากจะกรีดร้องให้แผ่นดินสะเทือน

                อย่ามองเขาแบบน้านนนนน...!

                น้ำตาแทบไหลแต่ไม่มีเวลาให้มาทำตัวไร้สาระ เด็กหนุ่มถอดแว่นเก็บใส่กระเป๋ากางเกงได้ทันท่วงทีขณะโยกตัวหลบขายาวๆ ของอีกฝ่ายที่โจมตีโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง เขารังเกียจตัวเองขึ้นมาจับใจที่หวังอยากให้เทวดาน้อยใส่กางเกงขาสั้นจะได้เห็นขาวอบแวบขณะเคลื่อนไหว

                ช่วยไม่ได้...เพิ่งเคยเห็นใส่ชุดไปรเวทครั้งแรกนี่นา

                ฮือ น่ารักที่สุด

                รู้เต็มอกว่าควรห่วงชีวิตแต่มันเกินจะหักห้ามใจ ได้แต่สมเพชจิตเบื้องต่ำที่โผล่ออกมาแวบหนึ่งเมื่อสักครู่ขณะปล่อยให้สายตากับสัญชาตญาณทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย

                ตอนนี้ถ้าสติหลุดได้โดนเทวดาน้อยเหยียบมิดแน่...

                มิยูกิอยากเค้นรอยหยักในสมองแก้สถานการณ์ทว่าสมาธิเกือบทั้งหมดพุ่งไปยังการรับมือเอย์จุนที่พอโจมตีปุ๊ปก็โหมรุกอย่างดุเดือด เด็กคนนั้นสมแล้วที่ถูกประณามว่าเป็นอสุรกาย การโจมตีนอกจากรวดเร็วยังหนักหน่วงและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน แค่หลบหลีกยังรากเลือด พลาดโดนเฉี่ยวบ้างโดนอัดบ้างก็หลายครั้ง ทั้งยังไม่เปิดช่องว่างให้ตอบโต้...เสียงร่างกายแหวกอากาศเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ แล้วด้วย

                อย่าบอกนะว่าออมมือแล้วค่อยๆ เอาจริง...

                หากเดาถูกนรกคงอยู่ไม่ไกลเพราะออมมือยังไม่มีปัญญาสู้

                คนเป็นบอสใหญ่อย่างเขาได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน

                “ผมไม่รู้วิธีฟาดให้สลบเหมือนในหนัง มีแต่ต้องทำให้เจ็บจนสลบเท่านั้น ยอมแพ้ดีๆ ไม่ได้หรือ”

                ระหว่างที่สมองหยุดทำงานเพราะได้แต่นึกหาทางรับมือการโจมตีแต่ละกระบวน เอย์จุนเอ่ยออกมาอย่างจนใจ จะอย่างไรก็อยากเกลี้ยกล่อมให้ยอมแพ้ให้ได้...เสียงนั้นดังไม่เกินเสียงกระซิบ มีเพียงมิยูกิคนเดียวที่ได้ยิน แสดงว่าคนพูดคงไม่อยากให้บอสของอินาชิโระเข้ามายุ่ง

                เป็นอย่างนี้ยังพอมีทางเจรจา...

                “ช่วยออมมือลงอีกนิดแล้วมาคุยกันหน่อยเถอะ”

                “...?”

                ดวงตาสีอำพันโตขึ้นเล็กน้อย อดีตเด็กเกยอมลดกำลังและความเร็วลง กระนั้นก็ยังซัดมือและเท้าเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ส่อพิรุธ มิยูกิล่ะนับถือนัก...ขนาดนี้เขายังได้แต่ปัดป้องอย่างน่าอนาถ หาช่องสวนกลับไม่ได้เลย

                “ตัวประกันมีหมอนั่นคนเดียวใช่มั้ย?”

                หน้าแข้งจู่โจมในความสูงระดับต้นคอ มิยูกิยกแขนขึ้นมากันได้ทันท่วงทีเพราะความเร็วอีกฝ่ายตกลงแล้ว กระนั้นกำลังขาที่ยังหนักหน่วงก็เหนี่ยวตัวเขาเซไปทั้งการ์ด...ระดับต่างกันเกินไปจริงๆ คำเล่าลือเกี่ยวกับความแข็งแกร่งนั่นเป็นของแท้อย่างไม่ต้องสงสัย ชั่วชีวิตนี้บางทีเขาคงไม่อาจก้าวข้ามคนคนนี้ไปได้

                เด็กหนุ่มใช้ขาข้างหนึ่งยันร่างกายสุดกำลังถึงประคองตัวเอาไว้สำเร็จ มีเวลาเพียงหนึ่งวินาทีสำหรับการตั้งตัวรับการจู่โจมระลอกใหม่ ดวงตาเห็นคู่ต่อสู้พยักหน้านิดๆ ตอบคำถามก่อนซัดหมัดตรงเข้ามาอีกระลอก มิยูกิไม่สามารถหลบหมัดนั้นได้ทัน

                ฟุ่บ

                ...โชคดีที่มันเฉียดข้างหูไป แสดงว่าเทวดาน้อยของเขาจงใจโจมตีพลาด

                หัวหน้าใหญ่พยายามหลบมือเท้าที่พุ่งเข้ามาไม่หยุด ปากก็กระซิบเสียงเบา “ฉันจะส่งสัญญาณให้พวกคุราโมจิช่วยตัวประกัน เท่านี้นายก็ไม่ต้องสู้กับฉัน”

                “แบบนั้นไม่ได้”

                ปึ้ก!

                หมัดซ้ายกระแทกการ์ด...เจ็บจนนิ่วหน้า

                เอย์จุนพึมพำเสียงเครียดขณะที่ยังขยับเท้าเข้าหาเพื่อไล่ต้อนมิยูกิ “ผมตอบรับข้อเสนอของฝ่ายนั้นเพราะไม่อยากเสี่ยงให้ซาโตรุบาดเจ็บ เดิมทีเรื่องชิงตัวประกัน...แค่คนคนเดียวผมก็ช่วยได้ แต่ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่เร็วไปกว่ามีดที่จ่อซาโตรุอยู่แน่เลยยอมทำตามเงื่อนไขที่ทางนั้นยื่นมา”

                เม็ดเหงื่อไหลตามโครงหน้าหล่อเหลา

                ความปลอดภัยของตัวประกันสำคัญที่สุด

                พูดแบบนี้แสดงว่าไม่อยากให้มีแม้แต่รอยขีดข่วนเพิ่ม...โจทย์ยาก เป็นไปไม่ได้แน่


                “เฮ้ นี่นายออมมือหรือไง”


                เสียงมุไคเร่งมาอีกครั้ง มิยูกิอยากจะปราดไปเสยคางอีกฝ่ายนัก

                เด็กหนุ่มพยายามยื้อเวลาขณะสบดวงตาคู่สีอำพันซึ่งกลับมาเพิ่มแรงตอบสนองคำพูดดังกล่าว การหาทางคลี่คลายปัญหาทำได้ยากเหลือเกินเมื่อไม่มีเวลามานั่งคิดดีๆ...ใช้หัวไปวิวาทแบบเสียเปรียบไปมันเกินกำลังนะเฟ้ย บัดซบเอ๊ย!

                อ๊ะ จริงด้วย...

                “...แต่ฮาราดะซังอาจจะไม่คืนเพื่อนนายก็ได้นี่! ถึงจะชนะฉันถ้าเขาไม่คืนคน นายจะทำยังไง!”

                เรี่ยวแรงมหาศาลกระชากเสื้อก่อนกระแทกลงกับพื้น หัวเข่ากดหลังมิยูกิอย่างไร้ความปราณี มือข้างหนึ่งรวบแขนสองข้าง อีกมือจับหมับเข้าที่ไหล่ ภายในเวลาไม่กี่วินาทีที่เกิดความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ เอย์จุนพูดเร็วปรื๋อราวกับคิดคำตอบของคำถามนี้ไว้ก่อนแล้ว “เอาชนะนายคนเดียวง่ายกว่าคนทั้งโขยง ฉันเลยลองเสี่ยงกับทางเลือกนี้ก่อน”

                รอบตัวอื้ออึงทันที่ที่บอสฝ่ายหนึ่งโดนรวบตัว ฝั่งเซย์โดหน้าเครียดในฉับพลัน

                “ยอมแพ้เถอะ”

                คราวนี้เอย์จุนพูดด้วยระดับเสียงปกติให้ทุกคนได้ยินกันทั่ว มิยูกิซึ่งเพิ่งได้พักหายใจรีบกอบอากาศเข้าปอด ดวงตาจ้องเขม็งไปยังบอสโรงเรียนศัตรู แทนที่จะยอมแพ้กลับพูดเรื่องอื่นออกไปแทน

                “ฮาราดะซังไม่ได้เป็นคนวางแผนเรื่องจับตัวประกันใช่รึเปล่า!”

                เด็กปีสามซึ่งหน้าแก่กว่าอายุจริงหลายปีเลิกคิ้ว ในใจนึกสงสัยว่าเจ้าคนปลิ้นปล้อนจะมาไม้ไหน ขณะเดียวกันก็ไม่อยากตกหลุมพรางอีกฝ่ายโง่ๆ

                เขาเลือกจะนั่งเงียบอย่างเดิม

                กลับเป็นมุไคที่ตอบตอบสนองด้วยการกดดันคนกลางสนาม เด็กหนุ่มทิ้งน้ำหนักลงบนร่างตัวประกันจนได้ยินเสียงสำลัก...คนหมดสติกลับมาลืมตาอย่างสะลึมสะลืออีกครั้ง

                “ซา...!”

                “หยุดอยู่ตรงนั้น!”

                ก่อนเอย์จุนได้ตะโกนจบ คมมีดในมือกดลงบนโหนกแก้ม...อีกนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ...คงได้เห็นเลือดกันแน่ มุไคยังคงเป็นมุไคที่เด็ดขาดเสมอ เขาใช้ความปลอดภัยของฟุรุยะมาข่มขู่ให้เร่งลงมือปิดบัญชีบอสฝั่งเซย์โดซึ่งบัดนี้โดนรวบตัวอยู่กลางสนาม

                ทว่ารองบอสของอินาชิโระลงมือผิดไปนิดหน่อย

                ดวงตาสีอำพันเบิกโพลง ความรู้สึกหายไปจากใบหน้า...สติของซาวามุระ เอย์จุนใกล้หลุดเข้าไปทุกที เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเย็นเยือกเมื่อเห็นภาพดังกล่าวว่า “ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าสร้างแผลให้หมอนั่นมากไปกว่านี้จะเล่นงานพวกนายให้ยับ...”

                จิตสังหารแหลมคมหนักหน่วงจนคนถืออาวุธหน้าซีด เผลอชักมีดออกราวกับถูกควบคุม

                บรรยากาศรอบตัวชายผู้ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดราวกับจะขยี้ทุกสิ่งให้แหลกเป็นชิ้นๆ

                มิยูกิจ้องฟุรุยะเขม็ง...ชังน้ำหน้าจับใจ ทำไมเทวดาน้อยสุดที่รักต้องทำเพื่อหมอนี่ขนาดนี้ด้วย! โธ่เว้ย! โดนกระทืบแหลกไปซะเหอะ! หมั่นไส้โว้ย!

                “จะยังไงก็แล้วแต่ยอมแพ้หรือยังมิยูกิ คาซึยะ สภาพนายตอนนี้ตอบโต้ไม่ได้แล้ว ยื้อไปก็รังแต่จะเจ็บตัวฟรีไปเรื่อยๆ เท่านั้นแหละ” ฮาราดะ มาสะโทชิส่งสายตาปรามผู้ใต้บังคับบัญชาก่อนปรายตามองศัตรูที่สยบแทบเท้าหนุ่มรุ่นน้องอย่างง่ายดายทั้งที่ปีก่อนตนทุ่มสุดกำลังก็ทำได้เพียงประมืออย่างสูสี

                “อย่าเพิ่งพูดอย่างนั้นน่า ฟังผมก่อนเถอะ” มิยูกิยังเล่นลิ้น แน่นอนว่าแม้พูดจาไม่เข้าหูแต่เด็กหนุ่มฉลาดพอจะไม่ใช้น้ำเสียงยั่วยุเพื่อให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากมากขึ้น “ฮาราดะซัง วิธีการนี้มันมีช่องโหว่อยู่นะ ล้มเลิกซะเถอะ ปล่อยตัวประกันแล้วมาสู้กันแฟร์ๆ ดีกว่า อย่าดึงคนนอกมาเอี่ยวเลย”

                “ฉันไม่สนใจฟังนายพล่ามหรอกนะ!” มุไคกระชากเสียง เขาหันไปตะโกนกับเอย์จุน “เราจะปล่อยตัวเพื่อนของนายแน่ๆ เก็บตัวไว้ก็ไม่ได้อะไร รีบจัดการหมอนั่นได้แล้ว!”

                เอย์จุนซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความสัมพันธ์ระหว่างสองโรงเรียนหันมาตั้งสมาธิกับบอสโรงเรียนตัวเองในทันที

                มิยูกิรีบยื้อเวลา “เดี๋ยว!”

                “ไม่ล่ะ...” คนพูดส่ายศีรษะขณะปฏิเสธน้อยๆ อย่างสงบ “ฉันไม่มีเวลาแล้ว ซาโตรุหัวแตก ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสิบกว่าชั่วโมงแล้วด้วย ถึงจะรู้สึกผิดต่อนายอยู่บ้างแต่มันจำเป็น ขอโทษนะ”

                หัวไหล่ถูกกำแน่น มิยูกิเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ...เทวดาน้อยจะถอดไหล่เขาหรือไง ทำเป็นด้วยเรอะ! ฟาดให้สลบไม่เป็นแต่ถอดไหล่เป็นเนี่ยนะ!

                “อย่านะ!”

                “งั้นฉันจะเริ่มจากมือก่อนแล้วกัน เผื่อนายจะปฏิเสธหลังจากนี้”

            กร๊อบ

                “...!!!!!!!!!!!!!”

                ศักดิ์ศรีของบอสทำให้มิยูกิกัดปากจนเลือดซิบ ทว่าสีหน้าที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างชัดเจนเรียกความพึงพอใจให้กับเด็กอินาชิโระอย่างมาก

                เหล่าอันธพาลโรงเรียนเซย์โดต่างกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดแทบทะลุ สถานการณ์แบบนี้ยังไงก็ไม่มีทางสงบใจได้...หากไม่ใช่บอสส่งสัญญาณว่าห้ามขยับตัวทำอะไรทั้งสิ้นพวกเขาไม่มีทางจะยืนเฉยอย่างนี้แน่

                มิยูกิหอบแฮ่กมองการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด

                ...มือขวาไปซะแล้ว

                เขาไม่รู้วิธีขยับมือให้เข้าที่จึงจำต้องปล่อยให้อยู่สภาพนั้นต่อไป...ตอนเหลือบตามองพอเห็นว่าข้อมือสีไม่เปลี่ยนแต่ผิดรูปไปเล็กน้อย อาการไม่ถึงขั้นเลวร้าย...มั้งนะ

                “ยังไม่ยอมแพ้อีกเหรอ” น้ำเสียงของมาสะโทชิแจ่มใสขึ้นมาก

                เอย์จุนหันหน้าไปทางหัวโจกที่จับตัวเพื่อนรักตัวเองไป คิ้วขยับชนกัน น้ำเสียงก็ดุดันตามไปด้วย “เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง ปล่อยซาโตรุได้แล้ว”

                ทว่ามุไคกลับส่ายหัว “ยังไม่หมดสภาพนี่นา เมื่อก่อนนายเล่นเอิกเกริกกว่านี้อีกไม่ใช่รึไง? นี่เลือดสักหยดยังไม่เห็นเลยนะ”

                “ผมไม่มีความแค้นกับผู้ชายคนนี้ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น” เอย์จุนตอบอย่างหนักแน่น

                เทวดาน้อย...

                ถึงจะโดนอัดทั้งตัว มือเป็นอย่างที่เห็น ตอนนี้ก็ยังถูกคุมตัว...ทว่ามิยูกิรู้ดีแก่ใจว่าเทวดาน้อยออมมือสุดๆ คนที่เคยอัดคุราโมจิจนปากและคิ้วแตกเยินอย่างในรูปที่เคยเห็นไม่มีทางมีฝีมือแค่นี้แน่ เขาซึ้งใจเด็กหนุ่มรุ่นน้องคนนี้สุดกำลัง ทั้งคิดจะเจรจากับเขา ทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการทำร้ายเขา ต่อให้สุดท้ายยังเล่นงานอย่างไม่มีทางเลือกแต่ก็ทำดีที่สุดแล้ว

                เรื่องที่ว่ารักคุณธรรมสุดๆ เป็นเรื่องจริง ไม่มีข้อโต้แย้ง

                ...แต่เบามือได้อีกนิดจะดีมากเลย

                “หลังจากนี้พวกนายก็ไปจัดการกันเองสิ ผมไม่เกี่ยวด้วยแล้ว” เอย์จุนยังต่อรองกับเด็กหนุ่มผมสีดำในช่วงที่มิยูกิกำลังหลุดเข้าไปเพ้อเจ้อในโลกของตัวเอง

                “แต่เงื่อนไขการแพ้ชนะคือ ‘หมดสภาพ’ กับ ‘ยอมแพ้’ ยังไม่บรรลุเงื่อนไขสักหน่อย อย่างน้อยก็ต้องถอดไหล่สักสองข้าง...ไม่สิ สักข้าง” มาสะโทชิไม่อ่อนข้อให้โดยง่าย “ในเมื่อนายไม่เกี่ยวจะเล่นงานหมอนี่สักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่”

                คนต้องตัดสินใจหน้าเครียด มือข้างที่จำกัดอิสระมิยูกิเผลอบีบแน่นด้วยความอึดอัด

                จิตมโนธรรมกับความสำคัญของฟุรุยะ ซาโตรุตีกันอย่างรุนแรง

                ทันใดนั้น...


                พลั่ก!!!


                บรรยากาศตึงเครียดถูกทำลายลง

                ทุกสายตาพร้อมใจกันมองร่างมุไคที่กระเด็นหวือโดยไม่ได้นัดหมาย

                ศีรษะของเด็กหนุ่มโดนกระแทกด้วยก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นอย่างแรงจนร่างกายกระเด็นออกด้านข้าง เลือดสีแดงพุ่งกระฉูดราวกับหนังสยองขวัญ ขนาดแค่มองยังเจ็บแทนทั้งยังนึกในใจว่าใครกันหนอช่างลงมือได้ไร้เมตตาถึงเพียงนี้



                “มาช่วยแล้วนะ บอส!”


                ที่ดินร้างแห่งนี้มีกำแพงขนาบสามทิศทางทำให้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว และตรงนั้นที่เคยเปิดโล่ง บัดนี้กลับมีกองกำลังที่สามรวมกลุ่มปักหลักขวางอยู่...ตรงหน้าสุดของกองกำลังเด็กมัธยมปลายหลากเครื่องแบบมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนยิ้มยิงฟันขณะโยนก้อนหินที่ขนาดไม่ด้อยไปกว่าก้อนที่เพิ่งกระแทกหัวมุไค ไทโย

                มาสะโทชิมองเด็กหนุ่มในเครื่องแบบโรงเรียนอินาชิโระอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

                “ซานาดะ ชุนเปย์...?”

No comments:

Post a Comment