Fanfic
Daiya no A
±1
[Part 3]
Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating : SFW
แม้จะเป็นเด็กเก มิยูกิ
คาซึยะก็เป็นเด็กเกที่ขยันเรียนมาก...เข้าห้องเรียนตลอด จดเลคเชอร์สม่ำเสมอ
งานส่งครบ ทั้งยังทำคะแนนสอบได้ดี เด็กหนุ่มเป็นคนมีความรับผิดชอบ
เรื่องเรียนเป็นเรื่องหลัก เรื่องวิวาทเป็นงานอดิเรก
จะยอมให้งานอดิเรกมาส่งผลกระทบต่องานหลักอย่างการเรียนหนังสือไม่ได้
เขารักอนาคตมากกว่า
และเพราะเวลาวิวาทบางครั้งตรงกับเวลาเรียน
มิยูกิจึงไม่ยอมใช้โควตาขาดเรียนอันล้ำค่าไปกับการโดดเรียนเพื่อนั่งๆ นอนๆ
ลอยชายอย่างคนอื่น
เป็นเด็กเกที่มีวินัย
ด้วยเหตุนี้หากมิยูกิไม่เข้าห้องเรียน เพื่อนร่วมห้องจะรู้ได้ทันทีว่าถ้าไม่ป่วยก็ไปมีเรื่อง
วันนี้สาเหตุการขาดเรียนคืออย่างหลัง...มีนัดกับอินาชิโระตอนเที่ยง
ค่อนข้างจะเป็นนัดกะทันหันเพราะเด็กของโรงเรียนฝ่ายตรงข้ามมายืนรอหน้าประตูตอนเกือบเก้าโมงครึ่ง
คนออกไปรับหน้าคือคุราโมจิ อันดับสองของกลุ่มโทรมาตอนกำลังเรียนวิชาวรรณกรรมร่วมสมัย
ครูหน้าห้องเป็นครูใหม่
รู้จักมิยูกิแค่เป็นหัวโจกจึงไม่กล้าต่อว่าฐานใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน
แม้ไม่รู้ทำไมทางนั้นนัดมากะทันหัน เขาก็ยังออกคำสั่งให้เพื่อนตอบรับคำท้า
เหล่าอันธพาลรวมกลุ่มโดดเรียนตั้งแต่ก่อนเที่ยงไปเติมท้องพอไม่ให้ว่างก่อนตรงไปยังที่นัดหมายตามเวลานัด
ณ ที่ดินร้างไม่ไกลจากโรงเรียนอินาชิโระ
พวกคู่อริมาถึงก่อนแล้ว คาดว่าคงมารอได้สักพัก
คนที่ปรากฏตัวอยู่หน้าสุดคือเด็กหนุ่มร่างใหญ่ชื่อฮาราดะ มาสะโทชิผู้เป็นหัวหน้า
“ไม่เจอกันนาน เหมือนน้ำหนักจะขึ้นหรือเปล่าครับ~”
คำทักแรกเปิดมาก็อ้อนเท้า...บอกได้คำเดียวว่าสมเป็นมิยูกิ
มันช่วยไม่ได้ที่อยากกวนโอ๊ย
บอสฝ่ายนั้นทำหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตนชนะแน่
เห็นแล้วเกิดสันดานเสียอยากอัดให้ผยองไม่ออก
ไม่แน่ใจว่าที่อีกฝ่ายทำหน้ามั่นใจอย่างนั้นเพราะเจ้าเด็กหัวหงอกยอมตกลงมาช่วยวิวาทหรือเปล่า...แต่เขาเคยคิดเผื่อกรณีนี้ไว้เหมือนกัน
เตรียมมาตรการรับมือมาระดับหนึ่งแล้วล่ะ
ขณะหักไม้หักมือรอสัญญาณลั่นระฆังรบ
บอสของอิชิโระกลับก้าวขึ้นมาจนอยู่ห่างจากพรรคพวกด้านหลังหลายวา
“ฉันอยากกำหนดเงื่อนไขการดวล”
...มือชะงักในท่ากำลังหักนิ้ว คิ้วเข้มเลิกขึ้น
จะมาไม้ไหนล่ะนั่น
ความสงสัยผุดพรายพร้อมกับความตื่นเต้นที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน
เลือดลมสูบฉีดจนใจเต้นแรง...มิยูกิรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นมาในบัดดล
หัวโจกฝั่งเซย์โดเดินนำลูกน้องมายืนประจันหน้ากับมาสะโทชิในระยะห่างห้าก้าว
ยอมรับข้อเสนอด้วยน้ำเสียงระรื่นน่าหมั่นไส้ “ว่ามาเลยครับ~”
เขาไม่กลัวเงื่อนไขสักนิด
ไม่ว่าเงื่อนไขจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็ใช่ว่าผู้เจรจาจะทำตามข้อตกลงเสมอไป
สำหรับมิยูกิสัจจะเป็นอะไรที่หวังพึ่งไม่ได้
มีแต่ศักดิ์ศรีนั่นแหละที่จะเป็นตัวบังคับให้ทำตาม เขาอาศัย ‘ช่องโหว่’
ของเงื่อนไขเล่นลูกไม้อยู่ตลอด
ไม่นึกว่าศัตรูที่รู้เช่นเห็นชาตินิสัยนี้ดีจะยังขวัญกล้ายื่นข้อเสนอ
การตะลุมบอนแบบไร้กฎน่าจะดีกว่าแท้ๆ
บางทีคงวางแผนอะไรไว้…
ทว่ามิยูกิรู้ดีว่ามาสะโทชิไม่ใช่บอสเจ้าแผนการ
นอกจากนี้ยังไม่เคยได้ยินว่าอินาชิโระมีกุนซืออยู่เบื้องหลัง...ทว่านี่มันปีการศึกษาใหม่แล้ว
อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปได้ จะคิดเผื่อว่าอีกฝ่ายมีพวกหัวเสธฯ
อยู่ในกลุ่มไว้ก่อนก็แล้วกัน เท่าที่ประเมินจากสายตา อินาชิโระมีคนน้อยกว่า
หากไม่มีลูกไม้ส่งกำลังเสริมมาสมทบภายหลัง...ไอ้ข้อตกลงที่ว่าน่ะรับๆ
ไปก่อนก็ไม่มีปัญหา เพลี่ยงพล้ำขึ้นมาค่อยแหกมันซะ
คนขี้โกงวางแผนเป็นช่องเป็นฉาก
มาสะโทชิพูดด้วยสีหน้าจริงจังเมื่อได้รับความเห็นชอบ
“เซย์โดกับอินาชิโระ...จะส่งตัวแทนหนึ่งคนมาดวลตัวต่อตัวนัดเดียวจบ
คนชนะจะได้เขตอำนาจที่อีกฝ่ายดูแลไปครอง
หลังจากนั้นใครมาอวดเบ่งที่อาณาเขตอีกฝ่ายจะถูกสำเร็จโทษตามที่เจ้าถิ่นเห็นชอบ”
ฟังแล้วมิยูกิถึงกับผิวปากหวือ
ตัวต่อตัวเหรอ...ไม่ได้กำหนดว่าเป็นบอสด้วยสิ
“เงื่อนไขการแพ้ชนะกับอาวุธล่ะ”
“ทางนายมีข้อเสนอมั้ยล่ะ”
มาสะโทชิถามย้อนด้วยเสียงทุ้มต่ำเคร่งขรึมผิดกับคู่สนทนา
หากมิยูกิเป็นพวกยิ้มรับทุกสถานการณ์ มาสะโทชิก็เป็นบอสผู้เอาจริงเอาจัง
“ถ้าตามปกติก็ต้องตัดสินแพ้ชนะด้วยการยอมแพ้หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดสภาพจนสู้ต่อไม่ไหว
แต่ถ้าอยากจะเพิ่มน็อกนับสิบด้วยก็ไม่ว่ากัน...กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหนีจะนับว่าแพ้ทันที
และผู้ชนะสามารถจัดการได้ตามใจชอบ ส่วนอาวุธแล้วแต่ตัวแทนจะดีกว่ามั้ง”
พูดอย่างกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง...
มิยูกิมองประเมินศัตรูขณะรับฟังอย่างตั้งใจ ก่อนหน้านี้เวลาตีกัน
เมื่อสู้ไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ยอมแพ้ก็จะเผ่นป่าราบเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนยำเละ
การตัดสินตัวต่อตัวนอกจากจะเห็นผลแพ้ชนะได้ชัดเจนยังลดความเสียหายลงได้มาก
บางทีอินาชิโระอาจมีคนเท่าที่เห็นจริงๆ
ถึงได้พยายามหลีกเลี่ยงการตะลุมบอนโดยใช้วิธีดวลตัวต่อตัวมาเสนอ
หากสมมติฐานของเขาถูกต้อง แสดงว่าเซย์โดได้เปรียบ
...และมาท้าเองแบบนี้แสดงว่ามั่นใจในฝีมือคนที่จะส่งมาสู้อย่างมาก
แต่ไม่กลัวฝั่งพวกเขาตระบัดสัตย์หรือไง? ในเมื่อแข็งแกร่งกว่า
เกิดแพ้ขึ้นมาก็ยกพวกรุมตีได้
หรือจะไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้? หรือจะไว้ใจเซย์โดมาก?
ปลายนิ้วแตะคาง สมองยังคงทำงานเต็มกำลัง มิยูกิกำลังแตกแขนงความยิบย่อย
ใคร่ครวญอย่างหนักว่าสมควรรับคำท้าไหม ควรเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือเปล่า
หากไม่ทำตามข้อตกลงอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับคืออะไร
เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเวลาบอสคนอื่นจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างคิดเยอะอย่างตนหรือไม่
ทว่าเวลานี้เขาแบกชื่อของโรงเรียนอยู่ ทำอะไรซี้ซั้วไม่ได้
มาสะโทชิเงียบไปเมื่อเด็กหนุ่มคู่กรณียืนนิ่งเป็นรูปปั้น
“ตกลงซะ”
เสียงสนับสนุนดังมาจากแนวหลัง
เจ้าของเสียงจะเป็นใครไปได้นอกจากพ่อหนุ่มห้าวจัดคุราโมจิ โยอิจิ
อันดับสองของกลุ่มเดาะลิ้นขณะเชิดคางมองเด็กอินาชิโระด้วยแววตาหยามเหยียดทั้งที่ปากพูดกับผู้นำฝ่ายตน
“แกจะมาป๊อดอะไร เป็นบอสก็ต้องโชว์พาวสิวะ อย่ามาหยำฉานะเว้ย!”
หยาบคายชะมัด...หยำฉงหยำฉาอะไร
มิยูกิถอนใจ
ขณะเดียวกันรอยยิ้มที่เริ่มเลือนหายก็กลับมาปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง...นี่สินะการเป็นนักเลง
บางทีก็ต้องขว้างเหตุผลทิ้งไปบ้างเพื่อชักจูงใจของเหล่าคนข้างหลัง
มีหัวหน้าปอดแหกที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไร เป็นเขาก็คงไม่เอาด้วย
อุตส่าห์เดินทางสายนี้เพื่อความสนุกสนานทั้งที...
...ถ้าแพ้ค่อยมาแก้มือแล้วกัน
“ได้ ทางเราตกลง”
เขายอมรับง่ายๆ
คำตอบออกมาแล้ว เก็บกลับคืนไม่ได้อีก
มิยูกิยืนหลังตรงอย่างองอาจขณะเอียงคอมองบอสฝั่งตรงข้ามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
แม้ทุกการกระทำจะชวนมอง ทว่าในสายตาคู่อริเด็กหนุ่มกลับดูอวดดีขึ้นจากที่อวดดีอยู่แล้วเป็นทบทวี
“ฝั่งเซย์โดจะส่งใครมาล่ะ”
บอสมาสะโทชิว่าขณะถอยกลับไปรวมกับคนอื่นเมื่อการเจรจาลุล่วง
เขาเลือกนั่งชันเข่าขึ้นหนึ่งข้างบริเวณที่มีหญ้าปกคลุมบางๆ
แสดงออกชัดมากว่าตนไม่ใช่ตัวแทน
แม้กังวลใจอยู่บ้างที่การดวลเดี่ยวทำให้ระบบหมาหมู่ถูกขับออกจากรายชื่อตัวช่วย
กระนั้นมิยูกิก็ยังมั่นใจในความสามารถของตนว่าจะไม่แพ้ใครก็ตามที่ฝ่ายตรงข้ามส่งมา
เขายกมือขวาขึ้นระดับไหล่ ตอบอย่างเย็นใจเหลือแสนว่า “ผมเอง~”
เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบๆ รอดูว่านารุมิยะ เมย์จะมาปรากฏตัวจากมุมไหน
บางทีอาจปะปนอยู่ในกลุ่มเด็กอินาชิโระที่ยืนออแน่นขนัดทางด้านหลัง...เปิดตัวด้วยการให้คนอื่นแหวกทางให้แล้วเดินเก๊กออกมา
มิยูกิมีบัญชีหมั่นไส้ติดค้างกับหมอนี่ฐานมาวอแวเทวดาน้อยของตน
รับรองว่าจะไม่ออมมือแน่
ทว่าสิ่งที่รอคอยไม่เกิด ฝูงชนไม่ได้แหวกออก การเคลื่อนไหวกลับเกิดขึ้นที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านข้างระหว่างเด็กเซย์โดและเด็กอินาชิโระ
เสียงแซ่กๆ ดังขึ้น
...ใบไม้ร่วงกราว
และแล้วร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ร่อนลงพื้นอย่างงดงาม
มิยูกิมองเงาร่างที่กำลังยืดตัวขึ้นยืนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้...
“...ผมเป็นตัวแทนฝั่งอินาชิโระ”
เด็กหนุ่มคนดังกล่าวเป็นคนเดียวกับที่เป็นรักแรกพบคนนั้น
ซาวามุระ เอย์จุนเอ่ยด้วยเสียงเรียบเย็น
ใบหน้าไร้อารมณ์ผิดกับสีหน้ายิ้มแย้มร่าเริงตอนอยู่กับเพื่อนร่วมห้อง...กลายเป็นเทวดาที่ยืนกลางสมรภูมิรบแล้วจริงๆ
มิยูกิที่ควบคุมการแสดงออกได้ดีมาตลอดเผลอหลุดใจจริงออกมาในตอนนั้น
โชคดีที่เขาหันหลังให้พวกคุราโมจิ
ไม่อย่างนั้นเจ้าพวกนั้นคงรู้แน่ว่าตนลงมือกับคนตรงหน้าไม่ได้
ทำไมล่ะ...
ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม
“ทั้งที่รับปากไปแล้วว่าจะไม่มีเรื่อง เสียใจจริงๆ ที่รักษาคำพูดไม่ได้”
เอย์จุนเอ่ยอย่างรู้สึกผิด ใบหน้าหมองลงเล็กน้อย
ทว่ายังคงยืนเผชิญหน้ากับมิยูกิอย่างองอาจ “ผมจำเป็นต้องชนะ
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้นายถอนตัวจะได้ไม่เจ็บฟรี”
“ทำไมแกถึงไปอยู่กับพวกนั้นได้!!”
จังหวะที่บอสยังพูดไม่ออก พวกเซย์โดคนอื่นตั้งท่าพร้อมรบอย่างตึงเครียด
โดยเฉพาะเหล่าคนที่เคยเผชิญหน้ากับเอย์จุนโดยตรงมาก่อนจะเครียดเป็นพิเศษ
สาเหตุเป็นเพราะรู้ดีว่าบอสคนปัจจุบันไม่สามารถเอาชนะคนตรงหน้าได้
ดวงตาสีอำพันมองเหล่าเด็กหนุ่มที่แผ่ความเป็นอริออกมาจนแสบผิวก่อนละทิ้งความสนใจแล้วหันมาทางคู่ต่อสู้
ริมฝีปากเปล่งเสียงคล้ายจะขอความเมตตาว่า “คุณหัวโจก ยอมแพ้เถอะ
เราไม่มีความแค้นต่อกัน ผมไม่อยากทำร้ายคุณเลย”
“งั้นนายก็ถอนตัวสิ” หัวโจกใหญ่พึมพำเมื่อหาเสียงตัวเองพบ
สีหน้าย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด
เอย์จุนขมวดคิ้วอย่างอึดอัด “ทำแบบนั้นไม่ได้”
...โดนบังคับรึ
มิยูกิมองทางฝั่งอินาชิโระที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน
ราวกับนึกสงสารอยากตอบปัญหาคาใจ คนพวกนั้นแหวกทางให้คนด้านในเดินออกมา
ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกผลักล้มลงพื้น มือและเท้าถูกมัดอย่างแน่นหนา
แม้มองไม่เห็นแผลตามตัวแต่อีกฝ่ายไม่มีสติแล้ว
เด็กหนุ่มคนนั้นคือฟุรุยะ ซาโตรุ
ตัวประกัน...
มิยูกิเข้าใจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
“คุณให้เท..แค่ก ให้ซาวามุระ
เอย์จุนเป็นลูกน้องแลกกับหมอนั่นงั้นเหรอฮาราดะซัง
ความคิดพรรค์นั้นมีแต่ช่องโหว่เต็มไปหมด” ใจไม่อยากสู้
ต่อให้สู้ก็อาจจะสู้ไม่ได้อย่างที่คนอื่นคิด มิยูกิมีแต่ต้องหาทางแก้ปัญหาอื่นนอกเหนือจากการดวลเดี่ยวกับเทวดาน้อย
“ปกติแล้วคนที่จับตัวคนอื่นเป็นตัวประกันต้องปิดบังตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกตามล้างแค้นถูกเว้นแต่จะมีกำลังเหนือกว่า
แต่กรณีของคุณมันไม่ใช่! ฮาราดะซังน่ะสู้ซาวามุระ เอย์จุนไม่ได้!
ทำแบบนี้มีแต่จะเพาะความแค้นให้หมอนี่ไปตามเอาคืนทีหลังก็เท่านั้น
ไม่รู้หรอกว่าคิดอะไรอยู่แต่เปลี่ยนแผนตอนนี้ก็ยังทันนะ!”
ใครคนหนึ่งก้าวเท้าออกมาตามหลังตัวประกัน ผมสีดำแสกกลางยาวปรกต้นคอ...มุไค
ไทโย
ผู้มาใหม่นั่งทับแผ่นหลังฟุรุยะอย่างวางมาด
มือจับมีดผีเสื้อจ่อใบหน้าคนหมดสติอย่างไม่ลังเล คมมีดสัมผัสผิวสีขาวถากๆ
ออกแรงขึ้นอีกนิดเลือดสีแดงฉานคงไหลอาบใบมีดเปล่งประกายนั้น
“อย่ายืดเยื้อ พ่อเทวดาสีดำ อยากให้หน้าหล่อๆ ของเพื่อนรักเป็นแผลหรือไง
นี่ไม่ใช่เวลามาทำตัวรักคุณธรรมหรอกน่า ลงมือได้แล้ว”
มุไคเมินเฉยต่อวาจาของมิยูกิโดยสิ้นเชิง
เอย์จุนเห็นใบมีดสัมผัสผิวเพื่อนก็กลับมามีสมาธิ
ดูท่าจะไม่อยากเสียเวลาจนเกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตัวประกัน
เขาเอ่ยกับมิยูกิว่า “เงื่อนไขการแลกตัวหมอนั่นคือเอาชนะนายไม่ใช่ไปเป็นลูกน้องใคร
ดังนั้นขอโทษด้วยที่ต้องลงมือ”
เห็นเอย์จุนเข้าโหมดเตรียมพร้อม มาสะโทชิให้คำแนะนำในฐานะผู้มีประสบการณ์มาก่อน
“ระวังลูกตุกติกของหมอนั่นไว้ด้วยล่ะ
ครั้งที่แล้วฉันโดนสเปรย์พริกไทยอัดสองตาเต็มๆ”
“ขี้โกงจริงๆ...” เอย์จุนพึมพำขณะขมวดคิ้ว
มิยูกิอยากจะกรีดร้องให้แผ่นดินสะเทือน
อย่ามองเขาแบบน้านนนนน...!
น้ำตาแทบไหลแต่ไม่มีเวลาให้มาทำตัวไร้สาระ เด็กหนุ่มถอดแว่นเก็บใส่กระเป๋ากางเกงได้ทันท่วงทีขณะโยกตัวหลบขายาวๆ
ของอีกฝ่ายที่โจมตีโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง
เขารังเกียจตัวเองขึ้นมาจับใจที่หวังอยากให้เทวดาน้อยใส่กางเกงขาสั้นจะได้เห็นขาวอบแวบขณะเคลื่อนไหว
ช่วยไม่ได้...เพิ่งเคยเห็นใส่ชุดไปรเวทครั้งแรกนี่นา
ฮือ น่ารักที่สุด
รู้เต็มอกว่าควรห่วงชีวิตแต่มันเกินจะหักห้ามใจ
ได้แต่สมเพชจิตเบื้องต่ำที่โผล่ออกมาแวบหนึ่งเมื่อสักครู่ขณะปล่อยให้สายตากับสัญชาตญาณทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย
ตอนนี้ถ้าสติหลุดได้โดนเทวดาน้อยเหยียบมิดแน่...
มิยูกิอยากเค้นรอยหยักในสมองแก้สถานการณ์ทว่าสมาธิเกือบทั้งหมดพุ่งไปยังการรับมือเอย์จุนที่พอโจมตีปุ๊ปก็โหมรุกอย่างดุเดือด
เด็กคนนั้นสมแล้วที่ถูกประณามว่าเป็นอสุรกาย
การโจมตีนอกจากรวดเร็วยังหนักหน่วงและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน แค่หลบหลีกยังรากเลือด
พลาดโดนเฉี่ยวบ้างโดนอัดบ้างก็หลายครั้ง ทั้งยังไม่เปิดช่องว่างให้ตอบโต้...เสียงร่างกายแหวกอากาศเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ
แล้วด้วย
อย่าบอกนะว่าออมมือแล้วค่อยๆ เอาจริง...
หากเดาถูกนรกคงอยู่ไม่ไกลเพราะออมมือยังไม่มีปัญญาสู้
คนเป็นบอสใหญ่อย่างเขาได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน
“ผมไม่รู้วิธีฟาดให้สลบเหมือนในหนัง มีแต่ต้องทำให้เจ็บจนสลบเท่านั้น
ยอมแพ้ดีๆ ไม่ได้หรือ”
ระหว่างที่สมองหยุดทำงานเพราะได้แต่นึกหาทางรับมือการโจมตีแต่ละกระบวน
เอย์จุนเอ่ยออกมาอย่างจนใจ
จะอย่างไรก็อยากเกลี้ยกล่อมให้ยอมแพ้ให้ได้...เสียงนั้นดังไม่เกินเสียงกระซิบ
มีเพียงมิยูกิคนเดียวที่ได้ยิน แสดงว่าคนพูดคงไม่อยากให้บอสของอินาชิโระเข้ามายุ่ง
เป็นอย่างนี้ยังพอมีทางเจรจา...
“ช่วยออมมือลงอีกนิดแล้วมาคุยกันหน่อยเถอะ”
“...?”
ดวงตาสีอำพันโตขึ้นเล็กน้อย อดีตเด็กเกยอมลดกำลังและความเร็วลง
กระนั้นก็ยังซัดมือและเท้าเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ส่อพิรุธ มิยูกิล่ะนับถือนัก...ขนาดนี้เขายังได้แต่ปัดป้องอย่างน่าอนาถ
หาช่องสวนกลับไม่ได้เลย
“ตัวประกันมีหมอนั่นคนเดียวใช่มั้ย?”
หน้าแข้งจู่โจมในความสูงระดับต้นคอ
มิยูกิยกแขนขึ้นมากันได้ทันท่วงทีเพราะความเร็วอีกฝ่ายตกลงแล้ว
กระนั้นกำลังขาที่ยังหนักหน่วงก็เหนี่ยวตัวเขาเซไปทั้งการ์ด...ระดับต่างกันเกินไปจริงๆ
คำเล่าลือเกี่ยวกับความแข็งแกร่งนั่นเป็นของแท้อย่างไม่ต้องสงสัย
ชั่วชีวิตนี้บางทีเขาคงไม่อาจก้าวข้ามคนคนนี้ไปได้
เด็กหนุ่มใช้ขาข้างหนึ่งยันร่างกายสุดกำลังถึงประคองตัวเอาไว้สำเร็จ
มีเวลาเพียงหนึ่งวินาทีสำหรับการตั้งตัวรับการจู่โจมระลอกใหม่
ดวงตาเห็นคู่ต่อสู้พยักหน้านิดๆ ตอบคำถามก่อนซัดหมัดตรงเข้ามาอีกระลอก
มิยูกิไม่สามารถหลบหมัดนั้นได้ทัน
ฟุ่บ
...โชคดีที่มันเฉียดข้างหูไป แสดงว่าเทวดาน้อยของเขาจงใจโจมตีพลาด
หัวหน้าใหญ่พยายามหลบมือเท้าที่พุ่งเข้ามาไม่หยุด ปากก็กระซิบเสียงเบา “ฉันจะส่งสัญญาณให้พวกคุราโมจิช่วยตัวประกัน
เท่านี้นายก็ไม่ต้องสู้กับฉัน”
“แบบนั้นไม่ได้”
ปึ้ก!
หมัดซ้ายกระแทกการ์ด...เจ็บจนนิ่วหน้า
เอย์จุนพึมพำเสียงเครียดขณะที่ยังขยับเท้าเข้าหาเพื่อไล่ต้อนมิยูกิ
“ผมตอบรับข้อเสนอของฝ่ายนั้นเพราะไม่อยากเสี่ยงให้ซาโตรุบาดเจ็บ
เดิมทีเรื่องชิงตัวประกัน...แค่คนคนเดียวผมก็ช่วยได้
แต่ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่เร็วไปกว่ามีดที่จ่อซาโตรุอยู่แน่เลยยอมทำตามเงื่อนไขที่ทางนั้นยื่นมา”
เม็ดเหงื่อไหลตามโครงหน้าหล่อเหลา
ความปลอดภัยของตัวประกันสำคัญที่สุด
พูดแบบนี้แสดงว่าไม่อยากให้มีแม้แต่รอยขีดข่วนเพิ่ม...โจทย์ยาก
เป็นไปไม่ได้แน่
“เฮ้ นี่นายออมมือหรือไง”
เสียงมุไคเร่งมาอีกครั้ง มิยูกิอยากจะปราดไปเสยคางอีกฝ่ายนัก
เด็กหนุ่มพยายามยื้อเวลาขณะสบดวงตาคู่สีอำพันซึ่งกลับมาเพิ่มแรงตอบสนองคำพูดดังกล่าว
การหาทางคลี่คลายปัญหาทำได้ยากเหลือเกินเมื่อไม่มีเวลามานั่งคิดดีๆ...ใช้หัวไปวิวาทแบบเสียเปรียบไปมันเกินกำลังนะเฟ้ย
บัดซบเอ๊ย!
อ๊ะ จริงด้วย...
“...แต่ฮาราดะซังอาจจะไม่คืนเพื่อนนายก็ได้นี่! ถึงจะชนะฉันถ้าเขาไม่คืนคน
นายจะทำยังไง!”
เรี่ยวแรงมหาศาลกระชากเสื้อก่อนกระแทกลงกับพื้น หัวเข่ากดหลังมิยูกิอย่างไร้ความปราณี
มือข้างหนึ่งรวบแขนสองข้าง อีกมือจับหมับเข้าที่ไหล่
ภายในเวลาไม่กี่วินาทีที่เกิดความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้
เอย์จุนพูดเร็วปรื๋อราวกับคิดคำตอบของคำถามนี้ไว้ก่อนแล้ว
“เอาชนะนายคนเดียวง่ายกว่าคนทั้งโขยง ฉันเลยลองเสี่ยงกับทางเลือกนี้ก่อน”
รอบตัวอื้ออึงทันที่ที่บอสฝ่ายหนึ่งโดนรวบตัว
ฝั่งเซย์โดหน้าเครียดในฉับพลัน
“ยอมแพ้เถอะ”
คราวนี้เอย์จุนพูดด้วยระดับเสียงปกติให้ทุกคนได้ยินกันทั่ว
มิยูกิซึ่งเพิ่งได้พักหายใจรีบกอบอากาศเข้าปอด
ดวงตาจ้องเขม็งไปยังบอสโรงเรียนศัตรู แทนที่จะยอมแพ้กลับพูดเรื่องอื่นออกไปแทน
“ฮาราดะซังไม่ได้เป็นคนวางแผนเรื่องจับตัวประกันใช่รึเปล่า!”
เด็กปีสามซึ่งหน้าแก่กว่าอายุจริงหลายปีเลิกคิ้ว
ในใจนึกสงสัยว่าเจ้าคนปลิ้นปล้อนจะมาไม้ไหน
ขณะเดียวกันก็ไม่อยากตกหลุมพรางอีกฝ่ายโง่ๆ
เขาเลือกจะนั่งเงียบอย่างเดิม
กลับเป็นมุไคที่ตอบตอบสนองด้วยการกดดันคนกลางสนาม
เด็กหนุ่มทิ้งน้ำหนักลงบนร่างตัวประกันจนได้ยินเสียงสำลัก...คนหมดสติกลับมาลืมตาอย่างสะลึมสะลืออีกครั้ง
“ซา...!”
“หยุดอยู่ตรงนั้น!”
ก่อนเอย์จุนได้ตะโกนจบ คมมีดในมือกดลงบนโหนกแก้ม...อีกนิดเดียว
นิดเดียวจริงๆ...คงได้เห็นเลือดกันแน่ มุไคยังคงเป็นมุไคที่เด็ดขาดเสมอ
เขาใช้ความปลอดภัยของฟุรุยะมาข่มขู่ให้เร่งลงมือปิดบัญชีบอสฝั่งเซย์โดซึ่งบัดนี้โดนรวบตัวอยู่กลางสนาม
ทว่ารองบอสของอินาชิโระลงมือผิดไปนิดหน่อย
ดวงตาสีอำพันเบิกโพลง ความรู้สึกหายไปจากใบหน้า...สติของซาวามุระ
เอย์จุนใกล้หลุดเข้าไปทุกที เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเย็นเยือกเมื่อเห็นภาพดังกล่าวว่า
“ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าสร้างแผลให้หมอนั่นมากไปกว่านี้จะเล่นงานพวกนายให้ยับ...”
จิตสังหารแหลมคมหนักหน่วงจนคนถืออาวุธหน้าซีด
เผลอชักมีดออกราวกับถูกควบคุม
บรรยากาศรอบตัวชายผู้ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดราวกับจะขยี้ทุกสิ่งให้แหลกเป็นชิ้นๆ
มิยูกิจ้องฟุรุยะเขม็ง...ชังน้ำหน้าจับใจ
ทำไมเทวดาน้อยสุดที่รักต้องทำเพื่อหมอนี่ขนาดนี้ด้วย! โธ่เว้ย!
โดนกระทืบแหลกไปซะเหอะ! หมั่นไส้โว้ย!
“จะยังไงก็แล้วแต่ยอมแพ้หรือยังมิยูกิ คาซึยะ
สภาพนายตอนนี้ตอบโต้ไม่ได้แล้ว ยื้อไปก็รังแต่จะเจ็บตัวฟรีไปเรื่อยๆ เท่านั้นแหละ”
ฮาราดะ
มาสะโทชิส่งสายตาปรามผู้ใต้บังคับบัญชาก่อนปรายตามองศัตรูที่สยบแทบเท้าหนุ่มรุ่นน้องอย่างง่ายดายทั้งที่ปีก่อนตนทุ่มสุดกำลังก็ทำได้เพียงประมืออย่างสูสี
“อย่าเพิ่งพูดอย่างนั้นน่า ฟังผมก่อนเถอะ” มิยูกิยังเล่นลิ้น แน่นอนว่าแม้พูดจาไม่เข้าหูแต่เด็กหนุ่มฉลาดพอจะไม่ใช้น้ำเสียงยั่วยุเพื่อให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากมากขึ้น
“ฮาราดะซัง วิธีการนี้มันมีช่องโหว่อยู่นะ ล้มเลิกซะเถอะ
ปล่อยตัวประกันแล้วมาสู้กันแฟร์ๆ ดีกว่า อย่าดึงคนนอกมาเอี่ยวเลย”
“ฉันไม่สนใจฟังนายพล่ามหรอกนะ!” มุไคกระชากเสียง เขาหันไปตะโกนกับเอย์จุน
“เราจะปล่อยตัวเพื่อนของนายแน่ๆ เก็บตัวไว้ก็ไม่ได้อะไร รีบจัดการหมอนั่นได้แล้ว!”
เอย์จุนซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความสัมพันธ์ระหว่างสองโรงเรียนหันมาตั้งสมาธิกับบอสโรงเรียนตัวเองในทันที
มิยูกิรีบยื้อเวลา “เดี๋ยว!”
“ไม่ล่ะ...” คนพูดส่ายศีรษะขณะปฏิเสธน้อยๆ อย่างสงบ “ฉันไม่มีเวลาแล้ว
ซาโตรุหัวแตก ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสิบกว่าชั่วโมงแล้วด้วย
ถึงจะรู้สึกผิดต่อนายอยู่บ้างแต่มันจำเป็น ขอโทษนะ”
หัวไหล่ถูกกำแน่น
มิยูกิเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ...เทวดาน้อยจะถอดไหล่เขาหรือไง ทำเป็นด้วยเรอะ!
ฟาดให้สลบไม่เป็นแต่ถอดไหล่เป็นเนี่ยนะ!
“อย่านะ!”
“งั้นฉันจะเริ่มจากมือก่อนแล้วกัน เผื่อนายจะปฏิเสธหลังจากนี้”
กร๊อบ
“...!!!!!!!!!!!!!”
ศักดิ์ศรีของบอสทำให้มิยูกิกัดปากจนเลือดซิบ
ทว่าสีหน้าที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างชัดเจนเรียกความพึงพอใจให้กับเด็กอินาชิโระอย่างมาก
เหล่าอันธพาลโรงเรียนเซย์โดต่างกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดแทบทะลุ
สถานการณ์แบบนี้ยังไงก็ไม่มีทางสงบใจได้...หากไม่ใช่บอสส่งสัญญาณว่าห้ามขยับตัวทำอะไรทั้งสิ้นพวกเขาไม่มีทางจะยืนเฉยอย่างนี้แน่
มิยูกิหอบแฮ่กมองการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
...มือขวาไปซะแล้ว
เขาไม่รู้วิธีขยับมือให้เข้าที่จึงจำต้องปล่อยให้อยู่สภาพนั้นต่อไป...ตอนเหลือบตามองพอเห็นว่าข้อมือสีไม่เปลี่ยนแต่ผิดรูปไปเล็กน้อย
อาการไม่ถึงขั้นเลวร้าย...มั้งนะ
“ยังไม่ยอมแพ้อีกเหรอ” น้ำเสียงของมาสะโทชิแจ่มใสขึ้นมาก
เอย์จุนหันหน้าไปทางหัวโจกที่จับตัวเพื่อนรักตัวเองไป คิ้วขยับชนกัน
น้ำเสียงก็ดุดันตามไปด้วย “เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง ปล่อยซาโตรุได้แล้ว”
ทว่ามุไคกลับส่ายหัว “ยังไม่หมดสภาพนี่นา
เมื่อก่อนนายเล่นเอิกเกริกกว่านี้อีกไม่ใช่รึไง? นี่เลือดสักหยดยังไม่เห็นเลยนะ”
“ผมไม่มีความแค้นกับผู้ชายคนนี้ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น”
เอย์จุนตอบอย่างหนักแน่น
เทวดาน้อย...
ถึงจะโดนอัดทั้งตัว มือเป็นอย่างที่เห็น
ตอนนี้ก็ยังถูกคุมตัว...ทว่ามิยูกิรู้ดีแก่ใจว่าเทวดาน้อยออมมือสุดๆ
คนที่เคยอัดคุราโมจิจนปากและคิ้วแตกเยินอย่างในรูปที่เคยเห็นไม่มีทางมีฝีมือแค่นี้แน่
เขาซึ้งใจเด็กหนุ่มรุ่นน้องคนนี้สุดกำลัง ทั้งคิดจะเจรจากับเขา
ทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการทำร้ายเขา
ต่อให้สุดท้ายยังเล่นงานอย่างไม่มีทางเลือกแต่ก็ทำดีที่สุดแล้ว
เรื่องที่ว่ารักคุณธรรมสุดๆ เป็นเรื่องจริง ไม่มีข้อโต้แย้ง
...แต่เบามือได้อีกนิดจะดีมากเลย
“หลังจากนี้พวกนายก็ไปจัดการกันเองสิ ผมไม่เกี่ยวด้วยแล้ว”
เอย์จุนยังต่อรองกับเด็กหนุ่มผมสีดำในช่วงที่มิยูกิกำลังหลุดเข้าไปเพ้อเจ้อในโลกของตัวเอง
“แต่เงื่อนไขการแพ้ชนะคือ ‘หมดสภาพ’ กับ ‘ยอมแพ้’
ยังไม่บรรลุเงื่อนไขสักหน่อย อย่างน้อยก็ต้องถอดไหล่สักสองข้าง...ไม่สิ สักข้าง”
มาสะโทชิไม่อ่อนข้อให้โดยง่าย
“ในเมื่อนายไม่เกี่ยวจะเล่นงานหมอนี่สักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่”
คนต้องตัดสินใจหน้าเครียด
มือข้างที่จำกัดอิสระมิยูกิเผลอบีบแน่นด้วยความอึดอัด
จิตมโนธรรมกับความสำคัญของฟุรุยะ ซาโตรุตีกันอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น...
พลั่ก!!!
บรรยากาศตึงเครียดถูกทำลายลง
ทุกสายตาพร้อมใจกันมองร่างมุไคที่กระเด็นหวือโดยไม่ได้นัดหมาย
ศีรษะของเด็กหนุ่มโดนกระแทกด้วยก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นอย่างแรงจนร่างกายกระเด็นออกด้านข้าง
เลือดสีแดงพุ่งกระฉูดราวกับหนังสยองขวัญ ขนาดแค่มองยังเจ็บแทนทั้งยังนึกในใจว่าใครกันหนอช่างลงมือได้ไร้เมตตาถึงเพียงนี้
“มาช่วยแล้วนะ บอส!”
ที่ดินร้างแห่งนี้มีกำแพงขนาบสามทิศทางทำให้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว
และตรงนั้นที่เคยเปิดโล่ง
บัดนี้กลับมีกองกำลังที่สามรวมกลุ่มปักหลักขวางอยู่...ตรงหน้าสุดของกองกำลังเด็กมัธยมปลายหลากเครื่องแบบมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนยิ้มยิงฟันขณะโยนก้อนหินที่ขนาดไม่ด้อยไปกว่าก้อนที่เพิ่งกระแทกหัวมุไค
ไทโย
มาสะโทชิมองเด็กหนุ่มในเครื่องแบบโรงเรียนอินาชิโระอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“ซานาดะ ชุนเปย์...?”
No comments:
Post a Comment