Fanfic Daiya no A
±1
[Part 2]
Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating : SFW
มิยูกิตัดสายเพื่อนอย่างรวดเร็วก่อนหย่อนโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋ากางเกง
ร่างกายตื่นตัวเตรียมพร้อม เขาหันหน้าไปทางเมย์
อีกฝ่ายขยับตัวแบบไม่น่าไว้ใจเมื่อไหร่จะได้รับมือทันท่วงที แม้คู่มือจะเก่งกาจ
แต่เขาเป็นถึงบอส...มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ระดับหนึ่งล่ะน่า
ทว่าเมย์กลับมองข้ามมิยูกิโดยสิ้นเชิง
เด็กหนุ่มก้มหน้าลง ไหล่สั่นกึกๆ เสียงหัวเราะประหลาดหลุดออกมา จากนั้น...
“อ๊า! ทนไม่ไหวแล้ว! เอย์จุนในชุดเบลเซอร์ล่ะ!”
คนที่อดกลั้นได้จนถึงเมื่อครู่ตบะแตกกะทันหัน
เด็กหนุ่มต่างโรงเรียนพุ่งเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงเอย์จุนด้วยความเร็วที่มิยูกิมองทันแค่หลังไหวๆ
ใบหน้าของเมย์แดงก่ำฉายชัดถึงความปลาบปลื้มขณะยังคลอเคลียเด็กอีกคนไม่ห่าง
ปากก็พร่ำไม่หยุดว่า ‘น่าร้ากกก!’
“...”
หัวโจกแห่งเซย์โดยืนอึ้งกับภาพที่เห็น
ศัตรูตัวฉกาจกำลังน้วยเทวดาน้อยของเขา ความอิจฉาและไม่พอใจพุ่งปรี๊ด...กล้าดียังไงมาทำแบบนี้หา!
เขาน่ะขนาดแตะเนื้อต้องตัวยังไม่เคยเลยนะ!
แม้จะไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อยในใจกลับเดือดพล่าน
ที่น่าตกใจคือเอย์จุนไม่ได้ประหลาดใจหรือตกใจเลยที่ถูกจู่โจมสายฟ้าแลบ
ใบหน้าน่ารักเผยความอ่อนใจออกมาขณะมองลูกลิงที่เกาะตัวเองหนึบหนับ
“มาทำอะไรครับ มะ...นารุมิยะซัง”
“ไม่อ๊าว เรียกเมย์ซังเหมือนเดิมสิ!”
“นารุมิยะซัง ปล่อยเถอะครับ” เอย์จุนดูเพลียมาก
กระนั้นก็ไม่ได้ใช้กำลังผลักไส...บางทีการทำแบบนั้นอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงล่ะมั้ง
“ไม่!” เมย์ทำปากยื่นอย่างดื้อดึง มือยังรัดคนอีกคนโดยไม่แคร์สายตาชาวบ้าน
“...แต่ถ้ายอมเรียกว่าเมย์ซังเหมือนเมื่อก่อนจะยอมปล่อยก็ได้!”
เจอข้อเรียกร้องเอาแต่ใจเอย์จุนยิ่งกลัดกลุ้ม
ฟุรุยะตั้งท่าจะเข้ามาช่วยแกะตังเม ทว่าคนโดนเกาะยกมือขึ้นข้างหนึ่งบอกว่าไม่ต้อง
เขายอมทำตามคำขอน่าปวดเศียรด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“เมย์ซัง ไปคุยกันสบายๆ ที่อื่นเถอะ”
“ต้องแบบนี้แหละ! วิธีเรียกเหมือนภรรยาที่น่ารัก ยอดเยี่ยมที่สุด...!”
ภรรยาบ้าบออะไร เจ้าคนน่ารังเกียจเอ๊ย!
เด็กหนุ่มผมสีซีดยอมปล่อยมือแล้วถอยมายืนกุมจมูกตั้งหลักในระยะห่างสองก้าว
เสียงลมหายใจหนักหน่วงทำมิยูกิเผลอเบ้หน้าด้วยความรังเกียจ
ความรู้สึกเป็นอริทบทวีถึงขั้นอยากวางแผนยกพวกไปดักรุมสกรัม
นึกสงสัยขึ้นมาครามครันว่าสองคนนี้มีความเกี่ยวข้องกันยังไง
ทำไมถึงเรียกชื่อกันอย่างสนิทสนมแบบนั้น แล้วไอ้ระดับสกินชิปนั่นอีก...!
เขานึกว่าจะมาท้าฟาดแข้ง แต่สิ่งที่เห็นห่างไกลจากการคาดเดาไปไกลลิบ
...ไกลจริงๆ
“เฮ้อ เครื่องแบบตอน ม.ต้นเป็นกาคุรันนี่นา ถึงจะเยี่ยมก็เหอะ
แต่ฉันชอบเบลเซอร์มากกว่านะ”
เมย์ยังพล่ามไม่หยุด
คราวนี้เข้าไปเกาะแขนคลอเคลียไม่ได้เพราะฟุรุยะปักหลักยืนขวาง
ด้วยขนาดตัวที่ต่างกันเกินไป คนตัวเล็กกว่าได้แต่ยืนฮึ่มฮั่มอยู่ห่างๆ ใช้วิธีแทะโลมทางสายตาแทน
เอย์จุนหันมามองมิยูกิ พรูลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างลำบากใจ “นาย...เอ่อ
รู้จักคนคนนี้งั้นเหรอ”
คนคนนี้ที่ว่าย่อมหมายถึงเมย์
มิยูกิพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมทั้งที่มือไม้สั่น
โอย น่ารัก...
“เขามีเรื่องวิวาทหรือ” ครั้นมิยูกิพยักหน้ารับ สีหน้าหนุ่มน้อยก็ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม
“...แต่ผมไม่ได้คิดจะกลับไปมีเรื่องวิวาทหรอกนะ”
จากเงื่อนไขที่มิยูกิตั้งไว้
การผูกมิตรกับพวกนักเลงถือเป็นการตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกตน
ยิ่งโรงเรียนอินาชิโระเป็นคู่ปรับหมายเลขหนึ่งด้วยแล้ว
ไม่แปลกเลยหากเอย์จุนจะวิตกกังวล มิยูกิเข้าใจจุดนั้นดีว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดูลำบากใจ
เจ้าของผมสีซีดเห็นท่าทางของสองคนดูตึงเครียดเกินกว่าจะเป็นการสนทนาสัพเพเหระ
สีหน้ากระตือรือร้นเมื่อครู่หายไป กลายเป็นนารุมิยะ
เมย์คนที่มิยูกิพบก่อนเอย์จุนจะปรากฏตัว เด็กหนุ่มต่างโรงเรียนก้าวมาขวางมิยูกิ
สีหน้าเจือความวางโต มุมปากเผยรอยยิ้มเยาะหยันอย่างคนเหนือกว่า
“อะไรกัน นี่นายกำลังตั้งตัวเป็นศัตรูกับเอย์จุนของฉันอยู่หรือไง”
มิยูกิอยากจะตวาดสวนว่าของนายซะเมื่อไหร่...แต่มันไม่ใช่เวลา
บอสของเซย์โดมองเด็กต่างโรงเรียนด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแม้ใบหน้ายังเปื้อนยิ้มบาง
“เกี่ยวอะไรกับนาย”
เมย์หัวเราะหึเมื่อได้ยินคำถาม
ดวงตาสีฟ้ายามนี้ฉายแววดูถูกเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง “ฉันยอมรับว่านายเก่ง
แล้วก็เคยคิดว่าฉลาด...แต่ดูท่าจะคิดผิดแฮะ นายนี่โง่ชะมัด”
รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า ‘คนโง่’
“อย่าลำพองตัวนักคาซึยะ นายอาจจะเก่งก็จริง แต่คนที่เก่งที่สุดในเซย์โดไม่ใช่นาย”
เมย์แค่นเสียง
รอยยิ้มเหยียดบนใบหน้านั้นราวกับจะบอกว่าตัวเองรู้อะไรมากกว่าที่มิยูกิคิด
เขาเสริมต่อว่า “...ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกับเอย์จุน แค่เขายอมให้ก็ทำตัวกำแหงเสียแล้ว
เอย์จุนไม่จำเป็นต้องทำตามที่นายพูดด้วยซ้ำ ที่จริงนายน่าจะต้องก้มหัวกราบกรานด้วยความขอบคุณนะที่ไปอวดเบ่งกับเอย์จุนแล้วเขายอมปล่อยนายไว้น่ะ”
“นารุมิยะซัง...” เอย์จุนเรียกคนที่กำลังพูดจาไม่น่าฟังขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจระคนตึงเครียด
“ผมบอกไปแล้วนี่นาว่าไม่อยากมีเรื่องอีกน่ะ”
“เอย์จุน...” เมย์ครางตาละห้อย เสียงเปลี่ยนทันที
มาถึงขั้นนี้มิยูกิเริ่มเดาอะไรได้แล้ว
บางทีเมย์อาจจะเคยเป็นลูกน้องในกลุ่มของเอย์จุนมาก่อน
และสิ่งที่เจ้าตัวพูดมาก็เป็นความจริงชนิดเถียงไม่ออก
เขาไม่รู้ว่าคนที่เก่งที่สุดที่เมย์ว่าเป็นใคร มีตัวตนจริงหรือไม่
ที่แน่ๆ...เรื่องอวดเบ่งเป็นความจริง
เพราะเอย์จุนบอกว่าจะวางมือถึงได้ไม่ตอบโต้
ลองถ้าเจ้าตัวเป็นปิศาจร้ายของแท้แล้วคิดจะมาถล่มพวกตนมิยูกิจะมีปัญญาทำอะไรได้
แค่เจ้าตัวรับปากว่าจะอยู่อย่างสงบไม่คิดมาแย่งอำนาจก็เป็นทางเลือกที่ดีมากแล้ว
ไม่มีความจำเป็นต้องไปคาดคั้นบีบบังคับเลย พวกมิยูกิไม่มีไพ่ไปต่อรองตั้งแต่แรก...ไม่มีสิทธิ์ยื่นเงื่อนไขด้วยซ้ำ
แม้จะเป็นกลุ่มที่ยึดโรงเรียนอยู่ มั่นใจว่าคนมากกว่า น่าจะเอาชนะได้
แต่ไม่มีข้อมูลสักหน่อยว่าพรรคพวกของเอย์จุนมีใครบ้าง จำนวนมากน้อยเท่าไหร่
หากเปิดฉากห้ำหั่นแล้วแพ้แม้กระทั่งจำนวนคนคงไม่มีหน้าไปเรียกร้องอะไรอีก
อย่างที่พวกคุราโมจิบอกว่ากลุ่มของเอย์จุนเก่งมาก
ที่กลัวก็เพราะเก่งกว่ากลุ่มพวกเขาในตอนนี้ไม่ใช่หรือไง?
แต่ก็นั่นแหละ...คนเราย่อมอยากยกระดับตัวเอง
อยากอยู่เหนือคนที่คิดว่าจะมาเป็นพิษภัยต่อตัวเองให้ได้
อยากกดคนที่อยู่สูงกว่าให้ต่ำลง
พวกเขามีความมักใหญ่ใฝ่สูงแบบนั้น
พอเอย์จุนไม่ตอบโต้ถึงได้อยากกดหัวมากกว่าเดิม...จะว่าได้ใจก็ถูก
“เอาเป็นว่าผมยังยืนคำเดิม ไม่อยากมีเรื่องวิวาท
ไม่อยากได้เก้าอี้บอสของนายด้วย” เอย์จุนสรุปรวบรัดกับมิยูกิ
“หวังว่าจะไม่เอาเรื่องการพบปะกับเพื่อนเก่ามาเป็นข้ออ้างในการหาเรื่องนะ”
“แต่เห็นหมอนี่ทำตัวน่ารำคาญอย่างนี้ก็ชักอยากไซโคมาสะซังให้มาแย่งเขตอำนาจแถวนี้ซะแล้วสิ”
เมย์เปรยลอยๆ ผลคือโดนเอย์จุนปรามด้วยสายตาไปทีหนึ่ง
“ฉันบอกแล้ว ให้หักปีกแต่เนิ่นๆ”
บทสนทนาถูกแทรก
เสียงของผู้มาใหม่เป็นของคุราโมจิ โยอิจิ
เหล่าเด็กเกโรงเรียนเซย์โดรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่
คนเดินนำหน้าคือคุราโมจิกับมาเอโซโนะที่เป็นอันดับสองและสามของกลุ่ม
เพราะจับความผิดปกติได้ขณะโทรคุยกับบอส พรรคพวกจึงแห่มารวมตัวกันพร้อมหน้า
ภาพของเด็กหนุ่มท่าทางหาเรื่องหลายสิบชีวิตที่หน้าประตูโรงเรียนสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้พบเห็น
เด็กนักเรียนทั่วไปรีบเดินหนีไปทางอื่นด้วยเกรงจะเกิดเรื่องวิวาทและตนจะพลอยโดนลูกหลง
เมย์เห็นแล้วถึงกับผิวปากฟิ้ว “แห่กันมาเป็นฝูงเพื่อต้อนรับฉันคนเดียว
ประทับใจจัง~”
ฟังก็รู้ว่าโดนดูถูก
คุราโมจิหัวเราะลั่น
“ย้าฮ่าๆ การตีกันมันไม่มีกติกาซะหน่อย ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการอยู่แล้ว!”
หลักการนั้นเป็นหลักการที่มิยูกิยึดถือเช่นกัน
ได้ยินแล้วแต่ละคนมีปฏิกิริยาตอบสนองต่างกันไป...เมย์เชิดคางขึ้นเล็กน้อย
ริมฝีปากเผยยิ้มเหยียดขณะที่ดวงตาเต้นริก ฟุรุยะยกมือข้างหนึ่งนวดไหล่
ออร่าพร้อมรบกำจายจากตัวอย่างรุนแรงหากเงียบเชียบ
ส่วนเอย์จุนนั้น...เพียงแต่หรี่ตาลงเล็กน้อย
“คิดจะมีเรื่องกันให้ได้?”
เป้าถามคือมิยูกิที่เป็นบอส
คำพูดของหัวหน้าคำเดียวสามารถกำหนดทิศทางจุดจบของเรื่องได้
เห็นคนแห่กันมาเยอะแบบนี้จะใครก็คงคิดว่ามิยูกิเป็นตัวการ
สายตาของเอย์จุนที่มองมาแสดงออกว่าปักใจเชื่อไปแล้วว่ามิยูกิเป็นคนไม่ดี
กระทั่งน้ำเสียงยังเย็นชาอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ก่อนหน้านี้ไม่พอใจอย่างไรเอย์จุนก็ไม่เคยมองมาด้วยสายตามุ่งร้าย
เห็นได้ชัดว่าเรื่องคราวนี้กระตุกต่อมไม่พอใจของเด็กหนุ่มอย่างจัง
มิยูกิอยากจะบ้า ในฐานะบอสเขาไม่คิดว่าพวกคุราโมจิทำผิดอะไร
หากคู่กรณีเป็นคนอื่นไม่ใช่เทวดาน้อยมันต้องจบลงด้วยการยกพวกรุมอยู่แล้ว
ไม่เพียงไม่คัดค้าน มิยูกิยังเห็นดีเห็นงาม เพียงแต่พอเป็นเทวดาน้อย...
ก็เขาไม่อยากถูกเกลียดนี่...!
โอย... อย่าทำหน้าว่าเกลียดเขาแล้วได้มั้ย เจ็บปวดชะมัด...
น้ำตาท่วมใจแต่แสดงออกไม่ได้ช่างน่าเศร้า
ที่เลวร้ายกว่านั้นเอย์จุนยังตีความมิยูกิเป็นคนใจคดหน้ายิ้มไปแล้วด้วย
ความจริงเอย์จุนไม่อยากมีเรื่อง ก่อนหน้านี้พอประกาศถอนตัว
พวกที่เคยตีกันแถวบ้านเกิดก็ปล่อยเขาตามสบาย ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่อง
หนึ่งปีหลังถอนตัวชีวิตสงบสุขมาตลอด ไม่นึกว่าย้ายมาเมืองข้างๆ
สถานการณ์จะพลิกผันมาเป็นแบบนี้
เด็กหนุ่มผู้เป็นอดีตเด็กเกไม่ถนัดใช้สมอง
รู้แต่ว่าถ้าโดนรุมขึ้นมาคงนิ่งเฉยให้ทำร้ายฝ่ายเดียวไม่ได้
ในเมื่อสถานการณ์มันบังคับ เขาก็จำเป็นต้องปกป้องตัวเอง
คนขนาดนี้...คงหนีไม่พ้น
“เห จะเอาเหรอ~” เมย์ก้าวขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว
หักมือเสียงดังกรอบแกรบ ไม่หวั่นส่วนต่างจำนวนคนเลยสักนิด “ถ้าจะเอาจริงๆ
ฉันก็ไม่ขอสนกติกาเหมือนกัน อย่าคิดว่ามีแต่ตัวเองที่พวกมากนะเฟ้ย”
ฟุรุยะหยักหน้าหงึกหงักอยู่ไม่ไกล
เอย์จุนแทบกุมขมับ “เฮ้...”
“ไม่ได้อาละวาดให้เอย์จุนเห็นมาตั้งนาน เห็นทีต้องโชว์แมนสักหน่อยแล้ว”
เมย์ยังอารมณ์ดีพอจะพูดเล่น “ฟุรุยะ นายไม่ต้องเรียกพวกจุนซังก็ได้
เดี๋ยวฉันเรียกพวกมาสะซังเอง เท่านี้ก็จะเป็นการตีกันระหว่างโรงเรียนแล้ว
ถ้ามาสะซังรู้ว่านายกับฉันมาช่วยต้องยกพวกมาทันทีแน่ โอกาสงามๆ ในการชิงพื้นที่มาประเคนถึงปาก
มีแต่จะรี่เข้าหา”
นั่นไม่ใช่คำขู่...เมย์เป็นคนปากกล้าและพูดจริงทำจริงมาแต่ไหนแต่ไร
พอพูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงทันทีทว่าข้อมือถูกกระชากไว้เสียก่อน
“ซาโตรุ!”
เอย์จุนตะโกนลั่น
ฟุรุยะหันไปทางต้นเสียงโดยอัตโนมัติ ...แล้วเขาก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นมาเสียนาน
ทะเลแหวก
ผู้ที่ขวางทางโดนซัดกระเด็นด้วยน้ำมือคนคนเดียว
เมย์ซึ่งถูกลากถูลู่ถูกังร้อง ‘ว้าว’
ด้วยความประทับใจเมื่อเห็นเอย์จุนเตะกวาดในระยะประชิด
อดีตบอสผู้ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งราวปิศาจเพียงออกเท้าครั้งเดียวหลายชีวิตก็กระเด็นกันไปคนละทาง
ช่องว่างเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปลืองแรง
เอย์จุนมองตรงไปยังปลายทางของทะเลแหวก
“วิ่ง!”
ฟุรุยะยิ้มนิดๆ ขณะออกวิ่งตามเสียงนั้น
สามคนที่ถูกล้อมหนีออกไปได้อย่างงดงาม
คนที่ไม่เคยเห็นฝีมือเอย์จุนล้วนพากันยืนอึ้งมองพรรคพวกที่นอนล้มระเนระนาดลุกไม่ขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
แค่พริบตาเดียว...
...ลงมือเพียงครั้งเดียว
มิยูกิประจักษ์แก่ใจในตอนนั้น แค่การเคลื่อนไหวง่ายๆ
ที่ไม่ได้ประสงค์ร้ายยังสร้างความเสียหายได้ขนาดนี้ คนอื่นๆ
คงยิ่งไม่วางใจในตัวเอย์จุนเป็นแน่
...และเสียงของเขาเพียงคนเดียวก็คงไม่สามารถเปลี่ยนความคิดนั้นได้
ทั้งสามคนวิ่งตะบึงไม่หยุดเป็นเวลาร่วมห้านาทีค่อยเปลี่ยนเป็นเดินเท้าตามความเร็วปกติจนมาถึงที่หมาย
เอย์จุนเครียดจนหน้าเปลี่ยนสี อุตส่าห์อยู่อย่างสงบมาได้ตั้งเดือน
แค่เมย์โผล่มาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสถานการณ์ก็กลับตาลปัตรหน้ามือเป็นหลังเท้า
หลังจากนี้โดนตามราวีไม่หยุดแน่
คิดแล้วปวดกระเพาะ
ทว่าคนสร้างเรื่องปวดหัวกลับเอาแต่ทำหน้าระรื่นอยู่ข้างๆ
ไม่สำนึกแม้แต่น้อย
“ถึงหมอนั่นจะเคยบอกมาแล้วก็เหอะ แต่นายมาที่นี่ตลอดจริงๆ สินะ
เอาไว้เลิกเรียนฉันจะได้แวะมาบ้าง!” เมย์พูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขณะมองป้ายบอกสถานที่
‘โทโดโรกิ แบตติ้งเซ็นเตอร์’
จุดหมายปลายทางของพวกเอย์จุนคือแบตติ้งเซ็นเตอร์
ทันทีที่เดินเข้าไปก็มีคนคุ้นหน้าคุ้นตาออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าแจ่มใส
“วันนี้มาช้าจัง อ๊ะ นารุมิยะนี่นา วันนี้มาพร้อมบอสเหรอ”
ซานาดะ ชุนเปย์โบกไม้โบกมือ ข้างๆ
มีเด็กหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นรูปกากบาทที่แก้ม โทโดโรกิ ไรจิอยู่ด้วย
ทั้งคู่เปลี่ยนมาสวมชุดลำลอง ตอนนี้กำลังเตรียมอุปกรณ์ในร้านอย่างขะมักเขม้น
แบตติ้งเซ็นเตอร์แห่งนี้เป็นของครอบครัวโทโดโรกิแต่โทโดโรกิคนพ่อกลับเอาแต่นอนอู้
ปล่อยลูกชายกับลูกจ้างทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต
ตอนนี้ก็คงนอนตีพุงดูการแข่งเบสบอลตามเคย
พวกเอย์จุนวางกระเป๋าแล้วนั่งลงที่โต๊ะประจำ
ไรจิและซานาดะเป็นเด็กอินาชิโระทั้งคู่
การที่เมย์รู้ว่าทำไมเอย์จุนแวะมาที่นี่เป็นประจำก็เป็นเพราะพวกเขานี่แหละ
ทั้งสามคนเคยเป็นพรรคพวกในกลุ่มของเอย์จุนมาก่อน
แม้จะยุบกลุ่มไปแล้วเคยเรียกกันมายังไงก็ยังเรียกกันแบบเดิม
ไรจิกับซานาดะมีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองนี้
แต่ก็อยู่ห่างจากเมืองที่เอย์จุนอยู่ไม่เท่าไหร่
หลังบังเอิญสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันครั้งหนึ่งก็ขอติดตามเป็นลูกน้อง
อาจไม่ได้ไปรวมกลุ่มช่วยวิวาททุกครั้งแต่ก็ติดต่อกันสม่ำเสมอ
ตอนนี้มาอาศัยอยู่เมืองเดียวกันเลยพลอยได้เจอกันบ่อยขึ้น
จริงๆ แล้วพนักงานในร้านมีสามคน
คนสุดท้ายที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้นั่งเฝ้าเคาน์เตอร์
เป็นรุ่นพี่ที่เซย์โดและเป็นอดีตลูกน้องเก่าของเอย์จุนเหมือนกัน
โทโดโรกิคนพ่อเห็นว่าสนิทกับลูกชาย ตอนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหางานพิเศษทำก็เลยจ้างเขาง่ายๆ
พอเอย์จุนถามว่ารุ่นพี่คนดังกล่าวอยู่ไหน วันนี้ลาเหรอ
ไรจิก็ตอบเสียงซื่อว่าท้องเสีย หายเข้าห้องน้ำไปยี่สิบนาทีแล้ว
“ถึงจะว่างั้นก็เหอะ ฉันนึกว่านารุมิยะแวะไปหาบอสตั้งนานแล้วนะ
ไม่นึกว่าจะเพิ่งไปวันนี้” ซานาดะยิ้มขมขณะยกน้ำหวานมาให้เพื่อนๆ เป็นกรณีพิเศษ
พฤติกรรมติดเอย์จุนเข้าขั้นป่วยของเมย์คนในกลุ่มต่างรู้ดี
ไม่นึกว่าจะทนได้นานขนาดนี้
เมย์อมหลอดขณะว่าหน้าซื่อ “แหม ก็แค่อยากลองอดทนดูก่อนเท่านั้นเอง
ฉันเคยไปร่วมวงต่อยตีกับพวกมาสะซัง พวกเซย์โดจำหน้าได้ ขืนซี้ซั้วโผล่ไปแต่แรกเอย์จุนจะทำตัวลำบากน่ะสิ”
“แต่ตอนนี้ผลลัพธ์มันก็เป็นแบบนั้นไปแล้วน่ะนะ...”
“ไม่เอาน่า~ ถ้ายังทำหน้าแบบนั้นอีกฉันจะโดดข้ามโต๊ะไปกอดจริงๆ
นะเออ~”
เอย์จุนถอนใจกับคนไม่รู้สำนึก ส่วนฟุรุยะแสดงสีหน้ารังเกียจออกมานิดๆ
“เอาเถอะ เรื่องนั้นพักไว้ก่อน”
เด็กหนุ่มผมสีซีดวางแก้วลงบนกระดาษรองจากนั้นเอนตัวพาดแขนกับพนักเก้าอี้
นั่งไขว่ห้างได้ดูอวดเบ่งสุดๆ “มีเรื่องต้องบอกเอย์จุนไว้นิดหน่อยน่ะ”
เอย์จุนมองอดีตลูกน้องมือดี “อะไรเหรอ”
ไรจิกับซานาดะเห็นว่าน่าจะมีเรื่องซีเรียส
อาศัยว่ายังไม่มีลูกค้าจึงมาแอบอู้นั่งฟัง
กระนั้นมือก็ยังขัดบอลไปด้วยเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า
“ดูท่ามาสะซังจะอยากได้ตัวนายเข้ากลุ่มน่ะสิ...แย่จริงคนคนนั้น”
เมย์ขมวดคิ้วพลางว่า
“เพราะอินาชิโระกับเซย์โดตบตีแย่งอำนาจกันมาตลอดดันไม่มีแววจะชนะสักที
บอสของทางเซย์โดเองก็เป็นแบบนั้นด้วย...พอจะเข้าใจไหม
เหมือนบอสหุ่นเชิดน่ะ...คาซึยะเหมือนบอสที่คอยบัญชาการอย่างเดียวแต่เอาเข้าจริงดันเก่งเอาเรื่อง
ถึงจะเก่งแต่สารรูปแบบนั้นพอแพ้ก็อดเจ็บใจไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”
“เก่งขนาดนั้น?” ซานาดะเลิกคิ้ว
ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาเคยเห็นบอสของเซย์โด มองยังไงก็เหมือนจอมเจ้าเล่ห์มากกว่าอันธพาล
ได้ยินว่าหัวดีอยู่หรอก แต่บอกว่าต่อยตีเก่งด้วยนี่เกินคาด
เมย์ยักคิ้วแผล็บ “เป็นถึงหัวโจกที่คุมพวกเก่งๆ ยกโขยงเชียวนะ
มีดีแค่สมองน่ะเอาไม่อยู่หรอก” พูดจบก็เข้าประเด็นต่อ
“เพราะงั้นมาสะซังเลยอยากดึงตัวคนเก่งๆ มาถล่มเซย์โดให้ได้น่ะ ตอนฉันไปช่วยเมื่อปีก่อนจากที่สู้สูสีดันได้เปรียบขึ้นมาทันตาเห็น
ถ้าได้นายไปอยู่ด้วยอย่าว่าแต่เซย์โดเลย
จะพิชิตที่อื่นด้วยก็ไม่มีปัญหา...เขาต้องคิดแบบนั้นแน่
เลยมาบอกให้ระวังตัวเอาไว้”
“บอสดังขนาดนั้นเชียวเหรอ” ไรจิถามอ้อมแอ้ม
เขาอยู่เมืองนี้แต่ไม่คิดว่าเอย์จุนจะดังขนาดนั้น
รู้แค่มีชื่อเสียงมากที่เมืองข้างๆ
หนุ่มผมสีซีดแบมือระดับไหล่
“ที่รู้ก็เพราะเด็กที่เคยมีเรื่องกับเอย์จุนไปโม้ให้มาสะซังฟังน่ะสิ
ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้”
“เด็กคนที่ว่าใช่นายหรือเปล่า
รู้เรื่องวงในละเอียดขนาดนี้อย่าบอกนะว่าเข้ากลุ่มกับเขาแล้ว” ซานาดะยิ้มบาง
ถามทีเล่นทีจริง
“พูดม้าๆ! ถ้าจะมาเป็นบอสฉันอย่างน้อยก็ต้องเจ๋งให้ได้ระดับเอย์จุน
บอกไว้ก่อนว่าระดับมาสะซังน่ะทำให้ฉันก้มหัวให้ไม่ได้หรอก!” เมย์เสียงดังทันที
เจ้าตัวพูดอย่างแข็งกร้าวราวกับศักดิ์ศรีถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
เขาถูจมูกพลางโอ่ต่อว่า
“ฉันแค่ถูกทาบทามให้เข้ากลุ่มตลอดก็เลยรู้อะไรเยอะเท่านั้นแหละ
ถ้าบอสไม่น่าประทับใจพอล่ะก็ ขออยู่อย่างหมาป่าเดียวดายยังจะดีซะกว่า”
ซานาดะหัวเราะลั่นกับวาจาไม่ไว้หน้าบอสโรงเรียนตัวเอง
เขาเคยถูกดึงตัวเหมือนกันแต่ก็ปฏิเสธอย่างสุภาพไปโดยไม่ชี้แจงเหตุผล...ซึ่งไอ้เหตุผลที่ว่านั่นมันดันเหมือนเมย์จนอยากร้องไห้
ตอนยุบกลุ่ม บอสของพวกเขาบอกว่าให้ใช้ชีวิตตามใจชอบ
ถึงไปเข้ากลุ่มที่เคยเป็นคู่อริก็จะไม่แค้นเคือง
กระนั้นตอนนี้ก็ยังไม่ได้ยินว่ามีใครมีสังกัดใหม่ น่าจะยังแยกตัวเป็นอิสระทุกคน
พวกรุ่นพี่ที่ตอนนี้อยู่เซย์โดก็ไม่ได้ยินข่าวคราวว่าไปมีเรื่องที่ไหน
น่าจะทำตัวเป็นนักเรียนธรรมดา ดูปริมาณคนในกลุ่มที่ตอนนี้อยู่เซย์โดแล้ว
หากเข้าพวกกับมิยูกิ คาซึยะขึ้นมากองกำลังฝ่ายนั้นคงแกร่งขึ้นผิดหูผิดตาแน่
...เพราะแค่รวมกลุ่มกันเองก็คงถล่มแก๊งหัวโจกคนปัจจุบันได้ง่ายๆ
ขอเพียงเอย์จุนต้องการทุกคนคงจัดการเอาเก้าอี้บอสมาประเคนให้
ซานาดะรู้ดี...คนอื่นในกลุ่มก็เป็นเหมือนกับตนนี่แหละ
แต่บอสของเขาสัญญากับปู่ไว้แล้วว่าจะเลิก
ที่ถอนตัวก็เพราะทำให้ครอบครัวเป็นห่วง
แม้ที่คุณปู่คนนั้นป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลจะไม่เกี่ยวข้องกับที่หลานชายคนโปรดไปมีเรื่องเสียทีเดียวแต่เอย์จุนไม่อยากให้ปู่กังวลจนอาการทรุด
เขาตัดสินใจเองว่าจะเลิก จากนั้นก็ยุบกลุ่มและไม่เคยมีเรื่องอีกเลย
“ผมไม่เข้ากลุ่มของใครแน่” เอย์จุนยืนยันเจตนารมณ์เสียงหนักแน่น
“และก็ไม่คิดว่าคนพวกนั้นจะบังคับผมได้ด้วย”
“ก็ไม่แน่หรอก”
“อ๊ะ จุนซัง ท้องเสียหายแล้วเหรอ” ไรจิหันไปทักเจ้าของเสียงใหม่ตาใส
หนุ่มหน้าโหดอิซาชิกิ จุน
เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพหน้าซีดเซียวเกือบไร้สีเลือด แทบเท้ามีสุนัขตัวหนึ่ง
อดีตสุนัขถูกทิ้งพอเห็นพวกเอย์จุนก็โจนเข้าหา
ฟุรุยะซึ่งเอาแต่นั่งเงียบจนคนอื่นแทบลืมตัวตนอุ้มมันมานั่งตักแล้วลูบขนด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
เอย์จุนกับฟุรุยะเก็บมันได้ก่อนวันเปิดเทอมหนึ่งวัน
สองหนุ่มเจอสุนัขตัวผอมแห้งถูกทิ้งตากฝนอยู่ในลังกระดาษจึงเอาไปฝากไว้ที่บ้านไรจิ
พวกตนอยู่หอ เจ้าของไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์
โชคดีที่บ้านไรจิไม่ค่อยสนใจอะไรจึงรับฝากง่ายๆ
ตอนนี้จะว่าเป็นเจ้าของไปแล้วก็ไม่ผิด ความที่มันผอมมากและไม่สบาย
ท่าทางน่าเป็นห่วง
วันเปิดเทอมวันแรกเอย์จุนเอาแต่นั่งกังวลถึงมันจนแทบไม่เป็นอันเรียน
“แล้วก็พวกแก อู้อยู่ได้ ไปทำงานเซ่!”
จุนแหกปากใส่ลูกชายเจ้าของร้านกับลูกจ้างอีกคน
ไรจิซึ่งนั่งหลุกหลิกอยู่นานเหมือนโดนไฟลนก้น ผวาลุกตามคำสั่งแทบไม่ทัน
ไม่ไปตัวเปล่ายังลากซานาดะไปด้วย ไม่มีบารมีลูกชายเจ้าของร้านติดตัวแม้สักเสี้ยว
จุนเดินฮึดฮัดมานั่งหน้าบูดเฝ้าโต๊ะ
เอย์จุนหัวเราะกับความโหดเสมอต้นเสมอปลายของรุ่นพี่
พร้อมกันนั้นก็เอ่ยถามถึงเรื่องที่คุยค้างอยู่“ว่าแต่จุนซัง
ทำไมคิดว่าผมจะยอมเข้ากลุ่ม...เอ่อ...มาสะซัง?...ได้ล่ะ
ผมไม่เคยแพ้ใครเลยนะ เรื่องใช้กำลังบังคับน่ะ ไม่ไหวมั้ง”
เด็กหนุ่มสงสัยจากใจ เขาไม่ได้ยกหางตัวเอง
ทุกครั้งจะประเมินศัตรูตามความจริงเพื่อจะหาแนวทางรับมือได้ถูกต้อง
เมย์ไม่ได้ให้เครดิตบอสของอินาชิโระไว้สูง
ดังนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไรได้ไม่ใช่หรือ
ทว่าจุนกลับสวนเสียงเข้ม
“ฉันไม่ได้พูดถึงเรื่องการเล่นซึ่งหน้า”
“...?”
“ถ้าใครในกลุ่มเราโดนกระทืบต่อหน้า
แกยังมั่นใจอยู่อีกหรือเปล่าว่าจะไม่รับข้อเสนอของพวกมันน่ะ”
“...”
เจอหมัดน็อกแบบนี้สีหน้าแจ่มใสของเอย์จุนกลายเป็นเคร่งขรึม
ที่รุ่นพี่พูดมาเป็นความจริงทุกประการ และเรื่องทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
เพียงแต่สถานการณ์ไม่เคยไปถึงขั้นเลวร้ายเลยสักครั้ง
นอกจากนี้เมื่อก่อนเอย์จุนยังมีกำลังพลพร้อมพรัก...ไม่เหมือนปัจจุบันที่ไม่มีลูกน้องติดสอยห้อยตาม
“พูดก็พูดเถอะ” เห็นอดีตบอสยิ้มไม่ออก เมย์พูดขึ้นบ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“คนที่น่าจะเล่นลูกไม้แบบนั้นน่าจะเป็นคาซึยะมากกว่านะ
จะว่าไปที่พวกเซย์โดมาวุ่นวายต้องการอะไรจากเอย์จุนเหรอ
หรืออยากให้เข้ากลุ่มเหมือนกัน”
“...อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว...”
ฟุรุยะซึ่งกำลังลูบสัตว์หน้าขนสร้างออร่าดำทะมึนปกคลุมรอบตัวหนึ่งชั้น
แทบจะได้ยินเสียงอากาศสั่นสะเทือนจากแรงกดดันอันหนักหน่วงราวจะบดขยี้
เอย์จุนปลอบเพื่อนนิดหน่อยค่อยมาขยายความกับคนฟังที่เหลือ
“เขาขอให้ผมไม่ไปแย่งอำนาจ ให้อยู่สงบๆ น่ะ”
“...บังคับ” ฟุรุยะมิวายแก้ ท่าจะชิงชังกลุ่มหัวโจกโรงเรียนตัวเองมาก
สองหนุ่มคนฟังหันมองหน้ากัน
“ผมไม่ได้อยู่เซย์โดซะด้วย ไม่กล้าวิเคราะห์เป้าหมายคาซึยะเท่าไหร่
จุนซังเห็นว่าไง อย่างหมอนั่นน่ะ” เมย์โยนกลองไปทางรุ่นพี่ต่างโรงเรียน
คนหน้าหนวดนั่งเท้าคางกับเคาน์เตอร์ หลังกลอกตาไปมาสามตลบก็ตอบห้วนๆ ว่า
“จะไปรู้มันเรอะ!”
“เอ๋ แต่คิดตามปกติน่าจะอยากได้เป็นพวกมากกว่านี่นา
ทำไมมักน้อยขอแค่ให้อยู่เฉยๆ ได้ล่ะ”
คนมักเยอะส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอขณะแกว่งนิ้วชี้ไปมา “ไม่ๆ
ผมว่าอย่างคาซึยะต้องไม่หวังอะไรน้อยนิดอย่างงั้นแน่ หรือกลัวโดนตลบหลังถ้าเอามาไว้ใกล้ๆ?
หรือจะ...”
“ไอ้กร๊วกนั่นถึงขั้นเคยเอาไม้หน้าสามไปฟาดคู่ต่อสู้ตอนโดนท้าดวลตัวต่อตัวด้วย
ไอ้คนกลิ้งกลอกอย่างนั้นไม่มีทางมักน้อยแน่”
รุ่นพี่ท่านนี้ก็ไม่ไว้หน้าบอสโรงเรียนตัวเองพอกันกับคู่สนทนา
“อ๊ะ แต่ดวลตัวต่อตัวถ้าไม่พูดเรื่องอาวุธกันไว้ก่อนผมก็ใช้นะ”
“เพราะงี้ไงแกถึงเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน!
ความงามงดของการวิวาทมันต้องมือเปล่าเซ่!
แบบนี้ถึงจะตัดสินอย่างเที่ยงธรรมได้ว่าใครแข็งแกร่งอย่างแท้จริง!”
“หา เฉิ่มชะมัด เขาวิวาทเอาแพ้เอาชนะกันต่างหาก จุนซังนี่ไม่พัฒนาเอาซะเลย”
“แกว่าใครวะ!”
“เรื่องนั้นช่างเหอะน่า...ทั้งสองคนเลิกทะเลาะกันเถอะ ลูกค้าจะหนีแล้วแน่ะ”
เอย์จุนนั่งไหล่ตกอย่างห่อเหี่ยวขณะมองเหล่าหนุ่มสาวที่ยืนตาค้างไม่กล้าเข้าไปขัดการโต้เถียงของพนักงานหน้าโหดด้วยแววตาขอลุแก่โทษ
เด็กหนุ่มหวดไม้ระบายความเครียดอยู่ที่ร้านร่วมชั่วโมง พอรวมๆ เข้ากับเวลานั่งเล่นแล้ว
ออกจากแบตติ้งเซ็นเตอร์ตอนหกโมงครึ่งพอดี
ด้วยความที่ห้องพักทำอาหารไม่ได้...หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีปัญญาทำ
ตั้งแต่ออกจากบ้านมาเรียนม.ปลายที่เมืองข้างๆ
เอย์จุนกับฟุรุยะก็ฝากท้องไว้กับร้านข้างทางไม่ก็ร้านสะดวกซื้อตลอด
วันนี้เองก็นั่งกินมื้อเย็นข้างนอกค่อยกลับห้อง
ระหว่างทางเดินกลับ ฟุรุยะถามขึ้นลอยๆ เมื่อเห็นเพื่อนเดินเงียบๆ ผิดวิสัย
“คิดเรื่องที่อิซาชิกิซังบอกอยู่เหรอ”
การเอาคนใกล้ชิดมาข่มขู่เป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับเอย์จุน
ขนาดคนแปลกหน้าเจ้าตัวยังโดดไปช่วยหน้าตาเฉย กับคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดยิ่งไม่ต้องพูดถึง
การเอาพวกเขาเหล่านั้นมาข่มขู่ย่อมได้ผลยิ่งกว่า ฟุรุยะเองก็รู้จักกับเอย์จุนมานาน
คิดว่าถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นเพื่อนของตนคงยอมศิโรราบอย่างง่ายดาย
การกลั่นแกล้งและวิวาทของเด็กสมัยนี้รุนแรงขึ้นทุกที
การจะเอามีดจ่อคอตัวประกันขณะเจรจาก็ไม่นับเป็นเรื่องเกินคาด
แผลเป็นบนแก้มไรจิก็ได้มาเพราะสาเหตุนั้น
หากเห็นคนรู้จักโดนข่มขู่ด้วยอาวุธต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งที่สอง
ฟุรุยะไม่คิดว่าเอย์จุนจะดื้อดึงปล่อยเวลาให้ล่วงเลย
อีกฝ่ายยื่นข้อแลกเปลี่ยนอะไรมาคงตกปากรับคำทุกอย่าง
เอย์จุนเป็นคนดี
และแม้คนในกลุ่มจะเก่งมาก แต่ยังมีคนรู้จักอีกมากที่เป็นคนธรรมดา
อย่างเพื่อนใหม่ในห้องก็มีคนดีๆ หลายคน
ลำพังพวกเขาที่เป็นนักเลงเก่าย่อมปกป้องตัวเองได้ระดับหนึ่ง
ทว่ากับคนธรรมดาเหล่านั้นมันอีกประเด็น
หากเป็นคนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องชกต่อยที่ถูกดึงตัวมาเดือดร้อน เอย์จุนคงรู้สึกผิดมากแน่
การล้างมือลาวงการเป็นเรื่องยากลำบากแท้ๆ
คงจะโทษใครไม่ได้ในเมื่อเอย์จุนโด่งดังเกินไป
“ฉันคิดว่าการเลิกวิวาทจะเป็นการดีต่อทุกฝ่าย
ไม่นึกเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้ได้ด้วย”
อดีตผู้ยิ่งใหญ่เอ่ยอย่างเซื่องซึมหลังนิ่งเงียบไปนาน “ถ้าเป็นอย่างที่จุนซังว่า...คงแย่
ตอนนี้ขนาดพวกที่โรงเรียนยังหันมาเพ่งเล็งแล้วเลย จะเอายังไงต่อดีนะ”
“...”
“ทำไมคนเป็นบอสถึงมีแต่พวกแบบนั้น
ฉันไม่เห็นเคยไปสร้างความเดือดร้อนให้คนทั่วไปสักหน่อย”
ฟุรุยะไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรได้
ความจริงเอย์จุนจัดเป็นบอสที่มีคุณธรรมสูงและรักสงบเมื่อเทียบกับบอสคนอื่นๆ
เขาไม่มักใหญ่ใฝ่สูง
จะออกโรงมีเรื่องต่อยตีก็เพื่อช่วยเหลือคนไม่ก็ปกป้องตัวเอง...เพราะเป็นคนแบบนั้นพวกที่ติดตามเขาถึงได้ทุ่มกายถวายชีวิต
มอบความเชื่อใจทุกสิ่งทุกอย่างให้
จะว่าไปก็อาจไม่แปลกที่คนในกลุ่มไม่เคยมีกรณีทรยศเกิดขึ้นเลย คนที่จะอยู่กับเอย์จุนได้
อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นพวกมีใจรักคุณธรรมถึงได้ไม่เกิดความขัดแย้งด้านแนวคิดกับบอส
ฟุรุยะมองเพื่อน นึกอยากให้กำลังใจสักหน่อย
...เหมือนเคยได้ยินว่ากินของหวานๆ แล้วจะสดชื่น
แวะซื้อไอศกรีมสักหน่อยดีมั้ยนะ
หนุ่มร่างสูงมองเสี้ยวหน้าของคนที่เดินย่ำต๊อกอยู่ด้านข้าง
ปกติเอย์จุนไม่ใช่คนชอบคิดอะไรวุ่นวาย
วันนี้กลับต้องมาหัวปั่นด้วยเห็นลางว่าจะโดนโจมตีจากทั้งภายนอก (อินาชิโระ)
และภายใน (เซย์โด) ฟุรุยะไม่ชินเท่าไหร่ที่คนร่าเริงตลอดเวลาทำหน้าแบบนี้
บางทีเขาควรเดินย้อนไปร้านสะดวกซื้อจริงๆ...
“ฉันลืมซื้อของ”
ตัดสินใจปุ๊บก็หยุดเท้าจนคนข้างตัวพลอยชะงักไปด้วย
“งั้นไปกันเถอะ” เอย์จุนไม่สนใจถามว่าเพื่อนลืมอะไร
เตรียมหมุนตัวโดยไม่รีรอ
“นายกลับไปก่อน เดี๋ยวตามไป” เห็นว่าเดินมาไกลพอสมควร
ฟุรุยะไม่อยากให้เอย์จุนเดินย้อนเพราะแค่ตัวเองอยากกลับไปซื้อไอศกรีม ถนนหนทางก็คุ้นเคยดีเพราะเดินผ่านอยู่ทุกวัน
ไม่มีอะไรน่ากลัวสักหน่อย “อีกนิดเดียวก็ถึงห้องแล้ว นายไปแช่น้ำผ่อนคลายดีกว่า”
คิ้วได้รูปเลิกขึ้น “จะดีเหรอ”
ฟุรุยะพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว” เพราะเพื่อนไม่ใช่คนพูดมาก
แม้ไม่อยากกลับก่อนเอย์จุนก็ไม่อยากวุ่นวาย...เอาเถอะ เขากลับไปแช่น้ำสบายๆ ก็ดี
รู้สึกวันนี้ล้าจริงๆ
คนตัวสูงมองเพื่อนหันกลับไปเดินต่อค่อยหมุนตัวเดินย้อนกลับไปซื้อไอศกรีม
เขาหยิบรสชาเขียวมาหนึ่งถ้วยและรสคุกกี้แอนด์ครีมอีกหนึ่งถ้วย
หลังปล่อยให้พนักงานยืนแทะโลมน้ำลายหกระหว่างคิดเงินเสร็จก็เดินออกมาจากร้าน ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง
เด็กวัยรุ่นอายุเหมือนกำลังเรียนมหาลัยซึ่งกำลังยืนสูบบุหรี่พิงกำแพงก็ก้าวออกมาขวาง
ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงนิดหนึ่ง
ฟุรุยะตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินอ้อมไปทางขวา...แต่แขนของคนขวางทางกับยื่นมาดักหน้า
จงใจหาเรื่อง...
จะปัดมือข้างนั้นทิ้งเสียก็ได้
หากเด็กหนุ่มไม่ได้อยากมีเรื่อง...ไม่อยากใช้กำลัง
เขาพูดกับอีกฝ่ายอย่างมีอารยะว่า “หลบ”
แต่สีหน้าตายสนิทและน้ำเสียงแสนเย็นชาไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย
“เรามีธุระกับนายนิดหน่อย มาด้วยกันหน่อยสิ”
“...”
ไม่รู้จุดประสงค์อีกฝ่ายคืออะไรใครจะโง่ทำตามที่บอก
บางทีอาจเรียกไปที่อื่นเพื่อกระทืบแก้เครียด บางทีอาจเรียกไปรีดไถแต่ตรงนี้มี ‘ตา’
มากไปจึงต้องพาไปที่เปลี่ยว...แต่ไม่ว่าจะต้องการอะไรฟุรุยะก็ชักอารมณ์ไม่ดีแล้วที่คุยกันไม่รู้เรื่อง
“หลบ”
เด็กหนุ่มย้ำเป็นครั้งที่สอง
เอย์จุนตั้งใจว่าจะไม่มีเรื่องอีกเขาเลยงดวิวาทตาม...แต่ใช่ว่าจะเคร่งครัดตามหมอนั่น
หากเขาอยากซัดคนขึ้นมาก็จะซัด ฟุรุยะไม่ได้ตั้งใจแน่วแน่อย่างเอย์จุน
เขาไม่มีแรงจูงใจให้เลิกต่อยตีด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ถ้ายังพูดไม่รู้เรื่องอีก..ก็จะใช้กำลังบังคับแล้ว
ขณะที่ตั้งใจแบบนั้นก็มีคนโผล่มาเพิ่มอีกสองคน...รวมเป็นสาม
“หวา ตัวสูงเป็นบ้า...โอ้ หล่อด้วย แบบนี้ค่อยอยากตะบันหน้าขึ้นมาหน่อย”
...ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่าเป็นพวกข้างถนนที่ใช้กำลังทำร้ายคนผ่านไปมา
อาจจะพ่วงรีดไถเข้าไปด้วย เป็นแบบนี้ถ้าโดนซัดคงไม่เหลือของมีค่าติดตัวแน่
ฟุรุยะขมวดคิ้ว
คู่มือสามคนออกจะตึงมือโดยเฉพาะเมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีอาวุธซุกซ่อนอยู่หรือเปล่า
ทางที่ดีไม่ควรทะเล่อทะล่าลุยโง่ๆ
แม้จะนึกไว้แต่แรกว่าจะลงมือแต่เอาเข้าจริงยังอดเสียดายไม่ได้
ไอศกรีม...คงละลายหมด...
ขวับ
หมัดแหวกอากาศเฉียดใบหู สัมผัสได้ว่าเส้นผมด้านข้างถูกซัดปลิว
ฟุรุยะซึ่งเหลือบตามองหมัดกลอกตาไปยังเด็กหนุ่มผมย้อมสีเจ้าของมือในสภาพเอียงคอ
หากเมื่อกี้เขาไม่เบี่ยงหลบมีหวังกำปั้นได้ซัดเข้าจมูก
เด็กหนุ่มใช้มือข้างที่ว่างสับแขนข้างนั้นออกอย่างรวดเร็วโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
จากนั้นขยับคอกลับมาตั้งตรง
ไม่นำพาต่อเสียงร้องด้วยความตกใจระคนเจ็บปวดของคู่กรณีแม้แต่นิด
ดวงตาสีเข้มกวาดสำรวจมือเท้าคนที่เหลืออย่างรวดเร็ว...ยังไม่มีใครงัดอาวุธออกมา
ต่อให้มี ถ้าน็อกได้หมดก่อนก็ไม่น่ามีปัญหา
ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อถูกวางลงบนพื้น...
พล่อก...!
ร่างของเด็กคนหนึ่งล้มลงภายในเสี้ยววินาที
...ฟุรุยะสะกิดเท้าพุ่งไปอัดหมัดโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง
การใส่แรงที่เหมาะสมเสยเข้าที่คางส่งให้คนไม่ทันตั้งตัวน็อกคาพื้นอย่างอเนจอนาถ
กระทั่งจะส่งเสียงร้องยังไม่ทัน
...เหลืออีกสอง
แววตาเข้มขึ้นทีละน้อย เพราะร้างราจากเรื่องพรรค์นี้มาเป็นเวลานาน
ร่างกายที่ไม่ค่อยเข้าที่สร้างความหงุดหงิดให้บางเบาจนอยากหาที่ระบาย
ขณะเดียวกันคู่มืออีกสองคนกำลังเผยสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงมีดีกว่าที่คิด
คงรู้สึกตัวแล้วว่าแค่สองคนมือเปล่าสู้ไม่ได้
ฟุรุยะย่างสามขุมไปทางสองคนที่เดินมารวมกัน ใบหน้าซีกบนมืดครึ้ม
ดวงตาทอประกายเย็นชาถึงขีดสุด
และแล้วขายาวๆ ก็ฟาดก้านคอหนึ่งในนั้นอย่างรวดเร็ว
...เสร็จไปอีกหนึ่ง
คนที่เหลือหน้าซีดเมื่อสดับเสียงที่ราวกับใช้ของแข็งฟาดเต็มแรง
ความปราณีไม่มีอยู่เลย...
การเคลื่อนไหวในพริบตาของฟุรุยะรับมือได้ยากสำหรับมือสมัครเล่น
เด็กหนุ่มจะคุมเชิงอย่างเชื่องช้าก่อน
จากนั้นจึงจู่โจมอย่างรวดเร็วเมื่อพบช่องว่าง...สไตล์ถนัดเหมาะสำหรับการดวลเดี่ยว
เขาไม่ได้แรงดีอย่างคนอื่นทว่าคุมแรงเก่งจึงไม่เสียแรงโดยสูญเปล่าในการวิวาท
อีกทั้งการจู่โจมทีเผลอยังได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยม
เด็กหนุ่มจึงเป็นเด็กสายสู้ในระยะเวลาอันสั้นและเน้นการเอาชนะภายในไม่กี่กระบวน
ทว่ามีจุดอ่อนที่ความอึด หรือก็คือไม่ถนัดการสู้ยืดเยื้อนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ศัตรูมีจำนวนแค่นี้...ความสามารถแค่นี้ ไม่นับว่าเป็นปัญหา
...เหลือหนึ่งคน
เจ้าคนที่พุ่งเข้ามาซัดหมัดใส่เขาในตอนแรก
ได้ยินเสียงกรามบดดังกร๊อบ ไม่รอให้ถูกโจมตีอีกฝ่ายเปิดฉากบุกเข้ามาก่อน
เสียงตัดลมบอกให้รู้ว่าแรงดีใช่ย่อย...แต่ช้าไป
เด็กหนุ่มเอียงตัวหลบอย่างง่ายดายก่อนอาศัยไหล่ข้างที่เบี่ยงออกส่งแรงไปยังหมัด
เตรียมทะลวงเข้าหน้าท้องฝ่ายตรงข้ามที่เปิดช่องอย่างจัง
ทว่า...
ดวงตาได้รูปเบิกกว้างเมื่อรู้สึกว่ามีเงาคนทาบทับมาจากด้านหลัง
ยังมีคนอื่นอยู่อีก...!
ร่างกายเผลอหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ...สิ่งที่สะท้อนในนัยน์ตาสีนิลคือรอยยิ้มบิดเบี้ยวและสองมือที่กำไม้หน้าสามฟาดลงมาอย่างแรง
หลบ...
...ไม่ทัน...
เสียงวัตถุกระทบผิวเนื้อดังลั่นท่ามกลางถนนไร้คนยามวิกาล
เอย์จุนรู้สึกประหลาดใจที่แช่น้ำเสร็จแล้วก็ยังไม่เห็นเพื่อนหน้าตายที่ห้อง
ตนใช้เวลาในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมง ฟุรุยะน่าจะมาถึงได้แล้ว
หรือร้านที่ไปซื้อของอยู่ไกล?
...รู้งี้ถามไว้ก่อนก็ดีหรอก
เด็กหนุ่มเปิดโทรทัศน์ฆ่าเวลาขณะเช็ดผมเปียกๆ ไปด้วย ช่วงนี้เขาสนใจกีฬา
ตกกลางคืนถ้าไม่มีภาระอะไรก็จะนั่งหน้าจอโทรทัศน์
เปลี่ยนสถานีไปเรื่อยเพื่อหารายการแข่งขันกีฬาดู แต่เดิมเอย์จุนชอบซูเปอร์ฮีโร่
มักดูหนังหรือการ์ตูนแนวฮีโร่ซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจำบทพูดได้ ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องใหม่ๆ
มาฉายเลยนั่งดูแต่รายการกีฬาแก้ขัด
โทโดโรกิคนพ่อก็ชอบดูเบสบอล
เขาเคยไปนั่งดูกับตาลุงท่าทางพึ่งพาไม่ได้คนนั้นเหมือนกัน...ผลคือชักจะสนเบสบอลขึ้นมาด้วยช่วงนี้เลยไปออกไม้หวดที่แบตติ้งเซ็นเตอร์บ่อยๆ
จนกลายเป็นขาประจำ
นั่งดูแข่งบาสจบไปสองควอเตอร์จนรายการตัดเข้าช่วงโฆษณา
ฟุรุยะยังคงไม่กลับมา
นานเกินไปแล้ว...
เอย์จุนชักเป็นห่วงจึงคลานไปหยิบโทรศัพท์มาต่อสายหาเพื่อนสนิท
ปรากฏว่ารอจนเสียงฝากข้อความดังก็ยังไม่มีใครรับ เด็กหนุ่มกดตัดสายอย่างงุนงง
แปลกแฮะ...
แต่แล้วหน้าจอที่ไฟยังไม่ทันดับกลับส่งเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้า
เอย์จุนยิ่งงงเข้าไปใหญ่เมื่อพบว่าข้อความที่ส่งมาเป็นของเจ้าคนที่เพิ่งโทรไปหาเมื่อตะกี้
ถ้าว่างจะพิมพ์มาทำไมไม่รับสายให้มันจบๆ ไปเลยเล่า...คิดไปเปิดอ่านไป
‘ถ้าอยากได้ตัวหมอนี่คืน พรุ่งนี้เวลา 09.00 น.
ให้มาที่ริมแม่น้ำหลังโรงเรียนอินาชิโระเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยน…มาคนเดียวล่ะ’
นี่มัน...
เลือดทั้งกายแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ใบหน้าของเอย์จุนซีดขาว
ที่นารุมิยะซังเตือนเมื่อเย็น เป็นความจริงจริงๆ ด้วย...
No comments:
Post a Comment