Thursday, 22 September 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] ±1 Part 2

Fanfic Daiya no A

 ±1


[Part 2]

 

 

Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW






                มิยูกิตัดสายเพื่อนอย่างรวดเร็วก่อนหย่อนโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋ากางเกง ร่างกายตื่นตัวเตรียมพร้อม เขาหันหน้าไปทางเมย์ อีกฝ่ายขยับตัวแบบไม่น่าไว้ใจเมื่อไหร่จะได้รับมือทันท่วงที แม้คู่มือจะเก่งกาจ แต่เขาเป็นถึงบอส...มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ระดับหนึ่งล่ะน่า

                ทว่าเมย์กลับมองข้ามมิยูกิโดยสิ้นเชิง เด็กหนุ่มก้มหน้าลง ไหล่สั่นกึกๆ เสียงหัวเราะประหลาดหลุดออกมา จากนั้น...

                “อ๊า! ทนไม่ไหวแล้ว! เอย์จุนในชุดเบลเซอร์ล่ะ!”

                คนที่อดกลั้นได้จนถึงเมื่อครู่ตบะแตกกะทันหัน เด็กหนุ่มต่างโรงเรียนพุ่งเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงเอย์จุนด้วยความเร็วที่มิยูกิมองทันแค่หลังไหวๆ ใบหน้าของเมย์แดงก่ำฉายชัดถึงความปลาบปลื้มขณะยังคลอเคลียเด็กอีกคนไม่ห่าง ปากก็พร่ำไม่หยุดว่า ‘น่าร้ากกก!’

                “...”

                หัวโจกแห่งเซย์โดยืนอึ้งกับภาพที่เห็น ศัตรูตัวฉกาจกำลังน้วยเทวดาน้อยของเขา ความอิจฉาและไม่พอใจพุ่งปรี๊ด...กล้าดียังไงมาทำแบบนี้หา! เขาน่ะขนาดแตะเนื้อต้องตัวยังไม่เคยเลยนะ!

                แม้จะไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อยในใจกลับเดือดพล่าน ที่น่าตกใจคือเอย์จุนไม่ได้ประหลาดใจหรือตกใจเลยที่ถูกจู่โจมสายฟ้าแลบ ใบหน้าน่ารักเผยความอ่อนใจออกมาขณะมองลูกลิงที่เกาะตัวเองหนึบหนับ

                “มาทำอะไรครับ มะ...นารุมิยะซัง”

                “ไม่อ๊าว เรียกเมย์ซังเหมือนเดิมสิ!”

                “นารุมิยะซัง ปล่อยเถอะครับ” เอย์จุนดูเพลียมาก กระนั้นก็ไม่ได้ใช้กำลังผลักไส...บางทีการทำแบบนั้นอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงล่ะมั้ง

                “ไม่!” เมย์ทำปากยื่นอย่างดื้อดึง มือยังรัดคนอีกคนโดยไม่แคร์สายตาชาวบ้าน “...แต่ถ้ายอมเรียกว่าเมย์ซังเหมือนเมื่อก่อนจะยอมปล่อยก็ได้!”

                เจอข้อเรียกร้องเอาแต่ใจเอย์จุนยิ่งกลัดกลุ้ม ฟุรุยะตั้งท่าจะเข้ามาช่วยแกะตังเม ทว่าคนโดนเกาะยกมือขึ้นข้างหนึ่งบอกว่าไม่ต้อง เขายอมทำตามคำขอน่าปวดเศียรด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

                “เมย์ซัง ไปคุยกันสบายๆ ที่อื่นเถอะ”

                “ต้องแบบนี้แหละ! วิธีเรียกเหมือนภรรยาที่น่ารัก ยอดเยี่ยมที่สุด...!”

                ภรรยาบ้าบออะไร เจ้าคนน่ารังเกียจเอ๊ย!

                เด็กหนุ่มผมสีซีดยอมปล่อยมือแล้วถอยมายืนกุมจมูกตั้งหลักในระยะห่างสองก้าว เสียงลมหายใจหนักหน่วงทำมิยูกิเผลอเบ้หน้าด้วยความรังเกียจ ความรู้สึกเป็นอริทบทวีถึงขั้นอยากวางแผนยกพวกไปดักรุมสกรัม นึกสงสัยขึ้นมาครามครันว่าสองคนนี้มีความเกี่ยวข้องกันยังไง ทำไมถึงเรียกชื่อกันอย่างสนิทสนมแบบนั้น แล้วไอ้ระดับสกินชิปนั่นอีก...!

                เขานึกว่าจะมาท้าฟาดแข้ง แต่สิ่งที่เห็นห่างไกลจากการคาดเดาไปไกลลิบ

                ...ไกลจริงๆ

                “เฮ้อ เครื่องแบบตอน ม.ต้นเป็นกาคุรันนี่นา ถึงจะเยี่ยมก็เหอะ แต่ฉันชอบเบลเซอร์มากกว่านะ”

                เมย์ยังพล่ามไม่หยุด คราวนี้เข้าไปเกาะแขนคลอเคลียไม่ได้เพราะฟุรุยะปักหลักยืนขวาง ด้วยขนาดตัวที่ต่างกันเกินไป คนตัวเล็กกว่าได้แต่ยืนฮึ่มฮั่มอยู่ห่างๆ ใช้วิธีแทะโลมทางสายตาแทน

                เอย์จุนหันมามองมิยูกิ พรูลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างลำบากใจ “นาย...เอ่อ รู้จักคนคนนี้งั้นเหรอ”

                คนคนนี้ที่ว่าย่อมหมายถึงเมย์

                มิยูกิพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมทั้งที่มือไม้สั่น

                โอย น่ารัก...

                “เขามีเรื่องวิวาทหรือ” ครั้นมิยูกิพยักหน้ารับ สีหน้าหนุ่มน้อยก็ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม “...แต่ผมไม่ได้คิดจะกลับไปมีเรื่องวิวาทหรอกนะ”

                จากเงื่อนไขที่มิยูกิตั้งไว้ การผูกมิตรกับพวกนักเลงถือเป็นการตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกตน ยิ่งโรงเรียนอินาชิโระเป็นคู่ปรับหมายเลขหนึ่งด้วยแล้ว ไม่แปลกเลยหากเอย์จุนจะวิตกกังวล มิยูกิเข้าใจจุดนั้นดีว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดูลำบากใจ

                เจ้าของผมสีซีดเห็นท่าทางของสองคนดูตึงเครียดเกินกว่าจะเป็นการสนทนาสัพเพเหระ สีหน้ากระตือรือร้นเมื่อครู่หายไป กลายเป็นนารุมิยะ เมย์คนที่มิยูกิพบก่อนเอย์จุนจะปรากฏตัว เด็กหนุ่มต่างโรงเรียนก้าวมาขวางมิยูกิ สีหน้าเจือความวางโต มุมปากเผยรอยยิ้มเยาะหยันอย่างคนเหนือกว่า

                “อะไรกัน นี่นายกำลังตั้งตัวเป็นศัตรูกับเอย์จุนของฉันอยู่หรือไง”

                มิยูกิอยากจะตวาดสวนว่าของนายซะเมื่อไหร่...แต่มันไม่ใช่เวลา บอสของเซย์โดมองเด็กต่างโรงเรียนด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแม้ใบหน้ายังเปื้อนยิ้มบาง

                “เกี่ยวอะไรกับนาย”

                เมย์หัวเราะหึเมื่อได้ยินคำถาม ดวงตาสีฟ้ายามนี้ฉายแววดูถูกเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง “ฉันยอมรับว่านายเก่ง แล้วก็เคยคิดว่าฉลาด...แต่ดูท่าจะคิดผิดแฮะ นายนี่โง่ชะมัด”

                รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า ‘คนโง่’

                “อย่าลำพองตัวนักคาซึยะ นายอาจจะเก่งก็จริง แต่คนที่เก่งที่สุดในเซย์โดไม่ใช่นาย” เมย์แค่นเสียง รอยยิ้มเหยียดบนใบหน้านั้นราวกับจะบอกว่าตัวเองรู้อะไรมากกว่าที่มิยูกิคิด เขาเสริมต่อว่า “...ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกับเอย์จุน แค่เขายอมให้ก็ทำตัวกำแหงเสียแล้ว เอย์จุนไม่จำเป็นต้องทำตามที่นายพูดด้วยซ้ำ ที่จริงนายน่าจะต้องก้มหัวกราบกรานด้วยความขอบคุณนะที่ไปอวดเบ่งกับเอย์จุนแล้วเขายอมปล่อยนายไว้น่ะ”

                “นารุมิยะซัง...” เอย์จุนเรียกคนที่กำลังพูดจาไม่น่าฟังขึ้นเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจระคนตึงเครียด “ผมบอกไปแล้วนี่นาว่าไม่อยากมีเรื่องอีกน่ะ”

                “เอย์จุน...” เมย์ครางตาละห้อย เสียงเปลี่ยนทันที

                มาถึงขั้นนี้มิยูกิเริ่มเดาอะไรได้แล้ว บางทีเมย์อาจจะเคยเป็นลูกน้องในกลุ่มของเอย์จุนมาก่อน และสิ่งที่เจ้าตัวพูดมาก็เป็นความจริงชนิดเถียงไม่ออก เขาไม่รู้ว่าคนที่เก่งที่สุดที่เมย์ว่าเป็นใคร มีตัวตนจริงหรือไม่ ที่แน่ๆ...เรื่องอวดเบ่งเป็นความจริง

                เพราะเอย์จุนบอกว่าจะวางมือถึงได้ไม่ตอบโต้ ลองถ้าเจ้าตัวเป็นปิศาจร้ายของแท้แล้วคิดจะมาถล่มพวกตนมิยูกิจะมีปัญญาทำอะไรได้ แค่เจ้าตัวรับปากว่าจะอยู่อย่างสงบไม่คิดมาแย่งอำนาจก็เป็นทางเลือกที่ดีมากแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปคาดคั้นบีบบังคับเลย พวกมิยูกิไม่มีไพ่ไปต่อรองตั้งแต่แรก...ไม่มีสิทธิ์ยื่นเงื่อนไขด้วยซ้ำ

                แม้จะเป็นกลุ่มที่ยึดโรงเรียนอยู่ มั่นใจว่าคนมากกว่า น่าจะเอาชนะได้ แต่ไม่มีข้อมูลสักหน่อยว่าพรรคพวกของเอย์จุนมีใครบ้าง จำนวนมากน้อยเท่าไหร่ หากเปิดฉากห้ำหั่นแล้วแพ้แม้กระทั่งจำนวนคนคงไม่มีหน้าไปเรียกร้องอะไรอีก

                อย่างที่พวกคุราโมจิบอกว่ากลุ่มของเอย์จุนเก่งมาก ที่กลัวก็เพราะเก่งกว่ากลุ่มพวกเขาในตอนนี้ไม่ใช่หรือไง?

                แต่ก็นั่นแหละ...คนเราย่อมอยากยกระดับตัวเอง อยากอยู่เหนือคนที่คิดว่าจะมาเป็นพิษภัยต่อตัวเองให้ได้ อยากกดคนที่อยู่สูงกว่าให้ต่ำลง

                พวกเขามีความมักใหญ่ใฝ่สูงแบบนั้น

                พอเอย์จุนไม่ตอบโต้ถึงได้อยากกดหัวมากกว่าเดิม...จะว่าได้ใจก็ถูก

                “เอาเป็นว่าผมยังยืนคำเดิม ไม่อยากมีเรื่องวิวาท ไม่อยากได้เก้าอี้บอสของนายด้วย” เอย์จุนสรุปรวบรัดกับมิยูกิ “หวังว่าจะไม่เอาเรื่องการพบปะกับเพื่อนเก่ามาเป็นข้ออ้างในการหาเรื่องนะ”

                “แต่เห็นหมอนี่ทำตัวน่ารำคาญอย่างนี้ก็ชักอยากไซโคมาสะซังให้มาแย่งเขตอำนาจแถวนี้ซะแล้วสิ” เมย์เปรยลอยๆ ผลคือโดนเอย์จุนปรามด้วยสายตาไปทีหนึ่ง



                “ฉันบอกแล้ว ให้หักปีกแต่เนิ่นๆ”



                บทสนทนาถูกแทรก

                เสียงของผู้มาใหม่เป็นของคุราโมจิ โยอิจิ

                เหล่าเด็กเกโรงเรียนเซย์โดรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ คนเดินนำหน้าคือคุราโมจิกับมาเอโซโนะที่เป็นอันดับสองและสามของกลุ่ม เพราะจับความผิดปกติได้ขณะโทรคุยกับบอส พรรคพวกจึงแห่มารวมตัวกันพร้อมหน้า ภาพของเด็กหนุ่มท่าทางหาเรื่องหลายสิบชีวิตที่หน้าประตูโรงเรียนสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้พบเห็น เด็กนักเรียนทั่วไปรีบเดินหนีไปทางอื่นด้วยเกรงจะเกิดเรื่องวิวาทและตนจะพลอยโดนลูกหลง

                เมย์เห็นแล้วถึงกับผิวปากฟิ้ว “แห่กันมาเป็นฝูงเพื่อต้อนรับฉันคนเดียว ประทับใจจัง~”

                ฟังก็รู้ว่าโดนดูถูก

                คุราโมจิหัวเราะลั่น

                “ย้าฮ่าๆ การตีกันมันไม่มีกติกาซะหน่อย ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการอยู่แล้ว!”

                หลักการนั้นเป็นหลักการที่มิยูกิยึดถือเช่นกัน

                ได้ยินแล้วแต่ละคนมีปฏิกิริยาตอบสนองต่างกันไป...เมย์เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเผยยิ้มเหยียดขณะที่ดวงตาเต้นริก ฟุรุยะยกมือข้างหนึ่งนวดไหล่ ออร่าพร้อมรบกำจายจากตัวอย่างรุนแรงหากเงียบเชียบ ส่วนเอย์จุนนั้น...เพียงแต่หรี่ตาลงเล็กน้อย

                “คิดจะมีเรื่องกันให้ได้?”

                เป้าถามคือมิยูกิที่เป็นบอส คำพูดของหัวหน้าคำเดียวสามารถกำหนดทิศทางจุดจบของเรื่องได้ เห็นคนแห่กันมาเยอะแบบนี้จะใครก็คงคิดว่ามิยูกิเป็นตัวการ สายตาของเอย์จุนที่มองมาแสดงออกว่าปักใจเชื่อไปแล้วว่ามิยูกิเป็นคนไม่ดี กระทั่งน้ำเสียงยังเย็นชาอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

                ก่อนหน้านี้ไม่พอใจอย่างไรเอย์จุนก็ไม่เคยมองมาด้วยสายตามุ่งร้าย เห็นได้ชัดว่าเรื่องคราวนี้กระตุกต่อมไม่พอใจของเด็กหนุ่มอย่างจัง

                มิยูกิอยากจะบ้า ในฐานะบอสเขาไม่คิดว่าพวกคุราโมจิทำผิดอะไร หากคู่กรณีเป็นคนอื่นไม่ใช่เทวดาน้อยมันต้องจบลงด้วยการยกพวกรุมอยู่แล้ว ไม่เพียงไม่คัดค้าน มิยูกิยังเห็นดีเห็นงาม เพียงแต่พอเป็นเทวดาน้อย...

                ก็เขาไม่อยากถูกเกลียดนี่...!

                โอย... อย่าทำหน้าว่าเกลียดเขาแล้วได้มั้ย เจ็บปวดชะมัด...

                น้ำตาท่วมใจแต่แสดงออกไม่ได้ช่างน่าเศร้า ที่เลวร้ายกว่านั้นเอย์จุนยังตีความมิยูกิเป็นคนใจคดหน้ายิ้มไปแล้วด้วย

                ความจริงเอย์จุนไม่อยากมีเรื่อง ก่อนหน้านี้พอประกาศถอนตัว พวกที่เคยตีกันแถวบ้านเกิดก็ปล่อยเขาตามสบาย ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่อง หนึ่งปีหลังถอนตัวชีวิตสงบสุขมาตลอด ไม่นึกว่าย้ายมาเมืองข้างๆ สถานการณ์จะพลิกผันมาเป็นแบบนี้

                เด็กหนุ่มผู้เป็นอดีตเด็กเกไม่ถนัดใช้สมอง รู้แต่ว่าถ้าโดนรุมขึ้นมาคงนิ่งเฉยให้ทำร้ายฝ่ายเดียวไม่ได้ ในเมื่อสถานการณ์มันบังคับ เขาก็จำเป็นต้องปกป้องตัวเอง

                คนขนาดนี้...คงหนีไม่พ้น

                “เห จะเอาเหรอ~” เมย์ก้าวขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว หักมือเสียงดังกรอบแกรบ ไม่หวั่นส่วนต่างจำนวนคนเลยสักนิด “ถ้าจะเอาจริงๆ ฉันก็ไม่ขอสนกติกาเหมือนกัน อย่าคิดว่ามีแต่ตัวเองที่พวกมากนะเฟ้ย”

                ฟุรุยะหยักหน้าหงึกหงักอยู่ไม่ไกล

                เอย์จุนแทบกุมขมับ “เฮ้...”

                “ไม่ได้อาละวาดให้เอย์จุนเห็นมาตั้งนาน เห็นทีต้องโชว์แมนสักหน่อยแล้ว” เมย์ยังอารมณ์ดีพอจะพูดเล่น “ฟุรุยะ นายไม่ต้องเรียกพวกจุนซังก็ได้ เดี๋ยวฉันเรียกพวกมาสะซังเอง เท่านี้ก็จะเป็นการตีกันระหว่างโรงเรียนแล้ว ถ้ามาสะซังรู้ว่านายกับฉันมาช่วยต้องยกพวกมาทันทีแน่ โอกาสงามๆ ในการชิงพื้นที่มาประเคนถึงปาก มีแต่จะรี่เข้าหา”

                นั่นไม่ใช่คำขู่...เมย์เป็นคนปากกล้าและพูดจริงทำจริงมาแต่ไหนแต่ไร พอพูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงทันทีทว่าข้อมือถูกกระชากไว้เสียก่อน

                “ซาโตรุ!”

                เอย์จุนตะโกนลั่น

                ฟุรุยะหันไปทางต้นเสียงโดยอัตโนมัติ ...แล้วเขาก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นมาเสียนาน



                ทะเลแหวก



                ผู้ที่ขวางทางโดนซัดกระเด็นด้วยน้ำมือคนคนเดียว เมย์ซึ่งถูกลากถูลู่ถูกังร้อง ‘ว้าว’ ด้วยความประทับใจเมื่อเห็นเอย์จุนเตะกวาดในระยะประชิด อดีตบอสผู้ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งราวปิศาจเพียงออกเท้าครั้งเดียวหลายชีวิตก็กระเด็นกันไปคนละทาง

                ช่องว่างเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปลืองแรง

                เอย์จุนมองตรงไปยังปลายทางของทะเลแหวก



                “วิ่ง!”



                ฟุรุยะยิ้มนิดๆ ขณะออกวิ่งตามเสียงนั้น

                สามคนที่ถูกล้อมหนีออกไปได้อย่างงดงาม

                คนที่ไม่เคยเห็นฝีมือเอย์จุนล้วนพากันยืนอึ้งมองพรรคพวกที่นอนล้มระเนระนาดลุกไม่ขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

                แค่พริบตาเดียว...

                ...ลงมือเพียงครั้งเดียว

                มิยูกิประจักษ์แก่ใจในตอนนั้น แค่การเคลื่อนไหวง่ายๆ ที่ไม่ได้ประสงค์ร้ายยังสร้างความเสียหายได้ขนาดนี้ คนอื่นๆ คงยิ่งไม่วางใจในตัวเอย์จุนเป็นแน่

                ...และเสียงของเขาเพียงคนเดียวก็คงไม่สามารถเปลี่ยนความคิดนั้นได้






                ทั้งสามคนวิ่งตะบึงไม่หยุดเป็นเวลาร่วมห้านาทีค่อยเปลี่ยนเป็นเดินเท้าตามความเร็วปกติจนมาถึงที่หมาย เอย์จุนเครียดจนหน้าเปลี่ยนสี อุตส่าห์อยู่อย่างสงบมาได้ตั้งเดือน แค่เมย์โผล่มาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสถานการณ์ก็กลับตาลปัตรหน้ามือเป็นหลังเท้า

                หลังจากนี้โดนตามราวีไม่หยุดแน่

                คิดแล้วปวดกระเพาะ

                ทว่าคนสร้างเรื่องปวดหัวกลับเอาแต่ทำหน้าระรื่นอยู่ข้างๆ ไม่สำนึกแม้แต่น้อย

                “ถึงหมอนั่นจะเคยบอกมาแล้วก็เหอะ แต่นายมาที่นี่ตลอดจริงๆ สินะ เอาไว้เลิกเรียนฉันจะได้แวะมาบ้าง!” เมย์พูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขณะมองป้ายบอกสถานที่



                ‘โทโดโรกิ แบตติ้งเซ็นเตอร์’



                จุดหมายปลายทางของพวกเอย์จุนคือแบตติ้งเซ็นเตอร์ ทันทีที่เดินเข้าไปก็มีคนคุ้นหน้าคุ้นตาออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าแจ่มใส

                “วันนี้มาช้าจัง อ๊ะ นารุมิยะนี่นา วันนี้มาพร้อมบอสเหรอ”

                ซานาดะ ชุนเปย์โบกไม้โบกมือ ข้างๆ มีเด็กหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นรูปกากบาทที่แก้ม โทโดโรกิ ไรจิอยู่ด้วย ทั้งคู่เปลี่ยนมาสวมชุดลำลอง ตอนนี้กำลังเตรียมอุปกรณ์ในร้านอย่างขะมักเขม้น

                แบตติ้งเซ็นเตอร์แห่งนี้เป็นของครอบครัวโทโดโรกิแต่โทโดโรกิคนพ่อกลับเอาแต่นอนอู้ ปล่อยลูกชายกับลูกจ้างทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ตอนนี้ก็คงนอนตีพุงดูการแข่งเบสบอลตามเคย

                พวกเอย์จุนวางกระเป๋าแล้วนั่งลงที่โต๊ะประจำ

                ไรจิและซานาดะเป็นเด็กอินาชิโระทั้งคู่ การที่เมย์รู้ว่าทำไมเอย์จุนแวะมาที่นี่เป็นประจำก็เป็นเพราะพวกเขานี่แหละ ทั้งสามคนเคยเป็นพรรคพวกในกลุ่มของเอย์จุนมาก่อน แม้จะยุบกลุ่มไปแล้วเคยเรียกกันมายังไงก็ยังเรียกกันแบบเดิม ไรจิกับซานาดะมีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองนี้ แต่ก็อยู่ห่างจากเมืองที่เอย์จุนอยู่ไม่เท่าไหร่ หลังบังเอิญสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันครั้งหนึ่งก็ขอติดตามเป็นลูกน้อง อาจไม่ได้ไปรวมกลุ่มช่วยวิวาททุกครั้งแต่ก็ติดต่อกันสม่ำเสมอ ตอนนี้มาอาศัยอยู่เมืองเดียวกันเลยพลอยได้เจอกันบ่อยขึ้น

                จริงๆ แล้วพนักงานในร้านมีสามคน คนสุดท้ายที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้นั่งเฝ้าเคาน์เตอร์ เป็นรุ่นพี่ที่เซย์โดและเป็นอดีตลูกน้องเก่าของเอย์จุนเหมือนกัน โทโดโรกิคนพ่อเห็นว่าสนิทกับลูกชาย ตอนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหางานพิเศษทำก็เลยจ้างเขาง่ายๆ พอเอย์จุนถามว่ารุ่นพี่คนดังกล่าวอยู่ไหน วันนี้ลาเหรอ ไรจิก็ตอบเสียงซื่อว่าท้องเสีย หายเข้าห้องน้ำไปยี่สิบนาทีแล้ว

                “ถึงจะว่างั้นก็เหอะ ฉันนึกว่านารุมิยะแวะไปหาบอสตั้งนานแล้วนะ ไม่นึกว่าจะเพิ่งไปวันนี้” ซานาดะยิ้มขมขณะยกน้ำหวานมาให้เพื่อนๆ เป็นกรณีพิเศษ พฤติกรรมติดเอย์จุนเข้าขั้นป่วยของเมย์คนในกลุ่มต่างรู้ดี ไม่นึกว่าจะทนได้นานขนาดนี้

                เมย์อมหลอดขณะว่าหน้าซื่อ “แหม ก็แค่อยากลองอดทนดูก่อนเท่านั้นเอง ฉันเคยไปร่วมวงต่อยตีกับพวกมาสะซัง พวกเซย์โดจำหน้าได้ ขืนซี้ซั้วโผล่ไปแต่แรกเอย์จุนจะทำตัวลำบากน่ะสิ”

                “แต่ตอนนี้ผลลัพธ์มันก็เป็นแบบนั้นไปแล้วน่ะนะ...”

                “ไม่เอาน่า~ ถ้ายังทำหน้าแบบนั้นอีกฉันจะโดดข้ามโต๊ะไปกอดจริงๆ นะเออ~”

                เอย์จุนถอนใจกับคนไม่รู้สำนึก ส่วนฟุรุยะแสดงสีหน้ารังเกียจออกมานิดๆ

                “เอาเถอะ เรื่องนั้นพักไว้ก่อน” เด็กหนุ่มผมสีซีดวางแก้วลงบนกระดาษรองจากนั้นเอนตัวพาดแขนกับพนักเก้าอี้ นั่งไขว่ห้างได้ดูอวดเบ่งสุดๆ “มีเรื่องต้องบอกเอย์จุนไว้นิดหน่อยน่ะ”

                เอย์จุนมองอดีตลูกน้องมือดี “อะไรเหรอ”

                ไรจิกับซานาดะเห็นว่าน่าจะมีเรื่องซีเรียส อาศัยว่ายังไม่มีลูกค้าจึงมาแอบอู้นั่งฟัง กระนั้นมือก็ยังขัดบอลไปด้วยเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า

                “ดูท่ามาสะซังจะอยากได้ตัวนายเข้ากลุ่มน่ะสิ...แย่จริงคนคนนั้น” เมย์ขมวดคิ้วพลางว่า “เพราะอินาชิโระกับเซย์โดตบตีแย่งอำนาจกันมาตลอดดันไม่มีแววจะชนะสักที บอสของทางเซย์โดเองก็เป็นแบบนั้นด้วย...พอจะเข้าใจไหม เหมือนบอสหุ่นเชิดน่ะ...คาซึยะเหมือนบอสที่คอยบัญชาการอย่างเดียวแต่เอาเข้าจริงดันเก่งเอาเรื่อง ถึงจะเก่งแต่สารรูปแบบนั้นพอแพ้ก็อดเจ็บใจไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

                “เก่งขนาดนั้น?” ซานาดะเลิกคิ้ว ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาเคยเห็นบอสของเซย์โด มองยังไงก็เหมือนจอมเจ้าเล่ห์มากกว่าอันธพาล ได้ยินว่าหัวดีอยู่หรอก แต่บอกว่าต่อยตีเก่งด้วยนี่เกินคาด

                เมย์ยักคิ้วแผล็บ “เป็นถึงหัวโจกที่คุมพวกเก่งๆ ยกโขยงเชียวนะ มีดีแค่สมองน่ะเอาไม่อยู่หรอก” พูดจบก็เข้าประเด็นต่อ “เพราะงั้นมาสะซังเลยอยากดึงตัวคนเก่งๆ มาถล่มเซย์โดให้ได้น่ะ ตอนฉันไปช่วยเมื่อปีก่อนจากที่สู้สูสีดันได้เปรียบขึ้นมาทันตาเห็น ถ้าได้นายไปอยู่ด้วยอย่าว่าแต่เซย์โดเลย จะพิชิตที่อื่นด้วยก็ไม่มีปัญหา...เขาต้องคิดแบบนั้นแน่ เลยมาบอกให้ระวังตัวเอาไว้”

                “บอสดังขนาดนั้นเชียวเหรอ” ไรจิถามอ้อมแอ้ม เขาอยู่เมืองนี้แต่ไม่คิดว่าเอย์จุนจะดังขนาดนั้น รู้แค่มีชื่อเสียงมากที่เมืองข้างๆ

                หนุ่มผมสีซีดแบมือระดับไหล่ “ที่รู้ก็เพราะเด็กที่เคยมีเรื่องกับเอย์จุนไปโม้ให้มาสะซังฟังน่ะสิ ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้”

                “เด็กคนที่ว่าใช่นายหรือเปล่า รู้เรื่องวงในละเอียดขนาดนี้อย่าบอกนะว่าเข้ากลุ่มกับเขาแล้ว” ซานาดะยิ้มบาง ถามทีเล่นทีจริง

                “พูดม้าๆ! ถ้าจะมาเป็นบอสฉันอย่างน้อยก็ต้องเจ๋งให้ได้ระดับเอย์จุน บอกไว้ก่อนว่าระดับมาสะซังน่ะทำให้ฉันก้มหัวให้ไม่ได้หรอก!” เมย์เสียงดังทันที เจ้าตัวพูดอย่างแข็งกร้าวราวกับศักดิ์ศรีถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เขาถูจมูกพลางโอ่ต่อว่า “ฉันแค่ถูกทาบทามให้เข้ากลุ่มตลอดก็เลยรู้อะไรเยอะเท่านั้นแหละ ถ้าบอสไม่น่าประทับใจพอล่ะก็ ขออยู่อย่างหมาป่าเดียวดายยังจะดีซะกว่า”

                ซานาดะหัวเราะลั่นกับวาจาไม่ไว้หน้าบอสโรงเรียนตัวเอง เขาเคยถูกดึงตัวเหมือนกันแต่ก็ปฏิเสธอย่างสุภาพไปโดยไม่ชี้แจงเหตุผล...ซึ่งไอ้เหตุผลที่ว่านั่นมันดันเหมือนเมย์จนอยากร้องไห้

                ตอนยุบกลุ่ม บอสของพวกเขาบอกว่าให้ใช้ชีวิตตามใจชอบ ถึงไปเข้ากลุ่มที่เคยเป็นคู่อริก็จะไม่แค้นเคือง กระนั้นตอนนี้ก็ยังไม่ได้ยินว่ามีใครมีสังกัดใหม่ น่าจะยังแยกตัวเป็นอิสระทุกคน

                พวกรุ่นพี่ที่ตอนนี้อยู่เซย์โดก็ไม่ได้ยินข่าวคราวว่าไปมีเรื่องที่ไหน น่าจะทำตัวเป็นนักเรียนธรรมดา ดูปริมาณคนในกลุ่มที่ตอนนี้อยู่เซย์โดแล้ว หากเข้าพวกกับมิยูกิ คาซึยะขึ้นมากองกำลังฝ่ายนั้นคงแกร่งขึ้นผิดหูผิดตาแน่

                ...เพราะแค่รวมกลุ่มกันเองก็คงถล่มแก๊งหัวโจกคนปัจจุบันได้ง่ายๆ

                ขอเพียงเอย์จุนต้องการทุกคนคงจัดการเอาเก้าอี้บอสมาประเคนให้ ซานาดะรู้ดี...คนอื่นในกลุ่มก็เป็นเหมือนกับตนนี่แหละ

                แต่บอสของเขาสัญญากับปู่ไว้แล้วว่าจะเลิก

                ที่ถอนตัวก็เพราะทำให้ครอบครัวเป็นห่วง แม้ที่คุณปู่คนนั้นป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลจะไม่เกี่ยวข้องกับที่หลานชายคนโปรดไปมีเรื่องเสียทีเดียวแต่เอย์จุนไม่อยากให้ปู่กังวลจนอาการทรุด เขาตัดสินใจเองว่าจะเลิก จากนั้นก็ยุบกลุ่มและไม่เคยมีเรื่องอีกเลย

                “ผมไม่เข้ากลุ่มของใครแน่” เอย์จุนยืนยันเจตนารมณ์เสียงหนักแน่น “และก็ไม่คิดว่าคนพวกนั้นจะบังคับผมได้ด้วย”

                “ก็ไม่แน่หรอก”

                “อ๊ะ จุนซัง ท้องเสียหายแล้วเหรอ” ไรจิหันไปทักเจ้าของเสียงใหม่ตาใส

                หนุ่มหน้าโหดอิซาชิกิ จุน เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพหน้าซีดเซียวเกือบไร้สีเลือด แทบเท้ามีสุนัขตัวหนึ่ง อดีตสุนัขถูกทิ้งพอเห็นพวกเอย์จุนก็โจนเข้าหา ฟุรุยะซึ่งเอาแต่นั่งเงียบจนคนอื่นแทบลืมตัวตนอุ้มมันมานั่งตักแล้วลูบขนด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

                เอย์จุนกับฟุรุยะเก็บมันได้ก่อนวันเปิดเทอมหนึ่งวัน สองหนุ่มเจอสุนัขตัวผอมแห้งถูกทิ้งตากฝนอยู่ในลังกระดาษจึงเอาไปฝากไว้ที่บ้านไรจิ พวกตนอยู่หอ เจ้าของไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ โชคดีที่บ้านไรจิไม่ค่อยสนใจอะไรจึงรับฝากง่ายๆ ตอนนี้จะว่าเป็นเจ้าของไปแล้วก็ไม่ผิด ความที่มันผอมมากและไม่สบาย ท่าทางน่าเป็นห่วง วันเปิดเทอมวันแรกเอย์จุนเอาแต่นั่งกังวลถึงมันจนแทบไม่เป็นอันเรียน

                “แล้วก็พวกแก อู้อยู่ได้ ไปทำงานเซ่!” จุนแหกปากใส่ลูกชายเจ้าของร้านกับลูกจ้างอีกคน

                ไรจิซึ่งนั่งหลุกหลิกอยู่นานเหมือนโดนไฟลนก้น ผวาลุกตามคำสั่งแทบไม่ทัน ไม่ไปตัวเปล่ายังลากซานาดะไปด้วย ไม่มีบารมีลูกชายเจ้าของร้านติดตัวแม้สักเสี้ยว

                จุนเดินฮึดฮัดมานั่งหน้าบูดเฝ้าโต๊ะ

                เอย์จุนหัวเราะกับความโหดเสมอต้นเสมอปลายของรุ่นพี่ พร้อมกันนั้นก็เอ่ยถามถึงเรื่องที่คุยค้างอยู่“ว่าแต่จุนซัง ทำไมคิดว่าผมจะยอมเข้ากลุ่ม...เอ่อ...มาสะซัง?...ได้ล่ะ ผมไม่เคยแพ้ใครเลยนะ เรื่องใช้กำลังบังคับน่ะ ไม่ไหวมั้ง”

                เด็กหนุ่มสงสัยจากใจ เขาไม่ได้ยกหางตัวเอง ทุกครั้งจะประเมินศัตรูตามความจริงเพื่อจะหาแนวทางรับมือได้ถูกต้อง เมย์ไม่ได้ให้เครดิตบอสของอินาชิโระไว้สูง ดังนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไรได้ไม่ใช่หรือ

                ทว่าจุนกลับสวนเสียงเข้ม

                “ฉันไม่ได้พูดถึงเรื่องการเล่นซึ่งหน้า”

                “...?”

                “ถ้าใครในกลุ่มเราโดนกระทืบต่อหน้า แกยังมั่นใจอยู่อีกหรือเปล่าว่าจะไม่รับข้อเสนอของพวกมันน่ะ”

                “...”

                เจอหมัดน็อกแบบนี้สีหน้าแจ่มใสของเอย์จุนกลายเป็นเคร่งขรึม ที่รุ่นพี่พูดมาเป็นความจริงทุกประการ และเรื่องทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เพียงแต่สถานการณ์ไม่เคยไปถึงขั้นเลวร้ายเลยสักครั้ง นอกจากนี้เมื่อก่อนเอย์จุนยังมีกำลังพลพร้อมพรัก...ไม่เหมือนปัจจุบันที่ไม่มีลูกน้องติดสอยห้อยตาม

                “พูดก็พูดเถอะ” เห็นอดีตบอสยิ้มไม่ออก เมย์พูดขึ้นบ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ “คนที่น่าจะเล่นลูกไม้แบบนั้นน่าจะเป็นคาซึยะมากกว่านะ จะว่าไปที่พวกเซย์โดมาวุ่นวายต้องการอะไรจากเอย์จุนเหรอ หรืออยากให้เข้ากลุ่มเหมือนกัน”

                “...อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว...”

                ฟุรุยะซึ่งกำลังลูบสัตว์หน้าขนสร้างออร่าดำทะมึนปกคลุมรอบตัวหนึ่งชั้น แทบจะได้ยินเสียงอากาศสั่นสะเทือนจากแรงกดดันอันหนักหน่วงราวจะบดขยี้

                เอย์จุนปลอบเพื่อนนิดหน่อยค่อยมาขยายความกับคนฟังที่เหลือ “เขาขอให้ผมไม่ไปแย่งอำนาจ ให้อยู่สงบๆ น่ะ”

                “...บังคับ” ฟุรุยะมิวายแก้ ท่าจะชิงชังกลุ่มหัวโจกโรงเรียนตัวเองมาก

                สองหนุ่มคนฟังหันมองหน้ากัน

                “ผมไม่ได้อยู่เซย์โดซะด้วย ไม่กล้าวิเคราะห์เป้าหมายคาซึยะเท่าไหร่ จุนซังเห็นว่าไง อย่างหมอนั่นน่ะ” เมย์โยนกลองไปทางรุ่นพี่ต่างโรงเรียน

                คนหน้าหนวดนั่งเท้าคางกับเคาน์เตอร์ หลังกลอกตาไปมาสามตลบก็ตอบห้วนๆ ว่า “จะไปรู้มันเรอะ!”

                “เอ๋ แต่คิดตามปกติน่าจะอยากได้เป็นพวกมากกว่านี่นา ทำไมมักน้อยขอแค่ให้อยู่เฉยๆ ได้ล่ะ” คนมักเยอะส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอขณะแกว่งนิ้วชี้ไปมา “ไม่ๆ ผมว่าอย่างคาซึยะต้องไม่หวังอะไรน้อยนิดอย่างงั้นแน่ หรือกลัวโดนตลบหลังถ้าเอามาไว้ใกล้ๆ? หรือจะ...”

                “ไอ้กร๊วกนั่นถึงขั้นเคยเอาไม้หน้าสามไปฟาดคู่ต่อสู้ตอนโดนท้าดวลตัวต่อตัวด้วย ไอ้คนกลิ้งกลอกอย่างนั้นไม่มีทางมักน้อยแน่” รุ่นพี่ท่านนี้ก็ไม่ไว้หน้าบอสโรงเรียนตัวเองพอกันกับคู่สนทนา

                “อ๊ะ แต่ดวลตัวต่อตัวถ้าไม่พูดเรื่องอาวุธกันไว้ก่อนผมก็ใช้นะ”

                “เพราะงี้ไงแกถึงเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน! ความงามงดของการวิวาทมันต้องมือเปล่าเซ่! แบบนี้ถึงจะตัดสินอย่างเที่ยงธรรมได้ว่าใครแข็งแกร่งอย่างแท้จริง!”

                “หา เฉิ่มชะมัด เขาวิวาทเอาแพ้เอาชนะกันต่างหาก จุนซังนี่ไม่พัฒนาเอาซะเลย”

                “แกว่าใครวะ!”

                “เรื่องนั้นช่างเหอะน่า...ทั้งสองคนเลิกทะเลาะกันเถอะ ลูกค้าจะหนีแล้วแน่ะ”

                เอย์จุนนั่งไหล่ตกอย่างห่อเหี่ยวขณะมองเหล่าหนุ่มสาวที่ยืนตาค้างไม่กล้าเข้าไปขัดการโต้เถียงของพนักงานหน้าโหดด้วยแววตาขอลุแก่โทษ





                เด็กหนุ่มหวดไม้ระบายความเครียดอยู่ที่ร้านร่วมชั่วโมง พอรวมๆ เข้ากับเวลานั่งเล่นแล้ว ออกจากแบตติ้งเซ็นเตอร์ตอนหกโมงครึ่งพอดี ด้วยความที่ห้องพักทำอาหารไม่ได้...หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีปัญญาทำ ตั้งแต่ออกจากบ้านมาเรียนม.ปลายที่เมืองข้างๆ เอย์จุนกับฟุรุยะก็ฝากท้องไว้กับร้านข้างทางไม่ก็ร้านสะดวกซื้อตลอด

                วันนี้เองก็นั่งกินมื้อเย็นข้างนอกค่อยกลับห้อง

                ระหว่างทางเดินกลับ ฟุรุยะถามขึ้นลอยๆ เมื่อเห็นเพื่อนเดินเงียบๆ ผิดวิสัย

                “คิดเรื่องที่อิซาชิกิซังบอกอยู่เหรอ”

                การเอาคนใกล้ชิดมาข่มขู่เป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับเอย์จุน ขนาดคนแปลกหน้าเจ้าตัวยังโดดไปช่วยหน้าตาเฉย กับคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดยิ่งไม่ต้องพูดถึง การเอาพวกเขาเหล่านั้นมาข่มขู่ย่อมได้ผลยิ่งกว่า ฟุรุยะเองก็รู้จักกับเอย์จุนมานาน คิดว่าถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นเพื่อนของตนคงยอมศิโรราบอย่างง่ายดาย

                การกลั่นแกล้งและวิวาทของเด็กสมัยนี้รุนแรงขึ้นทุกที การจะเอามีดจ่อคอตัวประกันขณะเจรจาก็ไม่นับเป็นเรื่องเกินคาด แผลเป็นบนแก้มไรจิก็ได้มาเพราะสาเหตุนั้น หากเห็นคนรู้จักโดนข่มขู่ด้วยอาวุธต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งที่สอง ฟุรุยะไม่คิดว่าเอย์จุนจะดื้อดึงปล่อยเวลาให้ล่วงเลย อีกฝ่ายยื่นข้อแลกเปลี่ยนอะไรมาคงตกปากรับคำทุกอย่าง

                เอย์จุนเป็นคนดี

                และแม้คนในกลุ่มจะเก่งมาก แต่ยังมีคนรู้จักอีกมากที่เป็นคนธรรมดา อย่างเพื่อนใหม่ในห้องก็มีคนดีๆ หลายคน ลำพังพวกเขาที่เป็นนักเลงเก่าย่อมปกป้องตัวเองได้ระดับหนึ่ง ทว่ากับคนธรรมดาเหล่านั้นมันอีกประเด็น หากเป็นคนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องชกต่อยที่ถูกดึงตัวมาเดือดร้อน เอย์จุนคงรู้สึกผิดมากแน่

                การล้างมือลาวงการเป็นเรื่องยากลำบากแท้ๆ คงจะโทษใครไม่ได้ในเมื่อเอย์จุนโด่งดังเกินไป

                “ฉันคิดว่าการเลิกวิวาทจะเป็นการดีต่อทุกฝ่าย ไม่นึกเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้ได้ด้วย” อดีตผู้ยิ่งใหญ่เอ่ยอย่างเซื่องซึมหลังนิ่งเงียบไปนาน “ถ้าเป็นอย่างที่จุนซังว่า...คงแย่ ตอนนี้ขนาดพวกที่โรงเรียนยังหันมาเพ่งเล็งแล้วเลย จะเอายังไงต่อดีนะ”

                “...”

                “ทำไมคนเป็นบอสถึงมีแต่พวกแบบนั้น ฉันไม่เห็นเคยไปสร้างความเดือดร้อนให้คนทั่วไปสักหน่อย”

                ฟุรุยะไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรได้

                ความจริงเอย์จุนจัดเป็นบอสที่มีคุณธรรมสูงและรักสงบเมื่อเทียบกับบอสคนอื่นๆ เขาไม่มักใหญ่ใฝ่สูง จะออกโรงมีเรื่องต่อยตีก็เพื่อช่วยเหลือคนไม่ก็ปกป้องตัวเอง...เพราะเป็นคนแบบนั้นพวกที่ติดตามเขาถึงได้ทุ่มกายถวายชีวิต มอบความเชื่อใจทุกสิ่งทุกอย่างให้ จะว่าไปก็อาจไม่แปลกที่คนในกลุ่มไม่เคยมีกรณีทรยศเกิดขึ้นเลย คนที่จะอยู่กับเอย์จุนได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นพวกมีใจรักคุณธรรมถึงได้ไม่เกิดความขัดแย้งด้านแนวคิดกับบอส

                ฟุรุยะมองเพื่อน นึกอยากให้กำลังใจสักหน่อย

                ...เหมือนเคยได้ยินว่ากินของหวานๆ แล้วจะสดชื่น แวะซื้อไอศกรีมสักหน่อยดีมั้ยนะ

                หนุ่มร่างสูงมองเสี้ยวหน้าของคนที่เดินย่ำต๊อกอยู่ด้านข้าง ปกติเอย์จุนไม่ใช่คนชอบคิดอะไรวุ่นวาย วันนี้กลับต้องมาหัวปั่นด้วยเห็นลางว่าจะโดนโจมตีจากทั้งภายนอก (อินาชิโระ) และภายใน (เซย์โด) ฟุรุยะไม่ชินเท่าไหร่ที่คนร่าเริงตลอดเวลาทำหน้าแบบนี้ บางทีเขาควรเดินย้อนไปร้านสะดวกซื้อจริงๆ...

                “ฉันลืมซื้อของ”

                ตัดสินใจปุ๊บก็หยุดเท้าจนคนข้างตัวพลอยชะงักไปด้วย

                “งั้นไปกันเถอะ” เอย์จุนไม่สนใจถามว่าเพื่อนลืมอะไร เตรียมหมุนตัวโดยไม่รีรอ

                “นายกลับไปก่อน เดี๋ยวตามไป” เห็นว่าเดินมาไกลพอสมควร ฟุรุยะไม่อยากให้เอย์จุนเดินย้อนเพราะแค่ตัวเองอยากกลับไปซื้อไอศกรีม ถนนหนทางก็คุ้นเคยดีเพราะเดินผ่านอยู่ทุกวัน ไม่มีอะไรน่ากลัวสักหน่อย “อีกนิดเดียวก็ถึงห้องแล้ว นายไปแช่น้ำผ่อนคลายดีกว่า”

                คิ้วได้รูปเลิกขึ้น “จะดีเหรอ”

                ฟุรุยะพยักหน้า

                “เข้าใจแล้ว” เพราะเพื่อนไม่ใช่คนพูดมาก แม้ไม่อยากกลับก่อนเอย์จุนก็ไม่อยากวุ่นวาย...เอาเถอะ เขากลับไปแช่น้ำสบายๆ ก็ดี รู้สึกวันนี้ล้าจริงๆ

                คนตัวสูงมองเพื่อนหันกลับไปเดินต่อค่อยหมุนตัวเดินย้อนกลับไปซื้อไอศกรีม เขาหยิบรสชาเขียวมาหนึ่งถ้วยและรสคุกกี้แอนด์ครีมอีกหนึ่งถ้วย หลังปล่อยให้พนักงานยืนแทะโลมน้ำลายหกระหว่างคิดเงินเสร็จก็เดินออกมาจากร้าน ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง เด็กวัยรุ่นอายุเหมือนกำลังเรียนมหาลัยซึ่งกำลังยืนสูบบุหรี่พิงกำแพงก็ก้าวออกมาขวาง

                ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงนิดหนึ่ง ฟุรุยะตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินอ้อมไปทางขวา...แต่แขนของคนขวางทางกับยื่นมาดักหน้า

                จงใจหาเรื่อง...

                จะปัดมือข้างนั้นทิ้งเสียก็ได้ หากเด็กหนุ่มไม่ได้อยากมีเรื่อง...ไม่อยากใช้กำลัง เขาพูดกับอีกฝ่ายอย่างมีอารยะว่า “หลบ”

                แต่สีหน้าตายสนิทและน้ำเสียงแสนเย็นชาไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย

                “เรามีธุระกับนายนิดหน่อย มาด้วยกันหน่อยสิ”

                “...”

                ไม่รู้จุดประสงค์อีกฝ่ายคืออะไรใครจะโง่ทำตามที่บอก บางทีอาจเรียกไปที่อื่นเพื่อกระทืบแก้เครียด บางทีอาจเรียกไปรีดไถแต่ตรงนี้มี ‘ตา’ มากไปจึงต้องพาไปที่เปลี่ยว...แต่ไม่ว่าจะต้องการอะไรฟุรุยะก็ชักอารมณ์ไม่ดีแล้วที่คุยกันไม่รู้เรื่อง

                “หลบ”

                เด็กหนุ่มย้ำเป็นครั้งที่สอง

                เอย์จุนตั้งใจว่าจะไม่มีเรื่องอีกเขาเลยงดวิวาทตาม...แต่ใช่ว่าจะเคร่งครัดตามหมอนั่น หากเขาอยากซัดคนขึ้นมาก็จะซัด ฟุรุยะไม่ได้ตั้งใจแน่วแน่อย่างเอย์จุน เขาไม่มีแรงจูงใจให้เลิกต่อยตีด้วยซ้ำ

                ด้วยเหตุนี้ถ้ายังพูดไม่รู้เรื่องอีก..ก็จะใช้กำลังบังคับแล้ว

                ขณะที่ตั้งใจแบบนั้นก็มีคนโผล่มาเพิ่มอีกสองคน...รวมเป็นสาม

                “หวา ตัวสูงเป็นบ้า...โอ้ หล่อด้วย แบบนี้ค่อยอยากตะบันหน้าขึ้นมาหน่อย”

                ...ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่าเป็นพวกข้างถนนที่ใช้กำลังทำร้ายคนผ่านไปมา อาจจะพ่วงรีดไถเข้าไปด้วย เป็นแบบนี้ถ้าโดนซัดคงไม่เหลือของมีค่าติดตัวแน่

                ฟุรุยะขมวดคิ้ว คู่มือสามคนออกจะตึงมือโดยเฉพาะเมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีอาวุธซุกซ่อนอยู่หรือเปล่า ทางที่ดีไม่ควรทะเล่อทะล่าลุยโง่ๆ แม้จะนึกไว้แต่แรกว่าจะลงมือแต่เอาเข้าจริงยังอดเสียดายไม่ได้

                ไอศกรีม...คงละลายหมด...



                ขวับ



                หมัดแหวกอากาศเฉียดใบหู สัมผัสได้ว่าเส้นผมด้านข้างถูกซัดปลิว

                ฟุรุยะซึ่งเหลือบตามองหมัดกลอกตาไปยังเด็กหนุ่มผมย้อมสีเจ้าของมือในสภาพเอียงคอ หากเมื่อกี้เขาไม่เบี่ยงหลบมีหวังกำปั้นได้ซัดเข้าจมูก เด็กหนุ่มใช้มือข้างที่ว่างสับแขนข้างนั้นออกอย่างรวดเร็วโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า จากนั้นขยับคอกลับมาตั้งตรง ไม่นำพาต่อเสียงร้องด้วยความตกใจระคนเจ็บปวดของคู่กรณีแม้แต่นิด

                ดวงตาสีเข้มกวาดสำรวจมือเท้าคนที่เหลืออย่างรวดเร็ว...ยังไม่มีใครงัดอาวุธออกมา ต่อให้มี ถ้าน็อกได้หมดก่อนก็ไม่น่ามีปัญหา

                ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อถูกวางลงบนพื้น...



                พล่อก...!



                ร่างของเด็กคนหนึ่งล้มลงภายในเสี้ยววินาที

                ...ฟุรุยะสะกิดเท้าพุ่งไปอัดหมัดโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง การใส่แรงที่เหมาะสมเสยเข้าที่คางส่งให้คนไม่ทันตั้งตัวน็อกคาพื้นอย่างอเนจอนาถ กระทั่งจะส่งเสียงร้องยังไม่ทัน

                ...เหลืออีกสอง

                แววตาเข้มขึ้นทีละน้อย เพราะร้างราจากเรื่องพรรค์นี้มาเป็นเวลานาน ร่างกายที่ไม่ค่อยเข้าที่สร้างความหงุดหงิดให้บางเบาจนอยากหาที่ระบาย ขณะเดียวกันคู่มืออีกสองคนกำลังเผยสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงมีดีกว่าที่คิด คงรู้สึกตัวแล้วว่าแค่สองคนมือเปล่าสู้ไม่ได้

                ฟุรุยะย่างสามขุมไปทางสองคนที่เดินมารวมกัน ใบหน้าซีกบนมืดครึ้ม ดวงตาทอประกายเย็นชาถึงขีดสุด

                และแล้วขายาวๆ ก็ฟาดก้านคอหนึ่งในนั้นอย่างรวดเร็ว

                ...เสร็จไปอีกหนึ่ง

                คนที่เหลือหน้าซีดเมื่อสดับเสียงที่ราวกับใช้ของแข็งฟาดเต็มแรง

                ความปราณีไม่มีอยู่เลย...

                การเคลื่อนไหวในพริบตาของฟุรุยะรับมือได้ยากสำหรับมือสมัครเล่น เด็กหนุ่มจะคุมเชิงอย่างเชื่องช้าก่อน จากนั้นจึงจู่โจมอย่างรวดเร็วเมื่อพบช่องว่าง...สไตล์ถนัดเหมาะสำหรับการดวลเดี่ยว เขาไม่ได้แรงดีอย่างคนอื่นทว่าคุมแรงเก่งจึงไม่เสียแรงโดยสูญเปล่าในการวิวาท อีกทั้งการจู่โจมทีเผลอยังได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยม เด็กหนุ่มจึงเป็นเด็กสายสู้ในระยะเวลาอันสั้นและเน้นการเอาชนะภายในไม่กี่กระบวน

                ทว่ามีจุดอ่อนที่ความอึด หรือก็คือไม่ถนัดการสู้ยืดเยื้อนั่นเอง

                อย่างไรก็ตาม ศัตรูมีจำนวนแค่นี้...ความสามารถแค่นี้ ไม่นับว่าเป็นปัญหา

                ...เหลือหนึ่งคน

                เจ้าคนที่พุ่งเข้ามาซัดหมัดใส่เขาในตอนแรก

                ได้ยินเสียงกรามบดดังกร๊อบ ไม่รอให้ถูกโจมตีอีกฝ่ายเปิดฉากบุกเข้ามาก่อน เสียงตัดลมบอกให้รู้ว่าแรงดีใช่ย่อย...แต่ช้าไป เด็กหนุ่มเอียงตัวหลบอย่างง่ายดายก่อนอาศัยไหล่ข้างที่เบี่ยงออกส่งแรงไปยังหมัด เตรียมทะลวงเข้าหน้าท้องฝ่ายตรงข้ามที่เปิดช่องอย่างจัง

                ทว่า...

                ดวงตาได้รูปเบิกกว้างเมื่อรู้สึกว่ามีเงาคนทาบทับมาจากด้านหลัง

                ยังมีคนอื่นอยู่อีก...!

                ร่างกายเผลอหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ...สิ่งที่สะท้อนในนัยน์ตาสีนิลคือรอยยิ้มบิดเบี้ยวและสองมือที่กำไม้หน้าสามฟาดลงมาอย่างแรง

                หลบ...

                ...ไม่ทัน...

                เสียงวัตถุกระทบผิวเนื้อดังลั่นท่ามกลางถนนไร้คนยามวิกาล





                เอย์จุนรู้สึกประหลาดใจที่แช่น้ำเสร็จแล้วก็ยังไม่เห็นเพื่อนหน้าตายที่ห้อง ตนใช้เวลาในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมง ฟุรุยะน่าจะมาถึงได้แล้ว

                หรือร้านที่ไปซื้อของอยู่ไกล?

                ...รู้งี้ถามไว้ก่อนก็ดีหรอก

                เด็กหนุ่มเปิดโทรทัศน์ฆ่าเวลาขณะเช็ดผมเปียกๆ ไปด้วย ช่วงนี้เขาสนใจกีฬา ตกกลางคืนถ้าไม่มีภาระอะไรก็จะนั่งหน้าจอโทรทัศน์ เปลี่ยนสถานีไปเรื่อยเพื่อหารายการแข่งขันกีฬาดู แต่เดิมเอย์จุนชอบซูเปอร์ฮีโร่ มักดูหนังหรือการ์ตูนแนวฮีโร่ซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจำบทพูดได้ ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องใหม่ๆ มาฉายเลยนั่งดูแต่รายการกีฬาแก้ขัด

                โทโดโรกิคนพ่อก็ชอบดูเบสบอล เขาเคยไปนั่งดูกับตาลุงท่าทางพึ่งพาไม่ได้คนนั้นเหมือนกัน...ผลคือชักจะสนเบสบอลขึ้นมาด้วยช่วงนี้เลยไปออกไม้หวดที่แบตติ้งเซ็นเตอร์บ่อยๆ จนกลายเป็นขาประจำ

                นั่งดูแข่งบาสจบไปสองควอเตอร์จนรายการตัดเข้าช่วงโฆษณา ฟุรุยะยังคงไม่กลับมา

                นานเกินไปแล้ว...

                เอย์จุนชักเป็นห่วงจึงคลานไปหยิบโทรศัพท์มาต่อสายหาเพื่อนสนิท ปรากฏว่ารอจนเสียงฝากข้อความดังก็ยังไม่มีใครรับ เด็กหนุ่มกดตัดสายอย่างงุนงง

                แปลกแฮะ...

                แต่แล้วหน้าจอที่ไฟยังไม่ทันดับกลับส่งเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้า เอย์จุนยิ่งงงเข้าไปใหญ่เมื่อพบว่าข้อความที่ส่งมาเป็นของเจ้าคนที่เพิ่งโทรไปหาเมื่อตะกี้

                ถ้าว่างจะพิมพ์มาทำไมไม่รับสายให้มันจบๆ ไปเลยเล่า...คิดไปเปิดอ่านไป



                ‘ถ้าอยากได้ตัวหมอนี่คืน พรุ่งนี้เวลา 09.00 น. ให้มาที่ริมแม่น้ำหลังโรงเรียนอินาชิโระเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยน…มาคนเดียวล่ะ’



                นี่มัน...

                เลือดทั้งกายแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ใบหน้าของเอย์จุนซีดขาว
 
                ที่นารุมิยะซังเตือนเมื่อเย็น เป็นความจริงจริงๆ ด้วย...

No comments:

Post a Comment